บทที่ 362: บ้านตระกูลเถียน
เฉินชิงเดินจูงมือเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้ออกมาจากร้านอาหารของรัฐ มือเล็กๆ นั้นแกว่งไกวไปมาอย่างอารมณ์ดี พวกเขายังไม่ทันจะเดินไปไกลเท่าไหร่ ก็เจอเข้ากับเถียนเมิ่งหย่าที่เดินสวนมาพอดี
“อ๊ะ เสี่ยวอวี้!” เถียนเมิ่งหย่าร้องทักเสียงใส ก่อนจะโผเข้ากอดเด็กหญิงไว้แน่นจนเสี่ยวอวี้ตาโตด้วยความงุนงง
“น้าเสี่ยวเถียน เป็นอะไรไปเหรอคะ?”
“น้าอยากมีลูกน่ารักๆ เหมือนหนูจังเลย”
“ทำไมล่ะคะ?” เสี่ยวอวี้ถามซื่อๆ
“ก็หนูน่ารักยังไงล่ะ” คำตอบของเถียนเมิ่งหย่านั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด เธอชื่นชมความงามสง่าแบบผู้ใหญ่ของเฉินชิง และก็เอ็นดูความน่ารักสดใสแบบเด็กน้อยของเสี่ยวอวี้
จริงๆ แล้วเธอก็คิดว่าเฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงก็ดูดีมาก แต่สองคนนั้นเป็นผู้ชาย กอดไม่ได้เหมือนกัน ได้แต่แอบชื่นชมความงามของเฉินชิงกับเสี่ยวอวี้ไปพลางๆ ให้ชุ่มชื่นหัวใจ
เสี่ยวอวี้ได้ยินแบบนั้นก็เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างเขินอาย
หลินฉงผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดเสริมขึ้นมาว่า “วันนี้ครูเห็นใบสมัครของเธอด้วยนะ ที่เธอสมัครเป็นนักแสดงเด็กน่ะ”
“คุณครูหลินก็เห็นด้วยเหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ แม่ครูเอาใบแนะนำตัวของเธอกลับมาจากสหพันธ์สตรีด้วย เขาบอกว่ามันน่ารักมากๆ” หลินฉงผิงเล่าไปขำไป เมื่อนึกถึงเนื้อหาที่เด็กหญิงเขียนแนะนำตัวเอง
เถียนเมิ่งหย่ารีบพูดต่อ “น่าเสียดายจริงๆ ที่คราวนี้ยังไม่มีบทที่เหมาะกับหนู แต่พวกน้าๆ ที่สหพันธ์สตรีฝากมาบอกว่า ถ้าในอนาคตมีบทที่เหมาะสมเมื่อไหร่ พวกเขาจะนึกถึงหนูเป็นคนแรกเลยจ้ะ”
“ว้าว!” เสี่ยวอวี้ตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
“จริงสิ น้าเห็นหนูเขียนว่าตีลังกาได้ด้วยเหรอ?” เถียนเมิ่งหย่าถาม
“ใช่ค่ะ! ตอนนี้หนูตีลังกาได้ 4 ตลบแล้วนะคะ!” เสี่ยวอวี้กระตือรือร้นอยากจะแสดงให้ดูเดี๋ยวนั้น แต่เฉินชิงต้องรีบคว้าตัวไว้ก่อน
“ใจเย็นๆ บนพื้นมีแต่กรวดกับหินเล็กๆ เดี๋ยวถ้ามือเจ็บขึ้นมาจะทำยังไง”
“ถ้างั้น ไว้น้าเสี่ยวเถียนมาเล่นที่บ้านหนูนะคะ เดี๋ยวหนูแสดงให้ดู”
“ได้เลยจ้ะ” เถียนเมิ่งหย่าลูบหัวเด็กหญิงอย่างเอ็นดู
เฉินชิงเห็นท่าทางของทั้งคู่เลยถามขึ้น “ว่าแต่พวกเธอสองคนกำลังจะไปไหนกันเหรอ?”
