บทที่ 336: ประชุมร่วมกัน
หลินฉงผิงพอเห็นเถียนเมิ่งหย่าในวันนี้ก็ถึงกับชะงักไปนิด “เสี่ยวหย่า วันนี้คุณสวยมากจริงๆ”
เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งแก้ม
เฮ่ออวี้ถิงที่นั่งอยู่แถวนั้นเห็นภาพเข้าพอดี เด็กหญิงรีบยกสองมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้ แต่ก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ดูน่าเอ็นดูเสียจริง
เฉินชิงจูงมือเฮ่ออวี้ถิงเดินไปยังโต๊ะหลักของงาน
ตามธรรมเนียมของที่นี่ คนที่เป็นแม่สื่อจะได้นั่งโต๊ะหลัก ซึ่งว่ากันตามตรงแล้ว ทั้งเฉินชิงและเฮ่ออวี้เสียงต่างก็ไม่มีคุณสมบัติจะได้นั่งโต๊ะนี้เลย นี่เป็นเพราะได้อานิสงส์จากเฮ่ออวี้ถิงล้วนๆ
พิธีการในงานแต่งงานทั้งหมดนั้นเรียบง่ายสุดๆ ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาของงานเลี้ยงฉลอง
เฉินชิงนึกย้อนไปถึงงานแต่งครั้งก่อนที่เธอเข้าร่วม ตอนนั้นไม่เห็นมีใครต้องกล่าวคำปฏิญาณอะไรเลย แต่คราวนี้ เธอมองภาพเถียนเมิ่งหย่ากับหลินฉงผิงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าทุกคนอย่างเคร่งขรึมจริงจัง ก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่ลึกๆ
หากเทียบกับการกล่าวคำมั่นสัญญาแบบตะวันตก การที่ผู้คนในยุคสมัยนี้ได้เลือกคู่ชีวิตที่มีอุดมการณ์และความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องที่งดงามไม่แพ้กัน
รองผู้จัดการโรงงานเถียนมองลูกสาวที่แต่งออกเรือนไป แถมยังได้สามีที่ดีพร้อมขนาดนี้ เขาก็ยิ้มหน้าบานไม่หุบ เดินดื่มเหล้าไปทั่วงาน ดูตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองเป็นเจ้าบ่าวเสียอีก
ส่วนเฮ่ออวี้ถิงนั้นกำลังจดจ่อรอคอยว่าเมื่อไหร่พนักงานจะเริ่มเสิร์ฟอาหาร เฉินชิงเองก็คิดแบบเดียวกัน และเฮ่ออวี้เสียงก็ไม่ต่างกัน ความคิดของทั้งสามน้าหลานช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด นั่นคือการรอคอยอาหารอร่อยๆ
แต่กว่าอาหารจานแรกจะมาเสิร์ฟก็ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่ เฮ่ออวี้ถิงเลยหันไปกระซิบกระซาบกับน้าสาว “คุณน้าคะ วันนี้น้าเสี่ยวหย่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย สวยมากๆ เลยค่ะ”
เฉินชิงบีบมืออวบๆ ของหลานสาวเล่นเบาๆ “ก็น้าเป็นคนแต่งหน้าให้เองกับมือน่ะสิ ไว้เดี๋ยวน้ามีเครื่องสำอางเป็นของตัวเองเมื่อไหร่ จะสอนให้หนูแต่งบ้าง”
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าก็ขัดขึ้น “น้องยังเด็กอยู่เลยครับ”
“แต่งหน้าเป็นก็หาเงินได้นะ” เฉินชิงตอบกลับไป
คำเดียวเท่านั้น เฮ่ออวี้เสียงก็เงียบกริบไม่พูดอะไรต่อ
เฮ่ออวี้ถิงเห็นพี่ชายเสียท่าก็ ‘พรวด’ หัวเราะออกมาเสียงดัง
เฮ่ออวี้เสียงเลยแสร้งเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแก้เก้อ แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเหมาเหมาที่คุ้นเคยกันดีเข้าพอดี เจ้าหนูเหมาเหมารีบวิ่งตรงดิ่งมาหาพวกเขาที่โต๊ะทันที พอมีเหมาเหมามาเล่นด้วย ทั้งสามคนก็เลยหายเบื่อเป็นปลิดทิ้ง
