บทที่ 345: งานเชื่อมสัมพันธ์
พอได้ยินคุณน้ารับปาก เฮ่ออวี้ถิงก็ยิ้มแฉ่ง รีบวิ่งกลับห้องไปนอนอย่างอารมณ์ดี ปีนี้บ้านของพวกเขามีของใหม่แกะกล่องคือพัดลมถึงสามตัว ทำให้ค่ำคืนในฤดูร้อนไม่ทรมานเหมือนเคย เฮ่ออวี้ถิงรู้หน้าที่ดี เวลาจะนอน เธอก็จะดึงผ้าห่มผืนเล็กมาคลุมหน้าท้องไว้เสมอ ก็ลมพัดลมมันแรงใช่เล่น ถ้าไม่ห่มไว้ ตื่นเช้ามาอาจจะจามไม่หยุดก็ได้
เด็กสาวปรับองศาของพัดลมให้ส่ายไปมาทั่วห้อง สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ปะทะผิวกาย มันช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ เธอล้มตัวลงนอนบนเสื่อที่ปูไว้ พลิกตัวกลิ้งไปมาหนึ่งรอบอย่างสบายใจ ก่อนจะดึงผ้าห่มมาพันรอบพุงน้อยๆ ของตัวเองไว้ กางแขนกางขาออกในท่าที่สบายที่สุด เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลง ไม่นานก็จมดิ่งสู่ความฝัน การมีพัดลมในหน้าร้อนนี่มันช่วยให้หลับสบายขึ้นเป็นกองจริงๆ
ไม่ต่างจากหลานสาว เฉินชิงที่ได้พักผ่อนเต็มอิ่มจากที่บ้าน เมื่อมาถึงโรงงานในเช้าวันใหม่ก็รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ เธอกำลังนั่งเคลียร์เอกสารที่คั่งค้างจากช่วงที่เธอไม่อยู่ แต่เพิ่งจะเริ่มงานได้ไม่ทันไร ก็มีคนยื่นเอกสารฉบับหนึ่งมาให้เธอพิจารณา
มันคือใบขอย้ายแผนก และชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้นก็คือเถียนเมิ่งหย่า
เธอต้องการย้ายไปอยู่แผนกการเงิน
เฉินชิงละสายตาจากกองกระดาษตรงหน้า เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท “เถียนเมิ่งหย่า คุณมานี่หน่อยสิ”
เถียนเมิ่งหย่าเดินเข้ามาอย่างสงบ เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม วางตัวอย่างถูกต้องตามระเบียบ “รองหัวหน้าเฉิน เรียกฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ”
เฉินชิงมองท่าทีนั้นนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ลงบนใบขอย้ายที่วางอยู่บนโต๊ะ “ฉันเห็นเอกสารนี่ บอกว่าคุณอยากย้ายไปแผนกการเงินเหรอ”
“ใช่ค่ะ” เถียนเมิ่งหย่าตอบรับ “ฉันมีความถนัดเรื่องตัวเลขมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ตั้งแต่ที่ได้เข้ามาทำงานในโรงงานเครื่องจักร ที่ที่ฉันอยากไปทำมากที่สุดก็คือแผนกการเงินมาโดยตลอด แต่... แต่พ่อกับแม่ฉัน ท่านบอกว่าแผนกนั้นงานยุ่งมาก แล้วก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ท่านไม่อยากให้ฉันที่เป็นผู้หญิงต้องไปเสี่ยง ก็เลยห้ามไว้ ฉัน... ฉันก็เลยต้องเก็บความต้องการนี้ไว้เงียบๆ มาตลอด แต่ตอนนี้ ฉันอยากจะลองเลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเองดูสักครั้งค่ะ”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย แต่ดวงตาที่จ้องมองเฉินชิงกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอตัดสินใจทำอะไรขัดใจพ่อแม่
ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าพ่อแม่จะพูดอะไร สั่งอะไร เธอก็มีหน้าที่แค่ทำตาม แม้กระทั่งเรื่องการคบหาเพื่อน พ่อแม่ก็ยังเป็นคนขีดเส้นให้เธอเดิน
เฉินชิงคือข้อยกเว้นเดียวในชีวิตที่แสนจืดชืดของเธอ
