บทที่ 35: ไข้สูงกลางดึก
“ป้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยถามเสียงขุ่น
หญิงสูงวัยเจ้าของคำพูดถึงกับหน้าเหวอไปเล็กน้อย
“นี่ไอ้หนู ทำไมพูดจาแบบนี้ล่ะ”
“ผมก็พูดของผมแบบนี้แหละครับ ถ้าป้าไม่ชอบฟังทีหลังก็ไม่ต้องมาชวนผมคุย”
ภาพความทรงจำตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาฉายชัดอยู่ในหัว เด็กชายยังจำได้ดีว่าน้องสาวของเขาล้มป่วยอยู่สองครั้งสองครา และทุกครั้งก็ต้องทนทรมานกับไข้สูงโดยที่ไม่ได้ไปหาหมอ
เขายังจำความรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวังในตอนนั้นได้ดี ทุกครั้งที่พยายามอ้อนวอนให้น้าสาวพาน้องไปโรงพยาบาล ก็จะถูกปฏิเสธกลับมาด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงเกินจะรับไหว
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เขาทำได้ก็คือการนำเงินเก็บอันน้อยนิดที่หามาได้อย่างยากลำบาก ไปซื้อยาลดไข้มาประคองอาการของน้องสาว
แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ไม่เคยรู้อะไรเลยสักนิด
กลับกล้ามาพูดว่าน้องสาวของเขาดูเหมือนเด็กที่สมควรถูกทำร้าย
ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระสิ้นดี
เฮ่ออวี้เสียงหิ้วถังน้ำเดินกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่น ก่อนจะพ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ไปทางห้องของน้าสาว
เขาทำงานของตัวเองไปจนถึงเวลาหกโมงครึ่ง เมื่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตไม่อนุญาตให้ตักน้ำต่อ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
หากพรุ่งนี้น้ำไม่พอใช้จริงๆ คงต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านใจดีคนเดิมที่เคยแบ่งเนื้อให้
จากนั้นเด็กชายก็ลงมือต้มน้ำ สำหรับเตรียมไว้ให้ตัวเองและน้าสาวได้อาบ
แม้ว่าช่วงนี้อากาศจะร้อนอบอ้าว การนำน้ำไปวางตากแดดไว้ตอนกลางวันก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่าทุกคนในบ้านหลังนี้จะเคยชินกับความสบายไปเสียแล้ว
พอตกเย็นในช่วงเวลาหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม น้ำที่ตากแดดไว้ก็เริ่มคลายความร้อนลงจนเกือบจะเย็น การอาบน้ำที่เย็นเกินไปอาจทำให้ไม่สบายได้ ด้วยเหตุนี้ ทุกคนในบ้านจึงจำเป็นต้องอาบน้ำอุ่นเท่านั้น
เมื่อเฮ่ออวี้เสียงจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อย เขาก็เดินตรงไปยังหน้าห้องของน้าสาว แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนอย่างที่น้องสาวทำ
ตรงกันข้าม เขากลับใช้กำปั้นทุบประตูเสียงดังสนั่นติดต่อกันสามครั้ง ราวกับตั้งใจจะพังมันให้ได้
เสียงของเฉินชิงดังลอดออกมาจากในห้อง
“เฮ่ออวี้เสียง! เธอจะทำอะไรของเธอน่ะ”
“รีบไปอาบน้ำได้แล้วครับ” เด็กชายตอบกลับเสียงห้วน
“เออ น้ารู้แล้ว”
เฉินชิงกำลังง่วนอยู่กับการเร่งทำงานตามยอดสั่งซื้อล่วงหน้าที่รับไว้หลายรายการ เธอเสียเวลาไปเต็มๆ หนึ่งวันเมื่อวานนี้ วันนี้จึงไม่อาจปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปอีกได้
หลังจากจัดการงานในมือจนเสร็จสิ้น เฉินชิงก็รีบไปอาบน้ำชำระร่างกายแล้วเอนตัวลงบนเตียงทันที ชีวิตในแต่ละวันของเธอช่างซ้ำซากจำเจและน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน
ไม่ได้นะ จะไปคิดเรื่องกิจกรรมยามค่ำคืนของคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด
ไม่อย่างนั้นคงได้เก็บเอาไปฝันแน่ๆ
เอาจริงๆ การฝันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร แม้จะเป็นฝันในเรื่องที่ไม่ควรจะบรรยายถึงก็ตาม แต่ปัญหาคือครั้งล่าสุดที่เธอฝันถึงเรื่องทำนองนั้น คนที่มารับบทพระเอกในความฝันกลับกลายเป็นเฮ่อหย่วน