ทาเลียรอจนกระทั่งงานเลี้ยงเริ่มเสิร์ฟอาหารนั่นแหละ ถึงได้เดินมาเรียกเหมาเหมากลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง เพราะโต๊ะหลักของงานไม่ใช่ว่าใครจะมานั่งเล่นก็ได้
พออาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ แม้ว่าทั้งงานจะมีเมนูเนื้อสัตว์แค่เพียงจานเดียว แต่อาหารอย่างอื่นก็ปรุงรสชาติออกมาได้ดีเยี่ยม ไม่ได้ทำแบบลวกๆ ส่งเดช และการนั่งโต๊ะหลักก็ดีตรงที่ไม่ต้องแย่งกับข้าวกับใคร เฉินชิงเลยได้กินอย่างสบายอารมณ์
ระหว่างที่กำลังกิน เฉินชิงก็มองเถียนเมิ่งหย่ากับหลินฉงผิงที่กำลังเดินชนแก้วอวยพรแขกเหรื่อไปตามโต๊ะต่างๆ ความรู้สึกหลากหลายก็ผุดขึ้นมาในใจ
เธอยกแก้วเหล้าของตัวเองขึ้น ชนกับแก้วของเถียนเมิ่งหย่าเบาๆ
เฮ่ออวี้ถิงก็ไม่น้อยหน้า รีบยกแก้วน้ำอัดลมยี่ห้อเป่ยปิงหยางของตัวเองขึ้นมาชนกับเจ้าสาวบ้าง “ขอให้น้าเสี่ยวหย่ากับคุณครูหลินมีความสุขมากๆๆ ตลอดไปเลยนะคะ”
บ่าวสาวทั้งคู่ยิ้มรับคำอวยพรและกล่าวขอบคุณ
เฮ่ออวี้เสียงเองก็ทำแบบเดียวกับน้าสาว เขายกแก้วขึ้นชนเบาๆ แล้วก็นั่งลง ทำหน้าตานิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากพิธีชนแก้วอวยพรเสร็จสิ้น เฮ่ออวี้ถิงก็ได้รับซองแดงสำหรับแม่สื่อเป็นรางวัลตอบแทน จากนั้นทั้งสามคนก็พากันเดินกลับบ้าน
พอกลับถึงที่พักปุ๊บ ทั้งสามคนก็รีบมาล้อมวงแกะซองแดงดูว่าข้างในมีอะไร
เฮ่ออวี้เสียงเป็นคนเปิดซอง “ยี่สิบหยวน!”
เฮ่ออวี้ถิงตาโต “โอ้โห เยอะมากเลยค่ะ!”
เฉินชิงมองเฮ่ออวี้เสียงที่รีบเก็บเงินก้อนนั้นไปซ่อนอย่างว่องไว ก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ “เสี่ยวอวี้ รู้ตัวมั้ยว่าพี่ชายเธอแอบซ่อนเงินเก็บของหนูไปเท่าไหร่แล้ว”
“ไม่รู้เลยค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงส่ายหน้า แกะห่อลูกอมนมตรากระต่ายขาว ส่งให้น้าสาวหนึ่งเม็ด แล้วก็แกะเข้าปากตัวเองอีกหนึ่งเม็ด เคี้ยวตุ้ยๆ จนยิ้มตาหยี
เฉินชิงเอ็นดูหลานสาวเลยยื่นมือไปขยี้แก้มยุ้ยๆ นั่นเบาๆ เฮ่ออวี้ถิงก็หัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงที่แวบเข้าห้องไปนับเงิน เมื่อเห็นว่ายอดรวมเป็นที่น่าพอใจ เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาก ก่อนจะเดินผิวปากออกไปทำงานบ้านต่อ
หลังจากที่เฉินชิงไปร่วมงานแต่งงานของเถียนเมิ่งหย่ากลับมา วันต่อมาที่โรงงาน เธอกะว่าจะไปพูดคุยหยอกล้อเจ้าสาวหมาดๆ เสียหน่อย
แต่เธอกลับสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานดูมีสีหน้าเซื่องซึม ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะทำอะไร เฉินชิงเลยเข้าไปถามด้วยความสงสัย “นี่เธอเป็นอะไรไปน่ะ”
หรือว่าชีวิตคู่หลังแต่งงานจะมีปัญหาไม่ราบรื่น?
