บทที่ 374: เฮ่ออวี้เสียงถูกกีดกัน?
เรื่องของรูปถ่ายนี่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นสื่อไหนๆ ก็พากันประโคมข่าวขึ้นหน้าหนึ่งกันหมด
ทำให้พ่อแม่พี่น้องพากันแย่งซื้อหนังสือพิมพ์กันจ้าละหวั่น ก็แหม นี่มันกิจกรรมเด็ดจากโรงงานเครื่องจักรของพวกเขาทั้งทีนี่นา
ชื่อของเฉินชิงเลยกลับมาติดลมบนให้ชาวบ้านได้พูดถึงกันอีกรอบ หลังจากปีที่แล้วแค่สร้างเสียงฮือฮาเบาๆ แต่คราวนี้ กิจกรรมที่เธอเป็นโต้โผกลับดังไกลไปทั่วประเทศเลยทีเดียว
ฝ่ายสือหลิงหยางกับหยางซิวจิ่นพอเห็นรายงานข่าวเข้าก็พากันนิ่งไป สือหลิงหยางเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน "ในรูปนี่...ดูเหมือนจะเป็นลูกสาวของนายหรือเปล่า?"
หยางซิวจิ่นรีบพยักหน้ารับทันควัน "ใช่ครับ ลูกสาวผมเอง พอดีแกร้องเพลงพอใช้ได้ หน้าตาก็ดูดี เลยถูกเลือกขึ้นไป"
เขาพูดไปก็แอบภูมิใจในตัวลูกสาวอยู่ไม่น้อย ที่เสี่ยวเหอโด่งดังได้ขนาดนี้ ต่อไปพอได้อำนาจบารมีของเขาหนุนหลังอีกหน่อย รับรองว่าต้องได้คู่ครองดีๆ มาเชิดหน้าชูตา ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เลี้ยงดูมาจนโต
"สวยจริงๆ นั่นแหละ" สือหลิงหยางพยักหน้าเห็นด้วย แต่สายตาของเธอกลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ลูกสาวของหยางซิวจิ่นนานนัก
เธอกำลังจดจ้องไปที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดต่างหาก นั่นมันหลานสาวของเฉินชิงนี่นา เด็กคนนี้ยิ้มได้สดใส ดวงตาก็กลมโตดำขลับเป็นประกาย ดูสะอาดสะอ้านบริสุทธิ์ แค่มองก็รู้เลยว่าเป็นเด็กที่ครอบครัวเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม
หยางซิวจิ่นไม่ทันสังเกตแววตาของอีกฝ่าย เขาเปลี่ยนเรื่องคุย "นี่พี่ใกล้จะได้ย้ายมาที่โรงงานเครื่องจักรของพวกเราแล้วใช่ไหมครับ?"
"ใกล้แล้วล่ะ" สือหลิงหยางตอบรับสั้นๆ พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเฉินชิงจะงัดไม้เด็ดอะไรมาทำให้เธอประหลาดใจได้อีก
แค่งานวันเจี้ยนจวินเจี๋ยเล็กๆ แค่นี้ ยังอุตส่าห์สร้างเรื่องให้คนพูดถึงได้ไม่หยุด แถมยังไปเข้าตาเบื้องบนเข้าจนได้ ต้องยอมรับเลยว่าเป็นคนหนุ่มสาวที่ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ
***
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่า 'เกมกองทัพแดง' จะกลายเป็นการละเล่นยอดฮิตติดชาร์ตของเด็กๆ ในย่านนี้ไปเสียแล้ว
โดยมีเฮ่ออวี้ถิงเป็นแกนนำคนสำคัญ เด็กหญิงเอาผ้าพันคอสีแดงมาผูกเข้ากับปืนไม้ของเล่นที่คุณอาสุดที่รักประดิษฐ์ให้ สถาปนาตัวเองเป็น 'ธงทัพ' ก่อนจะนำทัพเด็กๆ วิ่งบุกตะลุยไปทั่วบริเวณ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างสนุกสนาน
ส่วนพี่ชายอย่างเฮ่ออวี้เสียงน่ะเหรอ... รายนั้นกำลังเห่อน้องสาวน่าดู ถึงกับต้องออกไปด้อมๆ มองๆ ที่แผงหนังสือพิมพ์ทุกวัน คอยเช็กว่ามีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนเอารูปน้องสาวไปลงอีกบ้าง
ถ้าเจอเมื่อไหร่เป็นต้องรีบควักเงินซื้อกลับมาเก็บสะสมไว้ทันที ล่าสุดถึงขั้นไปซื้อกรอบรูปมา ตัดเอารูปน้องสาวสุดที่รักไปใส่กรอบอย่างดี
วางคู่กับรูปที่น้าสาวคนเก่งเคยได้ลงหนังสือพิมพ์สมัยไปงานมหรกรรมการค้ากวางเจา แต่เจ้าตัวก็ไม่ยอมเอาไปตั้งโชว์ไว้ที่โถงกลางบ้านหรอกนะ เขาว่ามันดูอวดโอ่เกินไป เก็บไว้ชื่นชมเงียบๆ คนเดียวดีกว่า...