พอได้ยินคำถาม เถียนเมิ่งหย่าก็ทำหน้าเหมือนกลืนยาขม “แม่ฉันน่ะสิ บอกว่าต้มซุปไก่แก่ไว้ให้ พวกเราสองคนต้องกลับไปกินให้ได้”
“ย้ำนักย้ำหนาว่าไก่นี่ท่านอุตส่าห์ไปแลกมาจากต่างอำเภอเลยนะ ถ้าเราไม่กลับไปกิน ก็เท่ากับว่าทำลายความตั้งใจของท่าน”
บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่ ทั้งสี่คนมองหน้ากันไปมา หลินฉงผิงหัวเราะแห้งๆ แก้สถานการณ์ “คุณแม่ภรรยาผม... ท่านค่อนข้างจะชอบต้มซุปน่ะครับ”
“อ้อ ถ้างั้นพวกเธอรีบไปเถอะ จะได้ไม่เสียเวลา พวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว” เฉินชิงเข้าใจสถานการณ์ในทันที จึงรีบพาเสี่ยวอวี้แยกตัวกลับบ้าน
เถียนเมิ่งหย่าโบกมือลา ทั้งที่คิ้วยังขมวดมุ่นขณะเดินมุ่งหน้ากลับบ้านพ่อแม่ตัวเอง หลินฉงผิงเดินตามพลางปลอบใจ
“คืนนี้เราลองคุยกับแม่ดูดีไหม บอกท่านว่าไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้”
เถียนเมิ่งหย่าแทบจะไม่อยากตอบ เธอรู้ดีว่าการเกลี้ยกล่อมแม่ของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์สิ้นดี
เมื่อทั้งคู่มาถึงบ้านสไตล์ตะวันตกหลังเล็ก แม่เถียนก็ปรี่เข้ามาต้อนรับลูกเขยอย่างดี อากาศที่อึดอัดเริ่มคืบคลานเข้ามา
“เสี่ยวหลิน ไปอยู่ที่โน่นปรับตัวได้หรือยัง กินอยู่ลำบากไหม ฉันได้ยินมาว่าแม่ของเธอไม่เคยเข้าครัวเลย อย่างมากก็แค่ซื้อกับข้าวจากร้านอาหารของรัฐกลับไปกิน”
“ปกติก็กินแต่โรงอาหาร อาหารโรงอาหารมันจะมีสารอาหารอะไรกันล่ะ ผู้หญิงเราต่อให้เก่งกาจเรื่องงานแค่ไหน แต่เรื่องการดูแลลูกก็ยังสำคัญนะ แล้วดูสิ ตอนนี้เสี่ยวหย่าลูกสาวของแม่ก็กำลังท้องด้วย...”
“งานที่แม่ผมทำสำคัญกว่าการดูแลร่างกายของพวกเราครับ” หลินฉงผิงขัดจังหวะอย่างสุภาพ
แม่เถียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันควัน “โอ้ นั่นก็แน่นอนอยู่แล้ว ใครๆ ก็นับถือการทำงานของหัวหน้าหลิน สหายหญิงคนไหนมีปัญหาก็ต้องไปที่สหพันธ์สตรี ที่นั่นเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของทุกคนเลย ได้ยินมาว่าสหพันธ์สตรีที่อื่นไม่เห็นจะเป็นแบบนี้ มีแค่ที่โรงงานเครื่องจักรของเราเท่านั้นที่ดีที่สุด... เห็นว่าช่วงนี้ท่านก็ยุ่งมากเหมือนกันใช่ไหม? ยังต้องซ้อมละครเวทีเพื่อเผยแพร่ความรู้อีก?”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็แย่สิ คงไม่มีเวลามาดูแลเสี่ยวหย่าเลยน่ะสิ ลูกสาวแม่เป็นลูกคนเดียว ตั้งแต่เด็กก็ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ถ้าไม่มีคนคอยดูแลก็คงจะไม่ชิน ยิ่งตอนนี้กำลังท้องด้วย ก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่”
“ฉันชินจะตายไป!” เถียนเมิ่งหย่าที่เงียบอยู่นาน สวนกลับขึ้นมาเสียงแข็ง
สามีภรรยาตระกูลเถียนหันไปมองลูกสาวตาเขียวเป็นตาเดียว
หลินฉงผิงเห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดี จึงรีบตัดบท “พ่อครับ แม่ครับ เวลาก็ไม่เช้าแล้ว พวกเราดื่มซุปเสร็จก็จะรีบกลับกันเลยนะครับ”
เขาขยับไปตักซุปให้เถียนเมิ่งหย่า แต่แม่เถียนรีบเข้ามาขวาง “เดี๋ยวแม่ทำเอง”
“แม่ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองได้” หลินฉงผิงยังคงยืนกราน เขายื่นถ้วยซุปไก่แก่ที่หอมฉุยให้ภรรยา แต่ก่อนที่เถียนเมิ่งหย่าจะได้ทันรับ รองผู้จัดการโรงงานเถียนก็ตวาดขึ้นมาเสียก่อน
“ลูกไม่มีมือไม่มีเท้าหรือไง แค่ซุปถ้วยเดียวต้องให้คนอื่นมายกให้! ท้องแค่ไม่กี่เดือนก็ทำตัวสำออย ลูกลองไปดูสหายหญิงที่อยู่ตามชนบทสิ มีใครเขาเป็นเหมือนลูกบ้าง!”