โชคดีเหลือเกินที่พวกเธอได้มาเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ทำให้มีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบ่อยๆ เถียนเมิ่งหย่าเฝ้ามองเพื่อนสนิทคนนี้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง จากพนักงานธรรมดาๆ ค่อยๆ ไต่เต้าจนมาถึงจุดนี้ ความรู้สึกที่มีให้เฉินชิงนั้นมีทั้งความชื่นชมและแฝงไปด้วยความปรารถนาลึกๆ ที่อยากจะเป็นได้อย่างเธอบ้าง
โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ได้ไปมหรกรรมการค้ากวางเจาด้วยกัน มันได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับเธอ การได้เผชิญหน้ากับผู้คนที่แตกต่าง ทั้งสีผิว เชื้อชาติ หรือแม้กำแพงด้านภาษา มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด พอได้สัมผัสโลกภายนอกมากขึ้น เถียนเมิ่งหย่าก็ค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ขี้ขลาดอย่างที่พ่อแม่พยายามตีกรอบไว้ พ่อแม่ของเธออยากให้เธอใช้ชีวิตอยู่ในกรอบแคบๆ แต่งงาน มีลูก แล้วก็ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ
แต่การได้ติดตามเฉินชิงไปครั้งนั้น มันทำให้เธอได้เห็นแล้วว่าโลกภายนอกมันกว้างใหญ่แค่ไหน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจ "แข็งข้อ"
เธอใช้อาวุธชิ้นสำคัญที่สุดในตอนนี้... นั่นคือลูกในท้อง เพื่อบีบบังคับให้พ่อแม่ต้องยอมจำนนต่อความต้องการของเธอ
เถียนเมิ่งหย่าลูบมือลงบนหน้าท้องที่ยังแบนราบ เธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรลงไป
พ่อแม่ด่าทอว่าเธอเป็นลูกอกตัญญู ไร้หัวใจ
แต่เธอไม่อยากมีชีวิตบั้นปลายเหมือนแม่ของเธอ ไม่อยากกลายเป็นคนที่ลูกของตัวเองต้องมารู้สึกสมเพชหรือสงสาร เธออยากจะเป็นแม่ที่เข้มแข็ง เป็นแม่ที่ในวันหนึ่งจะสามารถเล่าให้ลูกฟังได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าโลกใบนี้มันกว้างใหญ่และน่าอัศจรรย์เพียงใด
เฉินชิงมองสบตาเพื่อน ความรู้สึกหลายอย่างถาโถมเข้ามาในอก เธอทั้งซาบซึ้งในมิตรภาพและภูมิใจในการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของเพื่อนคนนี้ “ฉันอนุมัติค่ะ หวังว่าสหายเถียนเมิ่งหย่าจะใช้ความสามารถที่มีสร้างผลงานในแผนกการเงิน ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และไต่เต้าสู่จุดสูงสุดใหม่ได้สำเร็จนะคะ”
คำว่า 'สหาย' ถูกใช้ในบริบทของการทำงาน แม้จะสนิทกันแค่ไหนก็ตาม ทั้งสองมองหน้ากันและส่งยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ
แน่นอนว่าการย้ายแผนกของเถียนเมิ่งหย่ากลายเป็นหัวข้อซุบซิบในสำนักงานทันที ทุกคนต่างพากันประหลาดใจที่เธอตัดสินใจทิ้งคณะกรรมการโรงงานไป ทั้งๆ ที่งานที่นี่ก็กำลังไปได้ด้วยดี แถมยังมีหัวหน้าเป็นเพื่อนสนิทอย่างเฉินชิงอีก
แต่เถียนเมิ่งหย่าก็ไม่ได้ปริปากอธิบายอะไรให้ยืดยาว เธอแค่เก็บข้าวของที่จำเป็นเงียบๆ แล้วย้ายตัวเองไปยังแผนกการเงิน
ตำแหน่งเดิมของเถียนเมิ่งหย่าจึงว่างลง เฉินชิงตัดสินใจว่ายังไม่รับคนใหม่ในตอนนี้ เธอประเมินดูแล้วว่างานในคณะกรรมการโรงงานตอนนี้ยังไม่ล้นมือคนที่มีอยู่ งั้นก็ปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่างไว้ก่อนแล้วกัน