ก็น้าของเขาเล่นโดดเด่นเกินหน้าเกินตาใครต่อใครไปหมด จนกลายเป็นหัวข้อสนทนาประจำวันของชาวบ้านไปแล้ว
"เหล่าทหาร! ตามฉันมาบุกเลย!!!"
เสียงใสๆ ของแม่ทัพตัวน้อยดังมาจากนอกบ้าน เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ในบ้านส่ายหัวเบาๆ ให้กับความกระตือรือร้นที่ล้นเหลือของน้องสาว
อากาศก็ร้อนตับแลบ แค่ก้าวขาออกจากบ้านเหงื่อก็ท่วมตัวแล้ว แต่น้องสาวตัวดีกลับวิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เห็นแล้วก็เหนื่อยแทน
ช่วงนี้เหมาเหมาก็ได้อานิสงส์จากการได้ลงหนังสือพิมพ์ พ่อแม่เลยใจดีอนุญาตให้มาค้างบ้านเฉินชิงได้ตั้งหนึ่งสัปดาห์ เด็กชายเลยดี๊ด๊าเป็นพิเศษ ออกไปร่วมทัพกับเฮ่ออวี้ถิงวิ่งเล่นจนแทบหมดแรง
เหมาเหมาพยายามจะชวนเฮ่ออวี้เสียงออกไปเล่นด้วยกันหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะพี่ชายคนนี้เอาแต่นั่งจุมปุ๊กอยู่แต่ในบ้าน จนเหมาเหมาชักจะคิดแล้วว่าเฮ่ออวี้เสียงเป็นคนที่น่าเบื่อสุดๆ ไปเลย
แต่เจ้าตัวกลับไม่คิดอย่างนั้น เฮ่ออวี้เสียงคิดว่าชีวิตเขาน่าสนใจจะตาย ทั้งได้ฟังวิทยุ แถมยังหาเงินเองได้อีกต่างหาก เหนื่อยๆ ก็มีแตงโมเย็นๆ หรือโจ๊กถั่วเขียวให้กิน ดีกว่าออกไปตากแดดตัวดำตั้งเยอะ
และเพราะความไม่ยอมตามกระแส 'เกมกองทัพแดง' นี่เอง ที่ทำให้เฮ่ออวี้เสียงกลายเป็นเด็กประหลาดในสายตาเพื่อนๆ ไปโดยปริยาย
เรื่องนี้ดังไปถึงหูเฉินชิงจนได้ ตอนขากลับจากที่ทำงาน จางตงเหมยอุตส่าห์เดินจ้ำอ้าวตามมาคุยด้วย
"ฉันได้ยินหลานชายบ่นๆ เรื่องเฮ่ออวี้เสียงน่ะสิ เห็นว่าเขาไม่ยอมเล่นกับใครเลย ดูแปลกแยกมากๆ เด็กตัวแค่นี้โดนเพื่อนๆ กีดกันแบบนั้น เขาจะโอเคหรือเปล่าก็ไม่รู้"
เฉินชิงฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ เธอว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก เพราะถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว ส่วนใหญ่ต้องเป็นเฮ่ออวี้เสียงต่างหากที่คอยกีดกันคนอื่นเขา
แต่พอกลับมาถึงบ้าน เธอก็ไม่วายเรียกหลานชายตัวดีมาคุยอยู่ดี "นี่...เด็กคนอื่นๆ เขาออกไปเล่นกันสนุกสนานเลยนะ เธอลองออกไปเล่นกับเขาบ้างสิ เรื่องหาเงินน่ะมันไม่รีบร้อนขนาดนั้นหรอกน่า”
“ลองคิดดูดีๆ สิ พอเธอเรียนจบไปแล้ว เธอก็ต้องหาเงินไปทั้งชีวิตนั่นแหละ ตอนนี้ยังเด็กอยู่ ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ใช้ชีวิตวัยเด็กให้มันคุ้มค่าหน่อยไม่ดีกว่าหรือไง"
คำตอบที่ได้จากหลานชายก็คือ "ผมไม่ชอบเล่นครับ"
ช่างเป็นคำตอบที่เย็นชาเสียจริง
จังหวะนั้นเอง เฮ่ออวี้ถิง ผู้บังคับกองพันคนเก่งก็กลับมาถึงบ้าน เด็กหญิงวิ่งหน้าตั้งเข้ามากระดกน้ำดื่มอึกๆ ก่อนจะรีบแจ้นเข้ามาฟ้องคุณน้าเสียงดังฟังชัด
"คุณน้าคะ! พี่ชายเขาแอบก๊อบปี้แพนด้าของคุณน้า เอาไปขายที่ตลาดมืดโน่นแน่ะค่ะ แถมทำเงินได้เยอะแยะเลยนะคะ พอหักส่วนแบ่งให้คุณลุงคนนั้นแล้ว วันนึงได้ตั้ง 3 หยวนแน่ะ!"
