บทที่ 329: เสี่ยวอวี้มีเรื่อง
เถียนเมิ่งหย่ากับทาเลียหยิบถั่วไปชิมแค่พอเป็นมารยาทคนละนิดคนละหน่อย แต่เสี่ยวอวี้ไม่คิดแบบนั้น เด็กหญิงคว้าถั่วลิสงกำโตเต็มสองมือน้อยๆ ยัดใส่กระเป๋าเสื้อจนตุง ก่อนจะจูงมือเหมาเหมาออกไปวิ่งเล่นด้วยกัน
จริงๆ แล้วทาเลียรู้ตัวมาสักพักแล้วว่าเถียนเมิ่งหย่าแอบอิจฉาที่เธอสนิทสนมกับเฉินชิงมากกว่า แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ยังคงวางตัวตามปกติ เพราะมันคือความจริงที่ว่าช่วงเวลานั้นเธอกับเฉินชิงใกล้ชิดกันที่สุด
แต่สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนจะพลิกกลับกัน กลายเป็นเธอเองที่เริ่มรู้สึกอิจฉาเถียนเมิ่งหย่าขึ้นมาตะหงิดๆ ก็จะไม่ให้รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อทั้งคู่ทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน เจอกันทุกวันไม่พอ แม้แต่วันหยุดพักผ่อนแบบนี้ก็ยังนัดมาเที่ยวเล่นด้วยกันอีก
ทาเลียเลยพยายามชวนเฉินชิงคุยแก้เก้อ “วันนี้ไปเป็นพิธีกรงานวันสตรี 8 มีนามา เป็นยังไงบ้าง”
“ก็สนุกดีนะ” เฉินชิงตอบ เธอนึกเสียดายจริงๆ ที่ทาเลียไม่ได้มาร่วมงานด้วย
เถียนเมิ่งหย่ารีบเสริมขึ้นมา “เธอไม่เห็นนี่ ตอนเฉินชิงอยู่บนเวทีน่ะ โดดเด่นสุดๆ ไปเลย”
ทาเลียยิ้มเจื่อนๆ “ฉันจะพยายามหาโอกาสไปดูให้ได้สักครั้งนะ”
“ต้องมีโอกาสสิ” เฉินชิงให้กำลังใจ ก่อนจะรีบเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
“วันนี้ฉันสังเกตเห็นเหมาเหมาดูแฮปปี้มากเลย ไม่เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ที่ดูซึมๆ ไปเท่าไหร่ แบบนี้ก็ดีเลย”
ทาเลียพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ เขากลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้ว แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้”
พอเห็นว่าบรรยากาศเริ่มจะตึงๆ เฉินชิงเลยเปลี่ยนเรื่องคุยอีกรอบ “นี่ทาเลีย เธอรู้เรื่องที่เถียนเมิ่งหย่ากำลังจะแต่งงานหรือยัง”
“พอได้ยินมาบ้าง” ที่เธอรู้ก็เพราะสามีของเธอได้รับกา์ดเชิญจากรองผู้จัดการโรงงานเถียนนั่นเอง
ทั้งสามสาวเลยเปลี่ยนไปคุยเรื่องงานแต่งงานของเถียนเมิ่งหย่ากันอย่างออกรส แต่คุยกันไปสักพัก หัวข้อสนทนาก็วกกลับมาที่เรื่องสตรีต้นแบบสามแปดหงฉีโส่วในงานวันสตรีอีกจนได้
เถียนเมิ่งหย่าซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเหล่าสตรีต้นแบบบนเวที ก็ได้เล่ารายละเอียดต่างๆ ให้ฟัง
เฉินชิงตั้งใจฟังอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งฟังทาเลียก็ยิ่งรู้สึกเสียดายที่ตัวเองพลาดโอกาสไปเห็นผู้หญิงเก่งๆ เหล่านั้นด้วยตาตัวเองในงาน
พวกเธอใช้เวลาพูดคุยกันตลอดช่วงบ่าย พอถึงมื้อเย็นก็พากันออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินข้างนอก ถือเป็นการใช้วันหยุดวันสตรี 8 มีนาไปอย่างอิ่มเอมใจ
หลังจากงานจบลง เหล่าพนักงานในโรงงานเครื่องจักรต่างก็เฝ้ารออย่างมีความหวัง ว่าหนังสือพิมพ์ฉบับต่อไปจะมีรูปหรือเรื่องราวของเหล่าสหายหญิงจากโรงงานของพวกเธอบ้างหรือเปล่า
และในที่สุดหนังสือพิมพ์ก็ออกมา คราวนี้มีการตีพิมพ์เรื่องราวของสหายหญิงที่โดดเด่นจริงๆ แต่ทว่าไม่ใช่แค่จากโรงงานเครื่องจักรเท่านั้น