หลังจากเรื่องของเถียนเมิ่งหย่าจบไป ถูซินตงก็เข้ามารายงานความคืบหน้าเรื่องการปฏิรูปแผนกหลอมเหล็ก “ตอนนี้บรรยากาศในแผนกดีขึ้นมากค่ะ ทุกคนเริ่มปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว แต่เรากำลังจะเจอปัญหาใหญ่ค่ะ แผนกจัดซื้อจัดจ้างยังกุมอำนาจเรื่องวัตถุดิบไว้ทั้งหมด ดูท่าแล้วอีกไม่นาน วัตถุดิบของเราคงได้ขาดแคลนแน่ๆ”
“อืม ฉันเข้าใจสถานการณ์แล้ว เธอลองไปคิดหาวิธีที่จะรับมือกับหัวหน้าหลงดูด้วยแล้วกันนะ เผื่อจะมีทางออกดีๆ” เฉินชิงมอบหมายงาน
ถูซินตงรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มาวางทับอยู่บนบ่า การต้องไปงัดข้อกับหัวหน้าหลงเฟิ่งอิงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอก็รับคำอย่างแข็งขัน “ค่ะ ฉันจะพยายามคิดหาวิธีดูค่ะ”
“ดีมาก” เฉินชิงพยักหน้าเบาๆ
ถูซินตงเพิ่งออกไป หวงซินเผิงจากฝ่ายบุคคลก็เดินเข้ามาแทน “รองหัวหน้าครับ ผลการประเมินรอบสุดท้ายของกลุ่มนักวิจัยจากสถาบันวิจัยออกมาแล้วครับ คุณจะดูเลยไหมครับ”
เฉินชิงยื่นมือออกไปรับเอกสาร หวงซินเผิงจึงส่งผลประเมินให้
เธอกวาดตาอ่านรายชื่อที่ผ่านการประเมิน เมื่อเห็นว่ามีหลายชื่อที่เป็นคนที่เธอคุ้นเคยและหมายตาไว้ ก็อดรู้สึกพอใจไม่ได้ “เยี่ยมเลย งั้นคุณก็ช่วยจัดการเรื่องบรรจุเป็นพนักงานประจำให้พวกเขาตามขั้นตอนได้เลยนะคะ ส่วนคนที่เหลือ ก็ให้กระจายตัวไปตามแผนกต่างๆ ตามแผนเดิมที่เราวางกันไว้ค่ะ”
“รับทราบครับ” หวงซินเผิงรับคำสั่ง
เมื่อจัดการเรื่องคนเสร็จ เฉินชิงก็หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดขึ้นมาอ่าน เธอพลาดข่าวสารสำคัญๆ ในช่วงที่ผ่านมาไปหลายเรื่อง ต้องรีบตามอัปเดตให้ทัน ในยุคสมัยที่นโยบายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานี้ การตามไม่ทันแม้แต่ก้าวเดียว ก็อาจหมายถึงการร่วงหล่นจากตำแหน่งได้ง่ายๆ
ฟางหย่งเก๋อเดินถือสมุดบันทึกเข้ามา เขารวบรวมตารางการประชุมทั้งหมดที่ผู้นำโรงงานเครื่องจักรต้องเข้าร่วมในอีกสองวันข้างหน้า พร้อมทั้งรายละเอียดห้องประชุมที่เขาจองไว้ มาให้เฉินชิงตรวจสอบความถูกต้อง
เฉินชิงไล่สายตาดูตารางอย่างรวดเร็ว พอมาถึงคิวของแผนกจัดซื้อจัดจ้างที่มีการประชุมถึง 3 รายการ นิ้วเรียวของเธอก็ชี้ไปที่การประชุมหนึ่งซึ่งดูแล้วไม่ได้สลักสำคัญอะไร ก่อนจะขีดฆ่ามันทิ้ง “บอกพวกเขาไปว่าห้องประชุมไม่ว่าง ให้เลื่อนการประชุมนี้ออกไปก่อน”
หัวใจของฟางหย่งเก๋อกระตุกวูบ “เอ่อ... ครับ”
ผู้นำกำลังจะเคลื่อนไหวแล้ว
ย่อมต้องมีเหตุผลของเธอแน่ๆ
นับตั้งแต่ที่เพื่อนร่วมงานคนเก่าของเขาพลาดท่าจนถูกปลด ฟางหย่งเก๋อก็ทำงานอย่างระมัดระวังตัวแจ เขาไม่อยากทำอะไรให้เธอต้องขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องที่ว่านี่เป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่นหรือไม่ นั่นมันเป็นเรื่องของระดับผู้บริหาร เขาเป็นแค่ลูกน้อง มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ไม่ควรสอดปากวิพากษ์วิจารณ์