เฮ่ออวี้เสียงถึงกับตวาดลั่น "เฮ่ออวี้ถิง!"
เฉินชิงหันไปมองหลานชายอย่างประหลาดใจ "นี่เธอเลียนแบบของน้าเหรอ"
พ่อตัวดีถึงกับหน้าแดงก่ำ พยายามแถไปน้ำขุ่นๆ "แพนด้าที่ไหนจะเป็นของน้าคนเดียวเล่าครับ! นี่ผมยังทำรูปช้างกับรูปเสือออกมาด้วยนะ ของผมมีเยอะกว่าของน้าอีก"
ท่าทางแบบนี้มันน่าหมั่นไส้เหมือนพวกนายทุนไม่มีผิด เฉินชิงอดค่อนขอดในใจไม่ได้
"เอ...แต่น้าจำได้นะ ว่าน้าเคยวาดรูปเสือน่ารักๆ กับช้างน่ารักๆ ให้เธอดูด้วยนี่นา"
คราวนี้เฮ่ออวี้เสียงถึงกับเงียบกริบ... ก็ใช่... คุณน้าเคยวาดให้เขาดูจริงๆ นั่นแหละ เขาถึงได้มีแบบตุ๊กตาน่ารักๆ เพิ่มมาอีกตั้งสองแบบ
"ตอบมาเดี๋ยวนี้นะ ว่าเธอไปเอาวัสดุพวกนั้นมาจากไหน" เฉินชิงทำเสียงเข้ม
"ก็...ก็ซื้อมาจากตลาดมืดน่ะสิครับ ไม่อย่างนั้นผมจะเหลือกำไรน้อยขนาดนี้เหรอ" เฮ่ออวี้เสียงถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
"แล้วขายตัวละเท่าไหร่ล่ะเรา"
"ตัวละ 1.5 หยวนเองครับ! นี่ผมได้แค่ค่าแรงเท่านั้นแหละ!"
เด็กชายโอดครวญอย่างไม่พอใจ จริงๆ เขาอยากจะตั้งราคาตัวละ 10 หยวนอย่างที่คุณน้าเคยโม้ไว้ด้วยซ้ำ
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า นอกจากว่าคนซื้อจะสติไม่ดีเท่านั้นแหละถึงจะยอมจ่ายแพงขนาดนั้น
เฉินชิงฟังแล้วก็ชักจะสงสัย "เดี๋ยวนะ ตอนนี้เธอก็ไม่ได้ขาดเงินไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังต้องไปยุ่งกับตลาดมืดอยู่เรื่อยเลย ถ้าโดนจับขึ้นมาจะทำยังไง"
"ไม่โดนจับหรอกครับ!" เฮ่ออวี้เสียงรีบสวน
"ผมจ่ายค่าคุ้มครองให้หัวหน้าที่คุมตลาดมืดไปแล้ว เขาตกลงว่าจะดูแลความปลอดภัยให้พวกเราอย่างดี ผมมีหลักประกันหลายชั้น ไม่ต้องห่วงหรอกครับ"
แม้จะรู้สึกปวดใจกับเงินที่ต้องจ่ายไป แต่เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่า
เฉินชิงครุ่นคิดอยู่แป๊บหนึ่ง ก่อนจะยื่นข้อเสนอ "เอางี้ไหม... ถ้าน้าเย็บให้ เธอจะจ่ายค่าจ้างให้น้าเท่าไหร่ล่ะ?"