แต่เป็นภาพถ่ายหมู่ขนาดใหญ่ของเหล่าสตรีต้นแบบสามแปดหงฉีโส่วที่ได้รับคัดเลือกจากทั่วทั้งมณฑลเลยทีเดียว และบริเวณข้างๆ ภาพหมู่ใหญ่นั้น ก็ยังมีภาพถ่ายย่อยอีกสามภาพ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาพตัวแทนจากโรงงานเครื่องจักรนั่นเอง
วันต่อมาที่คณะกรรมการโรงงาน เฉินชิงเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นแล้ว เธอมองภาพหมู่ของเหล่าสหายหญิงในงานวันสตรีพลางอมยิ้มบางๆ สักพักหัวหน้าหลินก็เดินเข้ามาหาที่โต๊ะ “นี่ งานวันสตรีของเราได้ลงหนังสือพิมพ์ด้วยนะ”
“ฉันเห็นแล้วค่ะ ดูเหมือนช่างภาพจะฝีมือดีนะคะ ถ่ายพวกเราออกมาดูดีกันทุกคนเลย”
หัวหน้าหลินเองก็ดูจะมีความสุขไม่แพ้กัน “พวกสหายที่สหพันธ์สตรีตื่นเต้นกันใหญ่ ถึงกับเอาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปแปะโชว์ไว้ในห้องทำงานเลยล่ะ” สีหน้าของเธอดูตื่นเต้นดีใจจริงๆ
ไม่นานหัวหน้าหลิวก็เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย “จะบอกว่างานวันสตรี 8 มีนาของเราคราวนี้ปังมากนะ”
“มีคนเข้าร่วมเยอะจนเรื่องไปถึงหูผู้ใหญ่ข้างบนเลย พวกเขาชมมาว่าเหล่าสหายในโรงงานเครื่องจักรของเรานี่มีความตระหนักรู้ทางอุดมการณ์สูงกันจริงๆ”
“จริงเหรอคะเนี่ย” หัวหน้าหลินตาโต
“จริงสิ ผมเองก็เพิ่งได้ข่าวมาสดๆ ร้อนๆ เลย”
“โอ้โห ดีอะไรอย่างนี้!” หัวหน้าหลินเผลอตบขาตัวเองฉาดใหญ่ด้วยความดีใจ
พอผู้จัดการเสิ่นกับเลขาธิการพรรคหยางทราบเรื่อง ทั้งคู่ก็แวะเวียนมาแสดงความยินดีกับหัวหน้าหลินเป็นการส่วนตัวด้วย
แม้ว่าโดยปกติแล้ววันสตรี 8 มีนา อาจจะไม่ใช่วันหยุดที่ถูกจับตามองหรือเป็นที่สนใจของสาธารณชนมากนัก แต่มันกลับมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงอุดมการณ์ เพราะการปลดแอกสตรีถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการปฏิวัติ
และดูเหมือนว่าในตอนนี้ โรงงานเครื่องจักรจะทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่สูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงบรรยากาศอันร้อนแรงและเปี่ยมไปด้วยพลังภายในงาน ล้วนกลายเป็นหัวข้อที่ทุกคนในโรงงานพูดถึงกันอย่างออกรส
ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้หัวหน้าหลินเริ่มคิดการใหญ่ เธออยากจะดึงตัวเฉินชิงมาอยู่สหพันธ์สตรีเป็นการถาวร คนเก่งแบบนี้ควรจะมาอยู่กับเธอ! เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ เธอก็ไม่รอช้า รีบทำเรื่องยื่นคำร้องขอโอนย้ายตัวเฉินชิงไปยังองค์กรทันที
พอเรื่องไปถึงหูผู้จัดการเสิ่น เขาก็รีบโบกมือปัดเผือกร้อนก้อนนี้ไปให้เลขาธิการพรรคหยาง “ช่วงนี้ผมยุ่งหัวหมุนจริงๆ ไม่มีเวลามาดูเรื่องจุกจิกพวกนี้หรอก คุณช่วยจัดการดูหน่อยแล้วกันว่าจะเอายังไง”
เลขาธิการพรรคหยางปัดต่อสั้นๆ “ก็ไปถามเหล่าหลิวดูสิ”
แน่นอนว่าหัวหน้าหลิวค้านหัวชนฝา “ผมรู้ว่างานสหพันธ์สตรีมันสำคัญ ถ้าเรื่องนี้เกิดตั้งแต่ตอนที่เฉินชิงยังเป็นแค่เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ผมไม่ขวางทางคุณหรอก”
“แต่ปัญหาน่ะคือตอนนี้เธอเป็นถึงรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานแล้วนะ เป็นคนที่ผมวางตัวไว้สืบทอดตำแหน่งเลย ถ้าคุณเอาตัวเธอไป แล้วงานที่คณะกรรมการโรงงานจะทำยังไง ใครจะรับผิดชอบ?!”
