บทที่ 33: ผู้จัดการโรงงานผู้ใจกว้าง
เฉินชิงเดินกลับเข้ามาในสำนักงานหลังจากที่ไปพบฉินต้าเหว่ยมาเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศช่วงบ่ายที่ควรจะเงียบสงบกลับคละคลุ้งไปด้วยสายตาเคลือบแคลงที่จับจ้องมายังเธอ แต่หญิงสาวก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจและกลับไปทำงานของตัวเองต่อตามปกติ
“เฉินชิง เธอมานี่หน่อย” เสียงของหัวหน้าหลิวที่ยืนไพล่หลังอยู่ดังขึ้น เรียกให้เฉินชิงต้องละจากงานตรงหน้า
เธอผุดลุกขึ้นแล้วเดินตามออกไปแต่โดยดี
สิ้นเสียงฝีเท้าของเฉินชิงที่ก้าวพ้นธรณีประตูไป บรรยากาศในห้องที่เคยเงียบสงบก็พลันระเบิดออกราวกับรังแตน ทุกคนต่างกรูเข้าไปหาเถียนเมิ่งหย่าเพื่อคาดคั้นเอาความจริง
“นี่ เธอว่ายัยนั่นกำลังจะโดนเด้งไปอยู่แผนกการผลิตแล้วใช่ไหม”
“พวกเธอนี่จะอยากรู้เรื่องของคนอื่นไปถึงไหน”
เถียนเมิ่งหย่าปัดบทสนทนาน่ารำคาญทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
ในใจของเธอกำลังเดือดปุดๆ ด้วยความขุ่นเคือง ทำไมเฉินชิงต้องทำตัวให้เป็นที่สนใจของผู้ชายอยู่เรื่อย การใช้เวลาไปกับการประทินโฉม หรือหาเสื้อผ้าสวยๆ มาสวมใส่ มันไม่มีความสุขกว่าหรืออย่างไรกัน
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของเถียนเมิ่งหย่าทำให้บรรดาเพื่อนร่วมงานที่หวังจะมาเก็บข้อมูลไปซุบซิบต่อ ต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ ตอนที่เฉินชิงตกเป็นหัวข้อข่าวลือในทางเสื่อมเสีย เธอยังดูมีความสุขกว่านี้เสียอีก
อารมณ์ของคุณหนูผู้สูงส่งช่างแปรปรวนเสียจนยากจะตามทันจริงๆ
เมื่อเห็นว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไรจากเถียนเมิ่งหย่าแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเองต่อ
ถ้อยคำเสียดแทงที่ลอยเข้าหู ทำให้เถียนเมิ่งหย่าทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอรีบยกมือขึ้นปิดหูแล้วเดินหนีออกจากห้องไปทันที
“จะไปไหน” หัวหน้าหลิวที่ยืนอยู่หน้าห้องเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นเธอเดินออกมา
“ไปห้องน้ำค่ะ”
เธอกระแทกเสียงตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง ก่อนจะเดินจากไปไม่เหลียวหลัง
หัวหน้าหลิวแทบจะสำลักความโกรธออกมา
“ไม่มีระเบียบวินัยกันเลยจริงๆ บนโลกใบนี้จะมีใครที่ไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่เหมือนพวกเธอบ้างนะ สงสัยชาติที่แล้วฉันคงจะไปทำกรรมหนักอะไรไว้ ถึงต้องมาชดใช้ด้วยการเจอพวกลูกน้องแบบนี้”
“ก็อาจจะเป็นเวรกรรมที่ชาติก่อนหัวหน้าหลิวเคยไปฆ่าล้างโคตรครอบครัวพวกเรามั้งคะ” เฉินชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เฉินชิง!”