ผู้ชายสารเลวคนนั้นไม่มีค่าพอที่จะมาปรากฏตัวในความฝันของเธอด้วยซ้ำ
ขณะที่ความคิดของเฉินชิงกำลังล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง เธอก็ค่อยๆ ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา แต่แล้วเธอก็รู้สึกราวกับเพิ่งจะข่มตาหลับไปได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หญิงสาวขมวดคิ้ว พยายามเพ่งมองผ่านม่านหน้าต่างที่กำลังพลิ้วไหวไปมา สิ่งที่เห็นคือความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่ภายนอก “อวี้ถิงเหรอ ยังไม่เช้าเลยนะ น้ายังไม่รีบไปทำงานหรอก”
“อวี้ถิงตัวร้อนครับ” น้ำเสียงของเฮ่ออวี้เสียงเต็มไปด้วยความกังวล
อันที่จริง เขายืนลังเลอยู่หน้าห้องเป็นนานสองนานก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู
จากประสบการณ์สองครั้งที่ผ่านมา น้าสาวของเขาไม่เคยแสดงความใส่ใจใดๆ เลย ครั้งแรกนั้นเลวร้ายที่สุด เธอทุบตีน้องสาวอย่างรุนแรง พร้อมกับด่าทอว่าสำออยและผลาญเงินในบ้าน วินาทีนั้นเฮ่ออวี้เสียงอยากจะคว้ามีดมาแทงผู้หญิงใจร้ายคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
แต่สองครั้งก่อนเป็นเพียงไข้ธรรมดา
ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป ผิวกายของน้องสาวร้อนราวกับไฟ
เขารู้สึกได้ว่าอุณหภูมิน่าจะสูงเกือบถึงสี่สิบองศาแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงกลัวจนทำอะไรไม่ถูก หากน้าสาวยังคงใจแข็งไม่ยอมพาน้องไปโรงพยาบาล เขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปหาหมอเพื่อขอยาลดไข้มาให้น้องด้วยตัวเอง
“เป็นไข้?”
คำพูดนั้นทำให้เฉินชิงตื่นเต็มตา เธอจำเนื้อเรื่องในนิยายได้อย่างแม่นยำ อวี้ถิงเสียชีวิตเพราะอาการป่วยด้วยไข้สูง และการตายของเธอก็ได้กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตัวร้ายของเรื่องไปตลอดชีวิต
ในนิยายได้บรรยายไว้อย่างละเอียดว่า ก่อนที่อวี้ถิงจะถูกไล่ออกจากบ้าน เธอมีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งตอนที่ไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากับพี่ชาย สภาพร่างกายของเธอก็ย่ำแย่เกินกว่าจะเยียวยาแล้ว
ความรู้สึกชาวาบแล่นไปทั่วร่าง เฉินชิงรีบสลัดผ้าห่มออก สวมรองเท้าแล้วเปิดประตูทันที ก่อนจะหันกลับเข้าไปในห้องเพื่อหยิบเงิน “รอเดี๋ยวนะ เราจะไปโรงพยาบาลกัน”
เงินสดห้าสิบหยวนที่ซูเจวียนเจวียนให้มาเมื่อวันก่อน น่าจะเพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลของอวี้ถิงใช่ไหมนะ?
เฉินชิงเองก็ไม่มั่นใจนัก แต่เธอก็คว้าเงินก้อนนั้นติดมือมา แล้วหันไปสั่งเฮ่ออวี้เสียง “ถือไฟฉายตามมา เราจะไปที่โรงพยาบาลโรงงานเครื่องจักร”
“ครับ!” แววตาของเฮ่ออวี้เสียงฉายประกายแห่งความยินดี เขารีบวิ่งไปหยิบไฟฉายมาทันที
เมื่อเฉินชิงเดินเข้าไปหาอวี้ถิง เด็กน้อยยังคงลืมตาอยู่ แม้จะดูเลื่อนลอยเพราะพิษไข้ แต่ทันทีที่เห็นน้าสาว เธอก็อ้าแขนออกมารอรับ
ภาพของร่างเล็กๆ ที่ยอมให้อุ้มแต่โดยดี ทำให้หัวใจของเฉินชิงเจ็บปวดรวดร้าว “ไม่ต้องกลัวนะลูก น้าจะพาไปหาหมอ เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้วนะ”
“ค่ะ” อวี้ถิงซบหน้าลงบนไหล่ของน้าสาวอย่างว่าง่าย
ทั้งสามชีวิตรีบมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล เฉินชิงโชคดีที่ได้พบกับพยาบาลสาวคนเดิมที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่พอดี
“หลานสาวฉันเป็นไข้ค่ะ คุณหมอเวรอยู่ไหนคะ”
“ขอฉันดูหน่อยนะคะ” พยาบาลสาววางหลังมือลงบนหน้าผากของเด็กน้อย
“โอ้โห ตัวร้อนจี๋เลย!”
