บทที่ 352: แต่งงาน
เฮ่ออวี้เสียงที่ตอนนี้ซึมซับวิชาความรู้มาเต็มสมอง กำลังสวมบทบาทอาจารย์จำเป็น แอบลักลอบเปิดคอร์สพิเศษให้น้องสาวตัวเองทุกคืนย่ำค่ำ
ช่วงวันหยุดฤดูร้อนใกล้จะหมดเวลาสนุกแล้ว เหล่าปัญญาชนกลุ่มใหม่ก็กำลังจะถูกส่งตัวไปใช้แรงงานในชนบท เฮ่ออวี้เสียงกลัวใจยัยน้องสาวตัวดีเหลือเกิน กลัวว่าวันดีคืนดีสมองส่วนไหนจะเกิดบกพร่อง วิ่งไปสมัครเป็นปัญญาชนลงชนบทกับเขาด้วย
ก็แถวบ้านพักมีตัวอย่างให้เห็นอยู่โทนโท่ พี่ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นหนุ่มแว่นหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่งดูสุภาพ พอไปตรากตรำที่ชนบทได้แค่ 3 ปี ก็ต้องขอลากลับมารักษาตัว สภาพที่กลับมานั้นทั้งดำทั้งผอมแห้งยังกับไม้เสียบลูกชิ้น
แถมยังเดินขากะเผลกอีกต่างหาก พวกเพื่อนบ้านต่างก็ซุบซิบกันว่า เหมือนหลุดมาจากยุค 60 เลย โดนชีวิตขยี้ซะไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่นิดเดียว ภาพนั้นมันติดตาจนเฮ่ออวี้เสียงเก็บไปฝันร้าย
ที่น่าเป็นห่วงก็คือ น้องสาวของเขาดันไม่เหมือนเด็กทั่วไป วันๆ เอาแต่ชอบทำงานในไร่ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่มีการรวมตัวเรียนรู้ ก็จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปัญญาชนมาเปิดการประชุมใหญ่
คอยพูดปลุกใจเป่าหูพวกนักเรียนมัธยมปลายกับนักเรียนอาชีวะอยู่เรื่อย เสียงตะโกนคำขวัญปลุกใจดังกระหึ่มไปทั่ว
“เหล่าปัญญาชนผู้มุ่งมั่น พร้อมหยั่งรากฝังลึกทุกถิ่นที่ ไม่ว่าจะชนบทหรือชายแดน!”
“เพียงผู้นำโบกมือ เราพร้อมก้าวไป! ปัญญาชนจงมุ่งสู่ชนบท เพื่อรับการขัดเกลาทางความคิดอีกครั้งจากชนชั้นกรรมาชีพ นี่คือภารกิจอันจำเป็นยิ่งยวด!”
เฮ่ออวี้เสียงได้ยินทีไรก็ใจคอไม่ดี เขารู้สึกว่าน้องสาวของเขาน่ะ แค่โดนยุอีกนิดเดียว รับรองว่าวิ่งแน่บไปยื่นใบสมัครที่สำนักงานปัญญาชนชัวร์
ด้วยเหตุนี้ พี่ชายผู้แสนดีจึงต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน ด้วยการอัดฉีดความรู้ด้านอื่นให้เธอ ไม่ว่าโตขึ้นยัยน้องสาวจะอยากทำอะไร อย่างน้อยก็คงไม่ไปสมัครเป็นชาวนาแน่ๆ
แต่ดูเหมือนนักเรียนเพียงคนเดียวจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ เฮ่ออวี้ถิงเริ่มนั่งสัปหงก หนังตาหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น เด็กหญิงฟุบหน้าลงกับเสื่อฟางเย็นๆ งึมงำประท้วง
“พี่ก็ดูสิคะ กลับมาถึงบ้านแล้ว หนูก็ยังต้องมานั่งเรียนกับพี่อีก”
“ทีเหมาเหมาสอนภาษาอังกฤษ น้องยังตั้งใจเรียนได้เลย นี่พี่อุตส่าห์สละเวลาสอนน้องสร้างบ้าน ทำไมจะเรียนไม่ได้หา!” เฮ่ออวี้เสียงชักจะเริ่มมีน้ำโห
ก็เพื่อภารกิจนี้ เขาถึงกับยอมไม่ไปทำงานเพื่อมาติวเข้มให้ยัยน้องสาวโดยเฉพาะ แต่ผลที่ได้คืออะไร ยัยเด็กนี่นั่งไม่เป็นท่า ยืนไม่เป็นทรง นอนแผ่ซะเต็มเตียง เห็นแล้วมันน่าโมโหนัก
เสี่ยวอวี้เองก็เบื่อ เธอไม่เห็นจะสนใจเรื่องการสร้างบ้านสักนิด
เมื่อไม้แข็งใช้ไม่ได้ผล เฮ่ออวี้เสียงเลยต้องใช้ไม้อ่อนเข้าล่อ “เอางี้ ถ้าตั้งใจเรียนกับพี่ พรุ่งนี้มีปาท่องโก๋เป็นรางวัล”
“จริงนะคะ!”