เถียนเมิ่งหย่าถอนหายใจ “เมื่อคืนน่ะสิ พ่อฉันลากตัวหลินฉงผิงไปนั่งดื่มเหล้าด้วย ดื่มกันยาวตั้งแต่หัวค่ำยันดึกดื่น ฉันก็ต้องนั่งฟังพวกเขาคุยกันอยู่ตรงนั้น ง่วงจนตาจะปิดให้ได้!”
พูดจบเธอก็หาวออกมาวอดใหญ่
เถียนเมิ่งหย่าบ่นอุบอิบว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเกรงใจ ไม่อยากให้คนอื่นนินทาว่าเพิ่งแต่งงานวันแรกก็ลาหยุดเสียแล้ว วันนี้เธอไม่ฝืนสังขารมาทำงานแน่ๆ คืนเข้าหอที่ควรจะหวานชื่น มันหายวับไปกับวงเหล้าของพ่อเธอเฉยเลย
เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกหดหู่จนอยากจะระเบิดอารมณ์ออกมา
เฉินชิงฟังแล้วก็ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี
แต่แล้วเถียนเมิ่งหย่าก็ปรับอารมณ์ “แต่โชคดีนะ ที่การแต่งงานมันก็ยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง ตอนที่พ่อฉันกำลังเมาได้ที่ ฉันก็เลยแอบมานั่งนับซองแดง สรุปว่าได้มาเยอะพอสมควรเลยล่ะ”
“โอ้โห ดีจริงๆ”
เฉินชิงได้แต่ยิ้มแหยๆ เธอลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าถึงคราวตัวเองแต่งงานบ้าง คงแทบไม่ได้เงินช่วยงานเท่าไหร่แน่ๆ เพราะที่ผ่านมาเธอแทบไม่เคยไปใส่ซองงานใครเลย
“เฉินชิง”
เสียงของหัวหน้าหลิวตะโกนเรียกดังมาจากหน้าประตูห้อง
“มีอะไรเหรอคะ หัวหน้าหลิว” เฉินชิงขานรับ
“วันนี้วันจันทร์ มีประชุมใหญ่ เราสองคนต้องไปด้วยกัน”
หัวข้อหลักของการประชุมในวันนี้ก็คือเรื่องมหรกรรมการค้ากวางเจา
เฉินชิงพยักหน้าเข้าใจ แล้วเดินตามหลังหัวหน้าหลิวไปยังห้องประชุมใหญ่
เนื่องจากที่นั่งในห้องประชุมใหญ่มีการจัดสรรตำแหน่งไว้ตายตัวอยู่แล้ว เฉินชิงในฐานะผู้ติดตาม จึงต้องยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของหัวหน้าหลิว
ตอนนั้นเองเธอก็เหลือบไปเห็นเฮ่อหย่วน “อ้าว วันนี้คุณมาประชุมด้วยเหรอ”
นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยที่พวกเขาได้มาเจอกันในบรรยากาศการทำงานแบบเป็นทางการ
เฮ่อหย่วนเองก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย “ใช่ พอดีผมเป็นคนรับผิดชอบโครงการมหรกรรมการค้ากวางเจา ก็เลยต้องมาเข้าประชุมด้วย”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” เฉินชิงพยักหน้ารับรู้
ผู้จัดการเสิ่นที่นั่งอยู่หัวโต๊ะรีบสะกิดหัวหน้าหลินที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้หันไปมองทางสองคนนั้น “คุณดูนั่นเร็ว สองคนนั้นน่ะ เขากำลังยืนจี๋จ๋ากันอยู่”