เถียนเมิ่งหย่าเม้มปากแน่น เธอรับถ้วยซุปมาซดรวดเดียวจนหมด ก่อนจะวางถ้วยลงเสียงดัง แล้วลุกพรวดเตรียมกลับบ้านทันที
“หนูมีธุระค่ะ ต้องกลับบ้านแล้ว” เพราะมัวแต่มานั่งฟังเรื่องไร้สาระกับดื่มซุปถ้วยนี้ ทำให้เธอต้องขาดเรียนโรงเรียนภาคค่ำไปหนึ่งคืนเต็มๆ!
“พูดอะไรอย่างนั้น!” แม่เถียนรีบเข้ามาขวาง “นี่ต่างหากคือบ้านของลูก”
“ออกไปอยู่ข้างนอกไม่กี่วัน ก็ลืมพ่อลืมแม่แล้วหรือไง!” รองผู้จัดการโรงงานเถียนดุซ้ำ
เถียนเมิ่งหย่าสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ แล้วเดินดุ่มๆ ออกจากบ้านไป หลินฉงผิงรีบวิ่งตามไปประคอง “พ่อครับ แม่ครับ ไม่เช้าแล้วจริงๆ พวกเรากลับก่อนนะครับ พ่อกับแม่ก็พักผ่อนเร็วๆ นะครับ”
“จ้าๆ ระวังตัวด้วยล่ะ” แม่เถียนยังไม่วายเดินตามออกมาส่งลูกสาวกับลูกเขยที่ชั้นล่าง มองจนเงาของทั้งคู่ลับสายตาไปแล้วจึงกลับขึ้นไปบ่นกับสามีต่อ
เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลหลิน บรรยากาศที่แสนอึดอัดก็จางหายไป เถียนเมิ่งหย่าเห็นไฟในห้องของแม่สามียังสว่างอยู่ คาดว่าท่านคงกำลังทำงานอย่างหนัก
เธอมองแล้วก็รู้สึกมีกำลังใจ จึงหยิบหนังสือของตัวเองขึ้นมาอ่านบ้าง มีเพียงการจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้เท่านั้น ที่จะทำให้เธอลืมเรื่องจุกจิกกวนใจอื่นๆ ได้
หลินฉงผิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขากะว่าจะชวนภรรยาคุยเล่นสนุกๆ เสียหน่อย แต่ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ เขาได้แต่คิดในใจว่าทำไมผู้หญิงทุกคนรอบตัวเขาถึงได้ชอบทำงานกันนักนะ
เมื่อก่อนนี้เถียนเมิ่งหย่าก็ไม่ใช่คนชอบทำงานขนาดนี้แท้ๆ พอมีเวลาว่างระหว่างทำงาน เธอยังแอบเขียนจดหมายรักให้เขาอยู่เลย แต่พอได้ย้ายไปอยู่แผนกการเงิน เวลาสำหรับเล่นสนุกของเธอก็หดหายไปหมด
เขาได้แต่หวังว่าลูกในท้องคลอดออกมาแล้วจะไม่ขยันขันแข็งเหมือนคนอื่นเขา ขอแค่เล่นสนุกไปวันๆ ได้เหมือนพ่อก็พอ
หัวหน้าหลินเดินออกมาจากห้อง เห็นลูกสะใภ้นั่งขะมักเขม้นอยู่ที่ห้องโถง จึงแวะเข้ามาดู เมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้กำลังอ่านหนังสือวิชาการ ส่วนลูกชายตัวดีกำลังแอบอ่านหนังสือนิยายพลางหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว เธอก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างเคยชิน