สิ้นเสียงข้อเสนอสุดยั่วใจ ดวงตาที่ปรือปรอยเมื่อครู่ก็เบิกกว้างเป็นประกาย เสี่ยวอวี้เด้งตัวขึ้นมานั่งขัดสมาธิหลังตรงเป๊ะ วางมือสองข้างไว้บนหัวเข่าอย่างเรียบร้อยราวกับนักเรียนดีเด่น ท่าทางพร้อมรบ เอ๊ย พร้อมเรียนเต็มที่
เฮ่ออวี้เสียงลอบถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มบทเรียน “เอาล่ะ คำถามแรก อะไรคือส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้าน”
“ฐานรากค่ะ!” เสี่ยวอวี้ตอบฉะฉาน
พี่ชายถึงกับประหลาดใจ “เฮ้ย รู้ได้ไง”
“แน่นอนอยู่แล้ว! คุณน้ากับคุณอาเคยคุยกันค่ะ ว่าบ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรงมากๆ หนูเลยถามคุณน้าว่าทำไม คุณน้าบอกว่าฐานรากก็เหมือนเท้าของเรา ถ้าเท้าไม่แข็งแรงเราก็จะล้ม บ้านก็เหมือนกัน”
“อ้อ! แล้วป้าจางตงเฟยก็บอกหนูด้วยนะว่า พวกเขาใช้คอนกรีตทำฐานรากด้วยล่ะ วิธีทำก็ง่ายนิดเดียว เหมือนนวดแป้งเลย แค่เอาปูนซีเมนต์ หิน แล้วก็ทรายมาผสมๆๆ เข้าด้วยกัน แค่นี้ก็เสร็จแล้ว!”
เด็กหญิงอธิบายอย่างคล่องแคล่ว แถมยังเชิดคางน้อยๆ อย่างภาคภูมิใจในความรู้รอบตัวของตัวเอง
“แหม รู้เยอะเหมือนกันนะเรา” เฮ่ออวี้เสียงอดแซวไม่ได้
“ก็แน่นอนสิคะ พอสร้างบ้านเสร็จ คุณน้ากับคุณอาก็จะได้แต่งงานกันสักที หนูล่ะอยากให้ถึงวันนั้นไวๆ จัง อิอิ” เสี่ยวอวี้พูดพลางยิ้มเขิน ตั้งตารอให้บ้านใหม่เสร็จสมบูรณ์และคุณอาสุดที่รักได้กลับมาอยู่ด้วยกัน
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกพอใจขึ้นมาหน่อย “งั้นรู้ไหมว่ากำแพงบ้านเราเป็นกำแพงแบบไหน... มันคือแบบกลวง ด้านนอกเป็นอิฐแดง ส่วนข้างในเขาจะถมด้วยเศษอิฐกับขี้เถ้าถ่านหิน”
“รู้ค่ะ! แต่คุณน้าบอกว่ากำแพงแบบนี้ไม่ดี” เสี่ยวอวี้จำได้แม่นว่าคุณน้าเคยเตือนว่ามันอาจจะไม่ปลอดภัย
“น้าของน้องไปฟังใครมาล่ะเนี่ย ไม่จริงสักหน่อย เดี๋ยวนี้กำแพงแบบกลวงน่ะหายากจะตาย บ้านเรานี่ใช้อิฐแดงตันๆ ก่อเลยนะ... ว่าแต่ น้องรู้วิธีก่อกำแพงไหม”
“รู้สิคะ! ก็เอาเกรียงมาปาดปูนตรงนี้ที ตรงนั้นที ฉึบ ฉึบ ฉึบ...” เสี่ยวอวี้ทำท่าทางประกอบการอธิบายอย่างแข็งขัน
เฮ่ออวี้เสียงก้มมองสมุดโน้ตในมือที่เนื้อหาพร่องไปเกือบหมดแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องการมุงหลังคาต่อ สองพี่น้องนั่งคุยกันจ้อกแจ้กจนดึกดื่น กระทั่งน้าสาวต้องมาตามให้ไปเข้านอนนั่นแหละ ถึงได้ยอมแยกย้ายกันไป
เฉินชิงมองบ้านหลังใหม่ที่ใกล้จะเป็นรูปเป็นร่างเต็มที พลันนึกถึงเรื่องงานแต่งงานที่กำลังจะมาถึง หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำขึ้นมาดื้อๆ มันเป็นความรู้สึกประหม่าที่อธิบายไม่ถูก
แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าเธอกับเฮ่อหย่วนเข้ากันได้ดีมากแค่ไหน แต่การแต่งงานครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต ความรู้สึกของการกำลังจะมี "คู่ชีวิต" เป็นของตัวเอง มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ
เมื่อบ้านสร้างเสร็จเรียบร้อย เฉินชิงและเฮ่อหย่วนก็ไม่รอช้า ต่างคนต่างยื่นเอกสารขอแต่งงานต่อองค์กรที่ตัวเองสังกัดอยู่ทันที โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ใช่ทหาร ขั้นตอนการตรวจสอบจึงไม่ยุ่งยากหรือเข้มงวดอะไร ขอแค่ไม่ใช่การแต่งงานซ้อน ทุกอย่างก็ผ่านฉลุย