หัวหน้าหลินหันไปมองภาพหนุ่มหล่อสาวสวยยืนคุยกันก็อารมณ์ดีไปด้วย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแย้งผู้จัดการเสิ่น “แหม ท่านก็... คู่รักหนุ่มสาวคู่นั้น เขาก็แค่ยืนคุยกันตามประสาคนรู้จักเฉยๆ หรอกค่ะ”
“เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ฤกษ์แต่งงานกันสักทีนะ แต่ยังไงๆ งานแต่งคู่นี้ ผมต้องขอนั่งโต๊ะหลักให้ได้”
ผู้จัดการเสิ่นปักใจเชื่อไปแล้วว่าตัวเองคือพ่อสื่อแม่สื่อคนสำคัญของคนคู่นี้
หัวหน้าหลินได้แต่คิดในใจว่าคงจะยาก
เมื่อการประชุมใกล้จะเริ่ม ทุกคนต่างก็นั่งลงประจำที่ของตัวเอง วันนี้เฉินชิงไม่มีหน้าที่ที่ต้องรายงานอะไรเป็นพิเศษ เธอจึงทำได้แค่ยืนฟังคนอื่นๆ เขาประชุมกันไปเงียบๆ
เธอยอมรับว่าเธอตั้งใจฟังแค่ตอนที่เฮ่อหย่วนลุกขึ้นรายงานเกี่ยวกับเป้าหมายในระยะปัจจุบัน แผนการดำเนินงาน และตัวเลขผลกำไรขั้นต่ำที่คาดว่าจะทำได้เท่านั้น ส่วนช่วงเวลาที่เหลือ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนทำโทษให้ยืนขาแข็งไปอย่างนั้น
จนกระทั่งผู้จัดการเสิ่นเอ่ยชื่อเรียกคณะกรรมการโรงงาน “ทางคณะกรรมการโรงงานมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ายังไงบ้าง”
หัวหน้าหลิวจึงลุกขึ้นตอบ “เรื่องเกี่ยวกับซุ้มจัดแสดงของโรงงานเครื่องจักรเรา ทางเราจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎระเบียบที่วางไว้ครับ”
ซึ่งความหมายก็คือพวกเขาจะรับผิดชอบแค่เนื้อหาที่ใช้จัดแสดงในซุ้มตามหน้าที่เดิมเท่านั้น
ผู้จัดการเสิ่นพยักหน้า แล้วหันมาทางเฉินชิง “แล้วรองหัวหน้าเฉินล่ะ มีข้อเสนอแนะอันสูงส่งอะไรอยากจะแบ่งปันบ้างไหม”
เฉินชิงตอบทันควัน “ฉันอยากได้พื้นที่จัดซุ้มแสดงสินค้าเล็กๆ สักซุ้มหนึ่ง ตั้งอยู่ข้างๆ ซุ้มของโรงงานเครื่องจักรน่ะค่ะ”
“ฉันไม่อนุมัติ” ผู้จัดการเสิ่นตอบกลับมาเสียงดังฟังชัด
การไปขอซุ้มเพิ่มให้โรงงานเสื้อผ้ามันไม่ได้ช่วยทำเงินให้โรงงานเครื่องจักร แถมเขายังต้องไปเสียเวลาวิ่งเต้นเส้นสายเพื่อหาพื้นที่เล็กๆ นั่นอีก เขาไม่ทำเรื่องยุ่งยากแบบนั้นแน่
เฉินชิงก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวังอะไร เธอก็รู้อยู่แล้วว่าคงเป็นไปได้ยาก ยังไงเสีย ผู้จัดการสีเกามินก็ต้องดิ้นรนในส่วนของเขาอยู่แล้ว เพราะโรงงานเสื้อผ้ายังไงก็อยู่ใต้การดูแลของเธอ