สงครามแย่งชิงตัวเฉินชิงระหว่างสองแผนกจึงเริ่มต้นขึ้น
ข่าวลือเรื่องการแย่งชิงตัวนี้ดังไปไกลถึงโรงงานเสื้อผ้า เมื่อสีเกามินได้ยินเรื่อง เธอก็ยิ่งนับถือในความสามารถของเฉินชิงมากขึ้น
ความคิดที่จะดึงตัวเฉินชิงมาร่วมงานก็ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง เธอตั้งใจว่ารอให้จบงานมหกรรมการค้ากวางเจาก่อน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว เธอก็จะลองพยายามทาบทามเฉินชิงดูสักตั้ง
ตัดกลับมาที่โรงงานเครื่องจักร ในขณะที่ทั้งสองแผนกกำลังยื้อแย่งกันอย่างดุเดือด เลขาธิการพรรคหยางที่เฝ้ามองอยู่ก็เริ่มลังเล ว่าเขาควรจะกระโดดเข้าร่วมวงแย่งชิงนี้ด้วยดีหรือเปล่า
แต่ในจังหวะที่เขาเริ่มคิดอยากจะดึงเฉินชิงมาขึ้นตรงกับตัวเอง อยู่ๆ สงครามที่กำลังคุกรุ่นนั้นก็สงบลงเสียดื้อๆ
ทั้งหัวหน้าหลิวและหัวหน้าหลินต่างมองตาก็รู้ใจ การที่พวกเขาแย่งตัวเฉินชิงกันเองนั้น ไม่ว่าสุดท้ายเฉินชิงจะไปอยู่แผนกไหนก็ยังถือว่าปลอดภัย
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เลขาธิการพรรคหยางกระโดดลงมาเล่นด้วย สถานการณ์มันจะเปลี่ยนไปทันที พวกเขาคงไม่โง่พอที่จะร่วมมือกันผลักเด็กดีๆ อย่างเฉินชิงให้ตกลงไปในหลุมไฟหรอก
พอเฉินชิงรู้บทสรุปของมหากาพย์การแย่งชิงตัวครั้งนี้ เธอก็ทำหน้าไม่ถูก บอกไม่ถูกว่าควรจะขำหรือร้องไห้ดี
เธอกลับมานั่งทำงานตามปกติ แต่แล้วจู่ๆ หลินฉงผิงก็โผล่มาที่สำนักงานคณะกรรมการโรงงาน
เถียนเมิ่งหย่าถึงกับหน้าแดงระเรื่อ ไม่คิดว่าเขาจะมาหาถึงที่นี่
แต่หลินฉงผิงตรงมาที่เฉินชิง “เสี่ยวอวี้ไปมีเรื่องชกต่อยกับเด็กคนอื่นครับ ตอนนี้ผู้ปกครองของฝ่ายโน้นเขามาเอาเรื่องที่โรงเรียนแล้ว คุณรีบไปดูหน่อยเถอะ”
“แล้วเสี่ยวอวี้ชนะไหมคะ”
คำถามแรกของเฉินชิงทำเอาทุกคนในห้องทำงานเงียบกริบ
นี่มันใช่ประเด็นที่ควรห่วงตอนนี้เหรอ ประเด็นคือเด็กมันตีกันไม่ใช่หรือไง
หลินฉงผิงเองก็ถึงกับไปไม่เป็น “เอ่อ... ชนะครับ เสี่ยวอวี้ต่อยจนฟันคู่กรณีร่วงไปสองซี่ ตอนนี้ผู้ปกครองเขากำลังโวยวายจะเรียกค่าเสียหายจากคุณน่ะ”
“งั้นฉันขอไปดูสถานการณ์ก่อนนะคะ” เฉินชิงรีบมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักรทันที
เมื่อไปถึง ก็เห็นเสี่ยวอวี้กำหมัดน้อยๆ แน่น แก้มป่องโมโหเหมือนปลาปักเป้า น้ำตาหยดลงมาแหมะๆ
“นายมันขี้โกง! ไหนเราตกลงกันแล้วไง ว่าจะสู้กันแมนๆ ไม่ฟ้องผู้ใหญ่ แล้วนี่อะไร นายยังไปฟ้องผู้ใหญ่อีก! นายนิสัยไม่ดี! นายทำให้น้าฉันเสียเวลาทำงานหาเงิน!”