พอหัวหน้าหลิวเห็นใบสมัครของเฉินชิงเท่านั้นแหละ ถึงกับยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น “ในที่สุด! ในที่สุดเธอก็จะได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาสักที!”
ความสัมพันธ์ที่คาราคาซังมาเกือบปี ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงบทสรุปที่สวยงามเสียที
“ค่ะ” เฉินชิงยิ้มรับ ยิ่งเวลาผ่านไป เธอก็ยิ่งมั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง การได้ใช้ชีวิตคู่กับเฮ่อหย่วนทำให้เธอมีความสุข และรู้สึกมั่นคงจากข้างใน
การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคน และต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ เฉินชิงคิดเรื่องนี้มาอย่างดีแล้ว และเธอก็ชัดเจนกับใจตัวเองว่า ถ้าคู่ชีวิตของเธอคือเฮ่อหย่วน เธอจะไม่มีวันเสียใจภายหลังแน่นอน
แม้ใครจะบอกว่าการแต่งงานต้องอาศัยความหุนหันพลันแล่นบ้าง แต่สำหรับเธอ มันคือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จนถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง
หัวหน้าหลิวประทับตราอนุมัติให้แทบจะในทันที
ฝั่งเฮ่อหย่วน เขาก็ยื่นใบสมัครให้กับเหมาเจี้ยนกั๋วเพื่อขออนุมัติเช่นกัน
เหมาเจี้ยนกั๋วเห็นเพื่อนร่วมงานกำลังจะสมหวังในความรักก็อดยิ้มยินดีไม่ได้ “ในที่สุดนายก็ได้แต่งงานกับเฉินชิงสมใจแล้วนะ”
“ครับ” เฮ่อหย่วนตอบรับสั้นๆ แต่รอยยิ้มกลับฉายชัดอยู่ในแววตา เขารับใบสมัครที่อนุมัติแล้วคืนมา วันนี้เขากับเฉินชิงจะไปจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานเขต
พวกเขาได้วันหยุดสำหรับแต่งงาน 3 วัน และตั้งใจจะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุดนับตั้งแต่วันนี้
ระหว่างทางไปสำนักงานเขต เฮ่อหย่วนเป็นคนปั่นจักรยานโดยมีเฉินชิงนั่งซ้อนท้าย แม้แต่เสียงโซ่จักรยานที่ดังเอี๊ยดอ๊าดในหูของเขา วันนี้มันก็ฟังดูไพเราะรื่นเริงเป็นพิเศษ
“เฮ่อหย่วน!” เฉินชิงที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ต้องเรียกย้ำถึงสามครั้ง
“หืม? ว่าไง”
“ฉันว่าเราเลยทางเลี้ยวแล้วนะ สำนักงานเขตมันต้องอยู่ทางซ้ายมือไม่ใช่เหรอ” เฉินชิงทักท้วงเมื่อเห็นว่าเส้นทางเริ่มไม่คุ้นตา
เฮ่อหย่วนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเลี้ยวรถกลับด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“อ่า... ผมจำทางผิดน่ะ”
“นี่คุณตื่นเต้นเหรอ” เฉินชิงหัวเราะคิก
“...ก็ใช่ครับ” เขายอมรับอย่างไม่อาย
“ฉันเองก็เหมือนกัน ก็แหม...แต่งงานครั้งแรกนี่นา”
“ต้องพูดว่าครั้งเดียวต่างหาก” เฮ่อหย่วนรีบแก้คำทันควัน
วันนี้เขายอมรับเลยว่าเขากระวนกระวายใจจริงๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เห็นอะไร เขาก็อยากให้ทุกอย่างมันดูเป็นมงคลไปหมด
เขาไม่อยากได้ยินเรื่องไม่ดี ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเกี่ยวกับเขาหรือไม่ก็ตาม เขาแค่หวังว่าวันนี้ทั้งวันจะได้ยินแต่คำอวยพรดีๆ เท่านั้น ก็แหม วันมงคลฤกษ์ดีขนาดนี้ เขาแอบไปให้ซินแสตั้ง 3 ท่านคำนวณมาให้เชียวนะ
วันที่ 2 กรกฎาคม: ฤกษ์มงคลสมรส
วันนี้แหละ จะกลายเป็นวันที่เขารักมากที่สุดในชีวิต!