เลขาธิการพรรคหยางที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยปากขึ้นมาบ้าง “แล้วในช่วงมหรกรรมการค้ากวางเจา รองหัวหน้าเฉินจะไปช่วยรับผิดชอบด้านการขายด้วยหรือเปล่า”
แม้ว่าเฉินชิงจะไม่ได้สังกัดแผนกขาย แต่บรรดาผู้นำทุกคนต่างก็ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอมีวาทศิลป์เป็นเลิศ มีความสามารถในการโน้มน้าวใจคนได้อย่างน่าทึ่ง
แถมเวลาที่เธอพูดจาหว่านล้อมอะไร น้ำเสียงของเธอก็จะฟังดูหนักแน่นน่าเชื่อถือ ทำให้คนฟังคล้อยตามได้ง่ายๆ ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นถูกต้องทั้งหมด
เฉินชิงรีบฉวยโอกาส “ช่วงมหรกรรมการค้ากวางเจา... ฉันกำลังคิดว่าจะขอลาหยุดพักร้อนสักหน่อยน่ะค่ะ...”
“ไม่มีทาง!” ผู้จัดการเสิ่นสวนกลับมา
“ช่วงนี้แผนกที่เธอรับผิดชอบอยู่ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรเร่งด่วน เดี๋ยวประชุมเสร็จ เธอก็ไปติดต่อที่แผนกขายเลยนะ ไปดูว่ามีอะไรให้ช่วยทำได้บ้าง”
เฉินชิงถลึงตาใส่เขา “ถ้าฉันยอมไปช่วยทำงานที่แผนกขาย แล้วท่านจะยอมไปหาซุ้มเล็กๆ นั่นมาให้ฉันได้หรือเปล่าคะ”
“ยังไงก็ไม่มีทาง” ผู้จัดการเสิ่นยังคงยืนยันคำเดิม
เฉินชิงอยากจะสบถออกมาดังๆ
ผู้จัดการเสิ่นเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อน “เธอก็คิดดูสิ ปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์ที่โรงงานเครื่องจักรของเราส่งไปขาย ส่วนใหญ่ก็ต้องผ่านการอนุมัติจากทางสถาบันวิจัยทั้งนั้น”
“นี่เป็นผลงานที่รองหัวหน้าสถาบันวิจัยเฮ่ออุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำออกมาอย่างหนัก เธอก็คงไม่อยากเห็นผลงานของเขาไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหรอกใช่ไหมล่ะ”
เฉินชิงจนปัญญาจะเถียงจริงๆ
บรรดาหัวหน้าคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมต่างก็พยายามกลั้นหัวเราะกันยกใหญ่
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโรงงานเครื่องจักรเลยก็ว่าได้ ที่มีคู่รักหนุ่มสาวมายืนต่อปากต่อคำกันกลางโต๊ะประชุมใหญ่แบบนี้
เมื่อเฉินชิงถูกผู้จัดการเสิ่นส่งตัวไปช่วยงานที่แผนกขาย หัวหน้าแผนกขายถึงกับซาบซึ้งใจราวกับได้ของขวัญจากสวรรค์ เขาไม่ได้มีท่าทีต่อต้านการมาของเธอแม้แต่น้อยนิด
“รองหัวหน้าเฉินครับ เดี๋ยวผมจะขอพาคุณไปทำความคุ้นเคยกับรายการผลิตภัณฑ์ที่เรากำหนดไว้ว่าจะนำไปขายในงานครั้งนี้ก่อนเลยนะครับ”
[จบบท]