“นังเด็กเวรนี่! ตีหลานรักของฉันแล้วยังกล้ามาปากดีอีกเหรอ!” หญิงสูงวัยคนหนึ่งตวาดลั่น
“หนูไม่ได้ปากดีนะคะ! หนูกำลังร้องไห้อยู่นี่ไง!” ว่าจบเสี่ยวอวี้ก็แหงนหน้าร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่น
เหมาเหมาที่ยืนอยู่ข้างๆ พอเห็นน้องสาวร้องก็เริ่มเบะปากร้องตามไปด้วย แต่ก็ยังไม่ลืมยื่นมือไปปลอบน้อง เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนคุมเชิงอยู่ถึงกับกุมขมับ ไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไงดี
เฉินชิงรีบฝ่าวงล้อมเข้าไปหาหลานสาว เห็นเสี่ยวอวี้ร้องไห้จนตัวโยนก็รีบเข้าไปกอด “เป็นอะไรหรือเปล่าจ้ะ ใครแกล้งหนู”
ยังไม่ทันที่เด็กจะได้ตอบ หญิงชราคนเดิมก็พุ่งเข้ามาแผดเสียงใส่หน้าเธอ
“เธอสินะที่เป็นผู้ปกครองนังเด็กนี่! หน้าตาก็สะสวยเหมือนพวกจิ้งจอกคอยหลอกผู้ชาย! มาดูผลงานหลานเธอสิ มันอัดหลานฉันจนฟันหลุดหมดปาก ถ้าหลานฉันเป็นอะไรไปมากกว่านี้ พวกเธอมีปัญญาชดใช้เหรอหา!”
เฉินชิงไม่ต่อปากต่อคำ เธอก้มลงอุ้มเสี่ยวอวี้ขึ้นมา แล้วพาเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้น “ไหนคนเก่ง เล่าให้น้าฟังหน่อยค่ะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ก็เด็กคนนั้นน่ะสิคะ มาว่าหนูเป็นหมู เอาแต่กินทั้งวัน หนูก็เลยโกรธน่ะสิ หนูก็บอกเขาแล้วนะว่าอย่ามาว่าหนูแบบนี้ แต่เขาก็ไม่ยอมหยุด หนูก็เลยท้าเขาต่อยตัวต่อตัว เราตกลงกันแล้วด้วยว่าจะไม่ฟ้องผู้ใหญ่เด็ดขาด”
“เขาก็รับปากดิบดี หนูก็เลยอัดเขาซะเต็มที่เลย ใครจะไปนึกว่าเขาจะขี้โกง กลับไปฟ้องผู้ใหญ่จริงๆ!” เสี่ยวอวี้เล่าด้วยความรู้สึกเจ็บใจสุดๆ ที่อีกฝ่ายเป็นคนผิดสัญญาลูกผู้ชาย!
เฉินชิงใช้นิ้วปาดน้ำตาออกจากแก้มยุ้ยๆ ของหลานสาว ก่อนจะชมเปาะ “เสี่ยวอวี้ของน้าเก่งที่สุดเลย”
เสียงสะอื้นของเสี่ยวอวี้หยุดกึก เด็กหญิงมองหน้าน้าสาวอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะยิ้มเขินๆ ออกมา “จริงเหรอคะคุณน้า อิ๊อิ๊”
ท่าทางนั้นทำเอาเฉินชิงกลั้นขำไว้ไม่อยู่
พอเสี่ยวอวี้เห็นว่าคุณน้าไม่ดุ แถมยังชมอีกต่างหาก เธอก็รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เหลือบนหน้าออกจนหมด
ฮิฮิ คุณน้าไม่ว่าเธอ!
เด็กหญิงอารมณ์ดีขึ้นมาทันควัน นั่งแกว่งขาไปมาอย่างมีความสุข
แต่ทว่า หญิงชราที่อยู่ในห้องทำงานเหลือบมาเห็นรอยยิ้มของเสี่ยวอวี้เข้าพอดี อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่แล้วก็ยิ่งเดือดพล่าน เธอกระทืบเท้าพรวดพราดออกมานอกห้อง แล้วชี้หน้าด่ากราด
“นังเด็กผลาญเงิน! ทำคนเจ็บแล้วยังมีหน้ามานั่งหัวเราะอีกเหรอ! ก็ดูผู้ปกครองสิ! เด็กเหลือขอสันดานแบบเธอเนี่ย โตไปมันจะแต่งออกไปได้ยังไง! ถ้าเป็นหลานฉันนะ ฉันจับบีบคอให้ตายตั้งแต่คลอดออกมาแล้ว!”
[จบบท]