"โอ๊ย ไม่ต้องหรอกครับ ตอนนี้ผมแทบจะขายไม่ออกอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้างใครเพิ่มหรอก"
เฮ่ออวี้เสียงรีบปฏิเสธทันควัน ตุ๊กตามันไม่เหมือนแผ่นเสริมส้นนี่นา อย่างหลังน่ะเขายังกักตุนของไว้รอขายตอนเปิดเทอมได้ แต่ถ้าเป็นตุ๊กตา ขืนกักตุนไว้มีหวังเจ๊งไม่เป็นท่า
แถมตอนนี้ตลาดก็เริ่มวายแล้ว กำไรดีซะขนาดนั้น ใครๆ ก็พากันทำออกมาเลียนแบบเต็มไปหมด เฮ่ออวี้เสียงคิดแล้วก็เจ็บใจ อยากจะตามไปเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์จากคนพวกนั้นให้หมด ก็รูปนั้นมันคุณน้าอุตส่าห์วาดให้เขานี่นา!
"เฮ้อ น่าเสียดายจัง" เฉินชิงแกล้งส่ายหน้า
"นั่นสิคะ น่าเสียดายจริงๆ" เฮ่ออวี้ถิงรีบผสมโรง
เฮ่ออวี้เสียงหันไปค้อนน้องสาววงใหญ่ "บอกไว้เลยนะ ไม่มีทางที่ตุ๊กตางูของเธอจะเป็นที่ต้อนรับของตลาดหรอก!"
"ต้องมีสิคะ!" เฮ่ออวี้ถิงเถียงกลับเสียงดัง พลางเชิดหน้าอย่างท้าทาย
"คอยดูนะ ในอนาคตจะต้องมีคนชอบแน่นอนค่ะ!"
เฮ่ออวี้เสียงส่ายหัวให้กับรสนิยมประหลาดๆ ของน้องสาว พอดีกับที่คุณอาเดินกลับเข้ามาในบ้านพอดี เขาเลยรีบลุกตามเข้าไปช่วยทำอาหารในห้องครัวทันที ปล่อยให้เฮ่ออวี้ถิงเดินไปให้อาหารไก่กับรดน้ำผักที่สวนหลังบ้านต่อไป
ส่วนเหมาเหมาที่นั่งหมดแรงอยู่บนม้านั่งก็รีบฟ้องคุณน้า
"คุณน้าครับ คุณน้าเชื่อไหมว่าเฮ่ออวี้ถิงวิ่งเร็วสุดๆ ไปเลย เร็วเหมือนลมพัดแน่ะครับ วันนี้ผมวิ่งตามจนแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว"
"ฮะๆ เธอน่ะวิ่งเร็วมาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ"
เฉินชิงหัวเราะเบาๆ พลางช่วยลูบหลังให้เด็กชายหายเหนื่อย เธอก็เคยคิดอยากจะปั้นให้เฮ่ออวี้ถิงเป็นนักกีฬาอยู่เหมือนกัน แต่ติดที่เจ้าตัวดันเกลียดการเรียนนอกหลักสูตรเข้าไส้ โครงการนี้ก็เลยต้องพับเก็บไปโดยปริยาย
เหมาเหมาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"คุณน้าครับ คือพ่อกับแม่ผมท่านบอกว่าผมร้องเพลงเพราะมากเลย ท่านเลยอยากจะส่งผมไปเรียนที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม คุณน้าว่ามันจะดีไหมครับ?"
"แล้วตัวเธอเองล่ะ อยากไปหรือเปล่า?" เฉินชิงถามกลับ
เธอยอมรับว่าเหมาเหมาเป็นเด็กที่ร้องเพลงเพราะมากจริงๆ การแสดงในวันเจี้ยนจวินเจี๋ยที่ผ่านมาก็เพราะได้เสียงของเด็กคนนี้นี่แหละที่ช่วยยกระดับการแสดงทั้งหมดให้มันดูดีขึ้นมาได้
เด็กชายก้มหน้าลงมองพื้น "ตอนนี้วิชาภาษาจีนผมได้ 92 คะแนนแล้วนะครับ ส่วนคณิตศาสตร์ก็ได้ 84 คะแนน ต้องขอบคุณเฮ่ออวี้เสียงที่ช่วยติวให้ ตอนนี้ผมไม่เกลียดการเรียนแล้วล่ะครับ”
“แต่ว่า...พ่อบอกว่าผลการเรียนของผมมันก็ยังดูธรรมดามากๆ อยู่ดี ถ้าเกิดผมไปเรียนร้องเพลง แล้วมันก็ยังออกมาธรรมดาๆ อีก... ผมจะทำยังไงดีล่ะครับ?"
[จบบท]