เสียงคำรามของหัวหน้าหลิวดังก้องไปทั่วทั้งอาคาร
หญิงสาวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างใจเย็น
“ฉันได้ยินค่ะ ไม่ต้องตะโกนดังขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวสุขภาพจะไม่ดีนะคะ”
หัวหน้าหลิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มอารมณ์ แล้วเริ่มเปิดฉากเทศนาสั่งสอนตามแบบฉบับของตัวเอง
ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าหัวหน้าแผนกประเภทนี้มักจะชื่นชอบการยกเอาหลักการโบราณมากล่าวอ้าง อ้างอิงคำคมจากตำราเรียน เปรียบเปรยเรื่องราวในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ตลอดจนเทศนาตักเตือนราวกับเป็นผู้หยั่งรู้อนาคต และแน่นอนว่าหัวหน้าหลิวก็เป็นหนึ่งในนั้น
เฉินชิงปล่อยให้คำพูดของเขาผ่านหูไป เธอทอดสายตามองท้องฟ้า สลับกับมองพื้นดิน ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่ง
แม้จะยืนอยู่ห่างไกล แต่รัศมีความเย็นชาก็ยังแผ่ออกมาอย่างชัดเจน หญิงสาวจับจ้องไปยังร่างนั้นอย่างไม่วางตา
เฮ่อหย่วนที่อยู่ชั้นล่างสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาจึงเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ ก่อนจะยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาบังใบหน้าของตัวเองเอาไว้
ภาพนั้นทำให้เฉินชิงอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“เฉินชิง นี่ฉันกำลังอบรมเธอเรื่องการเป็นผู้หญิงที่ควรจะทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานอยู่นะ แต่เธอกลับมัวแต่สนใจเรื่องหน้าตาของผู้ชาย มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
“ขอโทษค่ะ เชิญหัวหน้าหลิวอบรมต่อได้เลย”
“คณะกรรมการโรงงานของเราก็เคยมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์นะ ที่ตอนนี้มันซบเซาลงก็เป็นเพราะพวกเราขี้เกียจกันเกินไป แล้วพวกผู้ใหญ่ข้างบนก็ไม่ค่อยจะใส่ใจ”
หัวหน้าหลิวยังคงพร่ำบ่นเรื่องเดิมๆ ไม่หยุด ก่อนจะหันมาตำหนิเธอต่อ
“ดูเธอสิ ไม่มีความกระตือรือร้นเอาเสียเลย รู้จักทำงานให้ดี อุทิศตนเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติบ้างไหม ที่เธอมีชีวิตสุขสบายอยู่ทุกวันนี้ได้มันเป็นเพราะใคร”
“ถ้าไม่ใช่เพราะประเทศชาติและพรรค รวมถึงอำนวยโรงงานที่คอยแบกรับภาระทุกอย่างเอาไว้ เธอควรจะรู้จักสำนึกบุญคุณเสียบ้าง เข้าใจไหม!”
เขาตะโกนใส่หน้าเธอไม่หยุด
เฉินชิงได้แต่ยืนฟังด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ในขณะเดียวกันนั้น เฮ่อหย่วนก็ได้มาถึงห้องทำงานของผู้จัดการโรงงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับผู้อำนวยเสิ่น ท่วงท่าดูผ่อนคลาย แต่แววตากลับเย็นชาและแข็งกร้าว นิ้วชี้ข้างซ้ายเคาะเบาๆ บนที่วางแขนเป็นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความไม่พอใจ
“ผู้จัดการเสิ่น เรียกผมมามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”
ผู้จัดการเสิ่นหยิบจดหมายร้องเรียนฉบับหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างใจเย็น
“นักวิจัยเฮ่อลุ่มหลงมัวเมาในสตรี ร่วมมือกับผู้จัดการโรงงานเครื่องจักรยักยอกเงินหลวงไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย”
“คุณลองคิดดูสิว่าถ้าจดหมายฉบับนี้ถูกส่งขึ้นไปถึงเบื้องบน พร้อมกับปูมหลังของคุณที่เป็นถึงลูกชายนายทุน อะไรจะเกิดขึ้น”