เฉินชิงกลับมาสนใจเอกสารของตัวเองต่อ เธอหยิบสมุดบันทึกมาจดนโยบายสำคัญๆ ที่เพิ่งอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ไว้ เผื่อว่าวันข้างหน้าจะต้องใช้อ้างอิง
“รองหัวหน้าเฉินครับ” พนักงานคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามา “เมื่อกี้ผมเจอคนจากแผนกรักษาความปลอดภัย เขาฝากมาบอกว่ามีจดหมายส่งถึงคุณครับ”
“จดหมายถึงฉัน?” เฉินชิงทวนคำอย่างแปลกใจ
เธอวางปากกาในมือลง แล้วเดินไปยังแผนกรักษาความปลอดภัย
เจ้าหน้าที่ที่นั่นก็ยื่นซองจดหมายซองหนึ่งส่งให้เธอ
เฉินชิงกล่าวขอบคุณพลางรับมันมา เธอเดินกลับตึกสำนักงานไปพลาง ฉีกซองจดหมายอ่านไปด้วย เนื้อหาในจดหมายนั้นเป็นการตำหนิและตักเตือน กล่าวหาว่าเธอมีทัศนคติในการเรียนรู้ที่ไม่กระตือรือร้น ทั้งๆ ที่มีเวลาว่างไปเข้าเรียน แต่กลับเลือกที่จะไม่ไป
คิ้วของเฉินชิงขมวดมุ่น ตั้งแต่เธอกลับมาจากมหรกรรมการค้ากวางเจา เธอก็หัวหมุนอยู่กับการวางแผนเรื่องโรงงานเสื้อผ้าแห่งใหม่ แทบจะไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ เวลาว่างที่ว่านั่น เพิ่งจะมีก็แค่เมื่อคืนนี้เอง
แค่แอบเกียจคร้านไปแค่วันเดียว
วันนี้ก็มีจดหมายเตือนส่งมาถึงที่เลยเหรอ
มันจะไร้สาระเกินไปหน่อยไหม
เฉินชิงเหลือบดูที่อยู่ของผู้ส่งตรงมุมซอง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก เธอไม่พูดอะไรต่อ ขยำจดหมายในมือ แล้วฉีกมันทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที ราวกับว่าไม่เคยได้รับมันมาก่อน
เธอเดินกลับมาถึงตึกสำนักงาน กำลังจะขึ้นบันได แต่ก็สวนเข้ากับหัวหน้าหลินที่อยู่ชั้นหนึ่งพอดี หัวหน้าหลินเห็นหน้าเธอก็ยิ้มกว้างเข้ามาทักทาย “อ้าว รองหัวหน้าเฉิน มาพอดีเลย ฉันกำลังมีข่าวดีจะบอกคุณอยู่เชียว”
“ข่าวดีเหรอคะ เรื่องอะไรเหรอคะ”
“ก็เรื่องที่คุณยื่นเอกสารขอสมัครเป็นสมาชิกพรรคไว้น่ะสิ ตอนนี้มีแววดีมากเลยนะ ทางพรรคได้พิจารณาผลงานที่คุณทำเพื่อมวลชนในช่วงที่ผ่านมาแล้ว พวกเขาประทับใจมาก แถมยังได้อ่านบทความที่คุณเขียนส่งตอนไปเข้าเรียนนั่นอีก ตอนนี้เลยมีการพูดคุยกันว่าจะเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติให้คุณเป็นพิเศษ ช่วงนี้คุณก็พยายามหาเวลาไปเข้าเรียนให้สม่ำเสมอหน่อยนะ พอพ้นเดือนนี้ไป ก็น่าจะได้รับข่าวดีเรื่องการอนุมัติให้เป็นสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ”
“จริงเหรอคะ” เฉินชิงถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ ในมือของเธอยังถือกองเศษกระดาษจากจดหมายเตือนเมื่อครู่ไว้แน่น
หัวหน้าหลินเห็นท่าทีของเธอก็แสร้งทำเป็นไม่พอใจ “อ้าว นี่คุณคิดว่าฉันล้อเล่นเหรอ แน่นอนอยู่แล้วสิ”
เฉินชิงหัวเราะออกมาเบาๆ “เปล่าค่ะ ฉันแค่ดีใจน่ะค่ะ ฉันผิดเองค่ะ”
ในที่สุดก็สำเร็จสักที แค่ได้เป็นสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการ เธอก็จะทำงานได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ อย่างน้อยที่สุด เธอก็มีเกราะกำบังที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลังแล้ว
เฉินชิงกลับขึ้นมาที่สำนักงานคณะกรรมการโรงงานด้วยอารมณ์ที่สดใสขึ้น แต่ยังไม่ทันได้นั่งเก้าอี้อุ่นๆ หัวหน้าหลิวก็กวักมือเรียกเธอ