“ค่ะ ทำยังไงดีคะ”
“ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดในกลุ่มเด็กๆ ค่ะ มีเด็กป่วยเยอะมากเลย แต่คนนี้ไข้สูงจริงๆ เดี๋ยวฉันลองไปดูให้ว่าพอจะช่วยลัดคิวได้ไหม”
“ขอบคุณมากนะคะ”
“อย่าเพิ่งขอบคุณเลยค่ะ ฉันก็ไม่รับปากว่าจะทำได้” พยาบาลสาวเดินหายไปสักพักก็กลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“คงจะไม่ได้จริงๆ ค่ะ พ่อแม่ทุกคนก็ร้อนใจไม่ต่างกัน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ยังพอจะแทรกคิวให้ได้ แต่ถ้าเป็นเด็กไข้สูงแบบนี้แล้วไปแซงคิว มีหวังพวกเขาได้เอาเรื่องฉันถึงตายแน่ๆ”
“แต่ฉันหยิบบัตรคิวมาให้แล้วนะคะ รอคุณหมอเรียกชื่อแล้วก็เข้าไปได้เลย อ้อ...ดูสิน้องปากแห้งหมดแล้ว เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้”
“ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”
เฉินชิงรู้สึกขอบคุณจากใจ ปกติเวลาที่เธอป่วยไข้ แม้จะกังวลแต่ก็ยังพอตั้งสติรับมือได้ แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับอาการป่วยของเด็ก เธอกลับรู้สึกสับสนและทำอะไรไม่ถูกไปหมด
พยาบาลสาวรินน้ำมาให้หนึ่งแก้ว เฮ่ออวี้เสียงรับไปแล้วค่อยๆ ป้อนให้น้องสาวดื่ม หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่ชะเง้อมองไปยังห้องตรวจด้วยความกระวนกระวายใจ
เฉินชิงเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน ขณะที่กำลังมองไปรอบๆ สายตาของเธอก็พลันไปสะดุดกับร่างของคนที่คุ้นเคย
หยางซิวจิ่น!
เขากำลังอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่แก้มแดงก่ำเพราะพิษไข้ ใบหน้าเล็กๆ นั้นมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่ แต่สีหน้าของหยางซิวจิ่นกลับดูเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความทุกข์ร้อนใดๆ ออกมา
อาจเป็นเพราะสายตาของเฉินชิงที่จับจ้องไปยังเขานั้นชัดเจนเกินไป หยางซิวจิ่นจึงหันมาสบตาด้วยเช่นกัน เขามองเด็กหญิงในอ้อมแขนของเธอสลับกับมองใบหน้าของเฉินชิงที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง จู่ๆ หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมา “เสี่ยวชิง”
เฉินชิงรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
พยาบาลสาวคนเดิมเดินเข้ามาพร้อมกับปรอทวัดไข้
“วัดอุณหภูมิให้น้องรอไว้นะคะ คุณหมอจะได้วินิจฉัยได้เร็วขึ้น”
“ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ”
เฉินชิงไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาขอบคุณได้อีกแล้ว
ในช่วงเวลาที่รู้สึกเคว้งคว้างและหมดหนทางเช่นนี้ การได้พบกับคนที่พอจะคุ้นเคยและยังหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ ถือเป็นเรื่องที่น่าซาบซึ้งใจอย่างที่สุด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถือซะว่าเราเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์แอบฟังเรื่องชาวบ้านด้วยกัน” พยาบาลสาวพูดพลางอมยิ้มแก้มแดง ก่อนจะก้มลงตรวจดูเปลือกตาและลิ้นของเด็กหญิง
“น้องดูร่างกายอ่อนแอจังเลยนะคะ”
“ค่ะ...”
“ไม่เป็นไรค่ะ ค่อยๆ บำรุงไปเรื่อยๆ นะคะ”
พยาบาลสาวให้กำลังใจสั้นๆ แล้วก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ
แต่หยางซิวจิ่นกลับเดินตรงเข้ามาหาเฉินชิง
“หลานสาวคุณเป็นเหรออะไรครับ?”
“เป็นไข้ค่ะ” เฉินชิงอดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างชอบถามคำถามที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว
“ลูกสาวผมก็เหมือนกัน การเลี้ยงเด็กนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ โดยเฉพาะหลานสาวของคุณ ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนก็เลี้ยงยากจะตาย เงินของพี่สาวกับพี่เขยคุณคงหมดไปกับเด็กคนนี้เยอะเลยสิ แล้วตอนนี้คุณยังเป็นหนี้ผมอีกก้อนใหญ่ ถ้าเด็กคนนี้ต้องใช้เงินรักษาอีกเยอะ คุณจะทำยังไงไหวล่ะ”
หยางซิวจิ่นขมวดคิ้ว ทำทีเป็นกังวลในปัญหาของเธอ
เฮ่ออวี้เสียงตวัดสายตาขุ่นเคืองมองชายแปลกหน้าอย่างไม่พอใจ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย มาวุ่นวายเรื่องเงินของพ่อแม่ผมทำไม เป็นเงินของคุณหรือไง หรือว่าเราไปใช้เงินของคุณ ลูกสาวคุณกำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขน คุณตาบอดหรือไงถึงมองไม่เห็น”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาเป็นชุด ทำให้เด็กหญิงที่ซบอยู่ในอ้อมแขนของหยางซิวจิ่นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามอง
[จบบท]