นัยน์ตาของเฮ่อหย่วนหรี่ลงจนเป็นเส้นตรง ประกายความเย็นชาอันแสนอันตรายฉายวาบออกมาจากดวงตาสีนิลของเขา เขารับซองจดหมายสีน้ำตาลธรรมดาๆ นั้นมาเปิดอ่าน
“อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเป็นฝีมือฉัน” ผู้จัดการเสิ่นเอ่ยต่อ
“เหล่าเสิ่นคนนี้ชื่นชมคนมีความสามารถ แต่ก็มีจรรยาบรรณของตัวเอง ฉันไม่ต้องการลูกน้องที่ทำงานให้ฉันอย่างไม่เต็มใจ”
“แล้วคุณต้องการอะไร”
“คุณติดหนี้บุญคุณฉันหนึ่งครั้ง”
“คุณต้องการอะไรจากผม”
“หนึ่งปี ฉันต้องการให้คุณอยู่ที่นี่หนึ่งปี และทำให้โครงการรถแทรกเตอร์ของโรงงานเราขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของประเทศให้ได้ ฉันเชื่อในความสามารถของคุณ และหลังจากครบหนึ่งปี ฉันก็คงจะไม่ได้นั่งอยู่บนตำแหน่งนี้แล้ว”
ผู้จัดการเสิ่นเปิดกระป๋องชาปี้หลัวชุน แล้วบรรจงชงชาอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะรินใส่ถ้วยแล้วเลื่อนไปวางตรงหน้าเฮ่อหย่วน
“และฉันขอรับรองว่าตลอดหนึ่งปีนี้ คุณจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบสุข”
เฮ่อหย่วนก้มลงมองข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงในจดหมายอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง
รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้จัดการเสิ่น
“แต่ผมมีเงื่อนไข” เฮ่อหย่วนเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา
ขณะที่การเจรจาต่อรองอันดุเดือดกำลังดำเนินอยู่ในห้องทำงานของผู้จัดการโรงงาน หยางซิวจิ่นที่แผนกพลาธิการกลับกำลังร้อนใจว่าเหตุใดจดหมายร้องเรียนที่เขาส่งไปจึงยังไม่เกิดผลใดๆ
ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกของเลขานุการผู้จัดการโรงงานที่มาแจ้งให้เขาไปพบ หยางซิวจิ่นจึงจัดแต่งเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของผู้จัดการโรงงาน
ระหว่างทาง เขาเห็นเฉินชิงกำลังยืนตัวตรงรับฟังคำตำหนิจากหัวหน้าหลิวอยู่ แต่ท่าทีของเธอกลับดูเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ยามบ่ายมากกว่า
แสงแดดอ่อนๆ ที่สาดส่องลงมากระทบเรือนร่างของเธอ ทำให้เกิดเป็นประกายสีทองเรืองรอง ขับให้ผิวขาวผ่องของเธอดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น ใบหน้าเรียวรูปไข่แดงระเรื่อ ผมยาวสลวยสีดำขลับบางปอยที่เปียกชื้นแนบอยู่ข้างขมับ ประกอบกับดวงตาที่ดูพร่ามัวและริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อย ช่างเป็นภาพที่ดูเซ็กซี่และน่าทะนุถนอมในเวลาเดียวกัน
หยางซิวจิ่นเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำ
เฮ่อหย่วนที่เดินลงบันไดมาเห็นชายคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เมื่อมองตามสายตาของชายคนนั้นไปก็พบว่าเขากำลังจับจ้องไปยังเฉินชิง เฮ่อหย่วนจึงเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หยางซิวจิ่นที่เพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ก็จำได้ว่าชายคนนั้นคือเฮ่อหย่วน
หลังจากที่สบถด่าในใจ เขาก็รีบเดินขึ้นไปยังห้องทำงานของผู้จัดการโรงงาน แต่สิ่งที่รอเขาอยู่กลับเป็นคำสั่งให้ไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างจังหวัด