เมื่อมาถึงสำนักงานเขต เฮ่อหย่วนจัดการเข็นจักรยานไปจอดในโรงเก็บอย่างเรียบร้อย ก่อนจะจูงมือเฉินชิงเดินเข้าไปข้างในด้วยกัน
ห้องทำงานของสำนักงานเขตนั้นดูเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ หนึ่งตัวกับเก้าอี้อีกสองตัว สหายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการจดทะเบียน
ซึ่งดูมีอายุราวสี่สิบกว่าปี กำลังก้มหน้าก้มตาชงชาอย่างตั้งใจ ใบชาค่อยๆ คลี่ตัวในถ้วยเคลือบสีขาว ไอร้อนที่ลอยขึ้นมาทำให้แว่นตาของเขาฝ้าฟางไปชั่วขณะ
เขารับรู้ได้ถึงการมาของคนทั้งสอง แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง ทำเพียงเอ่ยเสียงเรียบว่า "เอกสาร"
เฉินชิงและเฮ่อหย่วนรีบยื่นเอกสารรับรองต่างๆ พร้อมทั้งทะเบียนบ้านส่งให้ด้วยสองมือ
เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด เสียงปลายปากกาเหล็กขูดกับแผ่นกระดาษดังเสียดสีเบาๆ เฮ่อหย่วนยืนตัวตรงแน่ว จ้องมองทุกการกระทำนั้นไม่วางตา
"เซ็นชื่อตรงนี้" เจ้าหน้าที่เลื่อนแบบฟอร์มสองใบมาตรงหน้า พร้อมกับผายมือไปยังเก้าอี้
"นั่งก่อนสิ"
ทั้งสองนั่งลงอย่างว่าง่าย เฉินชิงรับปากกามาถือไว้ในมือ หัวใจเต้นแรงด้วยความประหม่าเล็กน้อย แต่เธอก็รวบรวมสติจรดปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไป เมื่อเซ็นเสร็จ เธอก็หันไปมองเฮ่อหย่วน ซึ่งเขาก็กำลังจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว
"คุณมองอะไร"
"เปล่าครับ" เฮ่อหย่วนปฏิเสธ แต่รอยยิ้มกลับค่อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะรีบคว้าปากกาไปเซ็นชื่อของตัวเองลงไปอย่างรวดเร็ว
เสียงตราประทับเหล็กตอกลงบนเอกสารดัง "ปึ้ก" เพียงเท่านั้น สหชาติก็ได้รับรองสถานะคู่สมรสของพวกเขาทั้งสองอย่างเป็นทางการ
"ยินดีกับสหายทั้งสองด้วยที่ได้เป็นคู่รักปฏิวัติอย่างสมบูรณ์" เจ้าหน้าที่ทะเบียนยื่นใบสมรสสีแดงสดสองใบให้
"ขอให้ถนอมความสัมพันธ์นี้ไว้ให้ดี"
"แน่นอนครับ" / "แน่นอนค่ะ"
ทั้งสองรับใบสำคัญแห่งชีวิตนั้นมาถือไว้อย่างทะนุถนอม
ณ วินาทีนี้ สหายเฉินชิง และ สหายเฮ่อหย่วน ก็ได้กลายเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว
[จบบท]