“รองหัวหน้าเฉิน เรากำลังจะจัดงานเชื่อมสัมพันธ์กันหน่อย”
“งานเชื่อมสัมพันธ์เหรอคะ” คำนี้มันช่างห่างไกลจากชีวิตเธอเหลือเกิน
“ใช่แล้ว โรงงานเครื่องจักรของเราอย่างที่คุณรู้กัน คือมีแต่พนักงานผู้ชายเยอะแยะไปหมด ในขณะที่โรงงานทอผ้ากับโรงงานเสื้อผ้า เขาก็มีแต่พนักงานผู้หญิง พวกหนุ่มๆ สาวๆ เขาไม่มีช่องทางจะได้เจอกันเลย เราในฐานะผู้ใหญ่ก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยจัดสะพานให้พวกเขาหน่อย ตามปกติแล้ว งานเชื่อมสัมพันธ์แบบนี้จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณะกรรมการโรงงานกับทางสหพันธ์สตรีอยู่แล้ว คราวนี้ ผมขอมอบหมายภารกิจนี้ให้คุณเป็นคนจัดการหลักเลยแล้วกัน”
“เดี๋ยวนะคะหัวหน้า” เฉินชิงรีบขัด “ฉันว่านี่มันไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตงานของฉันนะคะ” เธอทบทวนดูแล้ว ทั้งสามแผนกที่อยู่ใต้การดูแลของเธอตอนนี้ ไม่มีแผนกไหนที่ต้องมารับผิดชอบเรื่องจัดงานหาคู่แบบนี้เลย
หัวหน้าหลิวพยักหน้ายิ้มๆ “ผมรู้ ผมรู้แน่นอนว่ามันไม่ใช่งานของคุณโดยตรง”
เขารู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ที่โยนงานนี้ให้ ก็เพราะเขาอยากให้เฉินชิงได้เริ่มเรียนรู้และคุ้นเคยกับการบริหารงานในภาพรวมของทั้งหกแผนก พอถึงวันที่เธอพร้อมเต็มที่ เขาก็จะได้วางมือ ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งกาจอย่างเธอได้อย่างสบายใจ
“ช่วงนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเลย สงสัยจะแก่แล้วจริงๆ” หัวหน้าหลิวเริ่มบ่น “เอาอย่างนี้แล้วกัน ฝ่ายบุคคลของคุณช่วงนี้ก็ดูไม่ค่อยมีอะไรยุ่งยากเท่าไหร่ งั้นเดี๋ยวผมดึงมาดูแลเองชั่วคราว แล้วผมจะยกแผนกประสานงานภายนอกให้คุณไปดูแลแทน ตกลงตามนี้นะ”
“แต่... แต่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานเชื่อมสัมพันธ์เลยนะคะ” เฉินชิงพยายามปฏิเสธ นี่พูดจริงๆ ชาติที่แล้วทั้งชาติ เธอยังไม่เคยไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของหอพักเลยสักครั้ง พอมีเวลาว่างแม้แต่นาทีเดียว เธอก็ต้องรีบแจ้นไปทำงานพิเศษแล้ว เรื่องจัดงานแบบนี้เธอไม่ถนัดจริงๆ
“โอ๊ย ไม่เห็นจะยากตรงไหน” หัวหน้าหลิวโบกมือ “คุณก็แค่ไปหาจองสถานที่กว้างๆ สักที่ จัดเตรียมให้มันเรียบร้อย แล้วก็ปล่อยให้หนุ่มสาวกลุ่มนี้เขาเข้าไปเจอกัน เดี๋ยวพวกเขาก็หาเรื่องคุยกันเองได้นั่นแหละ”
“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอคะ ไม่ต้องมีการลงทะเบียน ระบุเงื่อนไขคุณสมบัติของฝ่ายชายฝ่ายหญิงให้ชัดเจนก่อนเหรอคะ” เฉินชิงถามอย่างไม่มั่นใจ
“อ๋อ ต้องสิ ต้องแน่นอน แต่ไอ้เรื่องจุกจิกพวกนั้นน่ะ ทางสหพันธ์สตรีเขาจะเป็นคนจัดการรายละเอียดเองทั้งหมด หน้าที่ของคุณก็แค่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการจัดงานนี้ให้มันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็พอ”
ฟังดูเหมือนจะเป็นงานง่ายๆ ที่ไม่ต้องเปลืองแรงอะไรมาก แต่สัญชาตญาณของเฉินชิงกลับร้องเตือนว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่แน่ๆ
[จบบท]