“เสี่ยวหยาง นายเป็นคนที่ฉันไว้วางใจและสนับสนุนมาตลอด ฉันรู้ดีว่านายมีความสามารถ เรื่องนี้ถ้าไม่ใช่นายก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ และมันยังเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของโรงงานเราด้วย นายต้องทำให้เต็มที่นะ”
“แต่ว่า... ผู้จัดการครับ ที่บ้านผมมีลูกสาวต้องดูแล” หยางซิวจิ่นพยายามหาทางปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
การต้องเดินทางไปแลกเปลี่ยนความรู้กับโรงงานเครื่องจักรที่อื่น แถมยังต้องพานักวิจัยหน้าใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ไปด้วย ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปเป็นกระสอบทรายให้เขาซ้อม
ในอดีต ภารกิจนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะผู้จัดการโรงงานคนก่อนๆ มักจะคัดเลือกแต่นักวิจัยที่เก่งกาจที่สุดไปร่วมทีม
แต่ในยุคที่การแข่งขันสูงเช่นนี้ ประกอบกับผู้จัดการเสิ่นที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้น ภารกิจ ‘แลกเปลี่ยนฉันมิตร’ จึงกลายเป็นเพียงเรื่องที่ทำไปตามธรรมเนียมเท่านั้น
ผู้จัดการเสิ่นรินชาปี้หลัวชุนที่ยังเหลืออยู่ให้เขา
“ไม่เป็นไรน่า เรื่องลูกสาวคุณ เดี๋ยวฉันให้เลขานุการไปคุยกับพ่อตาแม่ยายของนายให้ เสี่ยวหยาง ภารกิจครั้งนี้สำคัญมากนะ นายต้องช่วยฉันมองหาคนที่มีความสามารถมาเสริมทัพให้โรงงานของเราด้วย เข้าใจไหม”
เมื่อได้ยินว่าผู้จัดการเสิ่นยังคงมีความคิดที่จะดึงตัวคนจากที่อื่นมาร่วมงาน หยางซิวจิ่นก็รู้สึกเหนื่อยใจ แต่ก็พอจะเข้าใจถึงเป้าหมายของเขา
“ได้ครับ ผมจะพยายามมองหาคนเก่งๆ มาเสริมทัพให้โรงงานของเราให้ได้มากที่สุด”
“ดีมาก” ผู้จัดการเสิ่นหัวเราะอย่างพอใจ
“ฉันรู้ว่านายทำได้อยู่แล้ว”
หลังจากที่พูดคุยถึงแผนการในอนาคตของโรงงานกันพอหอมปากหอมคอ ผู้จัดการเสิ่นก็ปล่อยให้หยางซิวจิ่นกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
เมื่อหยางซิวจิ่นเดินพ้นประตูไป ผู้จัดการเสิ่นก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ แววตาของเขาฉายประกายเย็นเยียบขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาเรียกเลขานุการเข้ามาสั่งงาน “ไปบอกให้เหล่าหลิวเลิกด่าเสี่ยวเฉินได้แล้ว ฉันฟังจนเสียงของเขาแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่ดูเหมือนเสี่ยวเฉินจะไม่ได้สนใจฟังเลยสักนิด แต่ฉันนี่สิ ฟังจนหูจะชาไปหมดแล้ว บอกเขาไปด้วยว่าฉันจะไม่ย้ายเสี่ยวเฉินไปอยู่แผนกการผลิต เพราะโรงงานของเราให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมเป็นอย่างยิ่ง”
“รับทราบครับ”
เลขานุการรับคำแล้วเดินออกไป
ความคิดที่ว่าเฮ่อหย่วนยอมตกลงที่จะอยู่ต่อ ทำให้ผู้จัดการเสิ่นอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเสียงตะคอกของหัวหน้าหลิวเงียบลง เขาก็ส่ายหัวเบาๆ ด้วยความระอา
“เหล่าหลิวนี่นะ คิดจะขอความช่วยเหลือทั้งที ทำไมไม่ทำให้มันแนบเนียนกว่านี้หน่อย อีกอย่าง ฉันไม่ใช่คนที่จะลงโทษลูกน้องโดยไม่มีเหตุผลซะหน่อย”
หลังจากนั้นไม่นาน ในถังขยะภายในห้องทำงานของผู้จัดการโรงงาน ก็ปรากฏก้อนกระดาษที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งก้อน
บนนั้นมีข้อความที่เขียนไว้ว่า: คำสั่งย้ายสหายเฉินชิง จากสำนักงานคณะกรรมการโรงงาน ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ แผนกการผลิต
[จบบท]