“เสี่ยวหย่า ดึกแล้วนะ พักผ่อนก่อนเถอะ อย่าหักโหมนัก”
“ค่ะ คุณแม่ก็พักผ่อนเร็วๆ นะคะ”
เถียนเมิ่งหย่าและหลินฉงผิงจึงกลับเข้าห้องพักผ่อน การสนทนาระหว่างเธอกับแม่สามีในแต่ละวันอาจจะมีไม่ถึงสามประโยคด้วยซ้ำ แต่บรรยากาศที่เงียบสงบและต่างคนต่างให้เกียรติกันนี้ ทำให้เธอรู้สึกชอบที่นี่มากจริงๆ
หลินฉงผิงนอนลงบนเตียงแล้วเริ่มชวนคุย “นี่ คุณอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวเหรอ?”
“ยังไงก็ได้” เถียนเมิ่งหย่าตอบแบบไม่ใส่ใจนัก พ่อแม่ของเธอต่างหากที่ลุ้นจนตัวโก่ง เฝ้าไหว้พระขอพรให้ได้หลานชายคนโตของตระกูลเถียน
“แล้วคุณอยากให้ลูกมีนิสัยยังไงล่ะ?”
“เหมือนคุณล่ะมั้ง” เถียนเมิ่งหย่าตอบ เธออิจฉานิสัยของหลินฉงผิงอยู่ลึกๆ เขาเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองชัดเจน และมุ่งมั่นที่จะทำมันให้สำเร็จโดยไม่สนใจว่าใครจะมองยังไง
ไม่ว่าคนอื่นจะพูดว่าเขาใช้ทรัพยากรของครอบครัวไปอย่างสิ้นเปลืองแค่ไหน เขาก็ยังคงมีความสุขในโลกของเขาได้เสมอ
หลินฉงผิงได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง “จริงเหรอ! ถ้างั้นสุดสัปดาห์นี้ เราไปริมแม่น้ำเล่นกันไหม ผมมีเพื่อนอยู่ที่นั่น เราไปปิ้งย่างกันได้ รับรองว่าสนุกมาก แถมที่นั่นไม่มีพ่อแม่ของคุณมาตามจู้จี้แน่นอน คุณจะได้พักผ่อนเต็มที่เลย”
“ดีเลย!” เถียนเมิ่งหย่าตาโต
“งั้นเราชวนเฉินชิงกับคนอื่นๆ ไปด้วยได้ไหม?”
“ได้สิ คนเยอะๆ ยิ่งสนุก”
“เย้! พรุ่งนี้ฉันจะรีบไปบอกเฉินชิงเลย!” พอคิดว่าจะได้ไปเที่ยวค้างคืนกับเฉินชิง เถียนเมิ่งหย่าก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ความหงุดหงิดจากที่บ้านพ่อแม่หายไปเป็นปลิดทิ้ง เธออยากไปเที่ยวค้างคืนกับเพื่อนสาวคนสนิทใจจะขาด!
หลินฉงผิงมองท่าทางตื่นเต้นดีใจของภรรยาแล้วก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ “แปลกจริงนะ พอพูดถึงเฉินชิงทีไร คุณดูตื่นเต้นกว่าปกติทุกที”
“คุณไม่เข้าใจหรอก” เถียนเมิ่งหย่าหันมาพูดด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ
“เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ เธอเก่งมากๆ เลยรู้ไหม”
[จบบท]