บทที่ 375: เสียงโห่ร้องยินดีทั่วทั้งซอย
เฉินชิงเห็นหลานนั่งเงียบๆ เลยขยับไปนั่งข้างๆ แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วเธออยากเรียนดนตรีไหม”
เหมาเหมาตอบกลับมาว่า “นิดหน่อยครับ เพราะทุกคนชมผม บอกว่าผมร้องเพลงเพราะมาก”
ก็แน่ล่ะสิ ตอนที่เหมาเหมาซ้อมร้องเพลงคราวก่อน ใครๆ ก็ชมกันไม่หยุดปาก แถมในหนังสือพิมพ์ก็ยังเขียนชมว่าเขาร้องเพลงเพราะเสียด้วย เจ้าตัวเล็กเลยแอบหวังลึกๆ ว่าอยากให้คนอื่นชอบเขาเยอะๆ
“งั้นเธอก็ลองไปดูก่อนสิจ๊ะ เพราะเธอคิดดูสิ พ่อกับแม่ของเธอน่ะร้องเพลงไม่เพราะเท่าเธอเลยสักนิด พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์มาชี้นิ้วสั่งอะไรเธอหรอก”
เฉินชิงพยายามให้กำลังใจ แต่เหมาเหมากลับทำหน้าเซ็งๆ แล้วตอบว่า
“พ่อของผมชอบทำเป็นรู้ทั้งที่ไม่รู้ครับ”
คำตอบนี้ทำเอาเฉินชิงไปไม่เป็นเลย เธอรู้ดีว่าไม่ควรจะไปว่าพ่อของเด็กต่อหน้าเขา แต่ในใจนี่ก็นึกด่าเหมาเจี้ยนกั๋วไปแล้วว่าตานี่มันบ้าจริงๆ เธอยกมือกุมหน้าผาก พยายามนึกหาคำพูดดีๆ มาตอบหลาน
เหมาเหมาพอเห็นคุณน้าทำท่าลำบากใจขนาดนั้น ก็ดันหัวเราะกิ๊กออกมา “คุณน้าครับ พ่อของผมทำให้คุณน้ารู้สึกรำคาญใช่ไหมครับ”
เฉินชิงถึงกับสะอึก “เอ่อ...”
เธอกำลังพยายามท่องในใจว่าห้ามว่าพ่อเขานะ ห้ามเด็ดขาด
แต่เหมาเหมาก็พูดขึ้นมาเองว่า “ผมจะลองไปร้องเพลงดูครับ”
พอได้ยินแบบนั้น ดวงตาของเฉินชิงก็ดูสดใสขึ้นมา “นั่นก็ดีเลยนี่จ๊ะ”
“เพราะว่าวันนี้ผมได้คุยกับเฮ่ออวี้เสียงแล้ว เขาสนับสนุนผมมาก คุณน้าก็ยังสนับสนุนผมอีก ผมเลยอยากจะลองดูครับ”
อันที่จริง ในใจของเหมาเหมาน่ะ คุณน้ากับเฮ่ออวี้เสียงคือคู่หูที่ฉลาดที่สุดในโลกนี้แล้ว ในเมื่อทั้งคู่สนับสนุนให้เขาลอง มันก็ต้องไม่ผิดแน่ๆ
เฉินชิงฟังแล้วก็เบาใจไปได้หน่อย เลยถามต่อด้วยความอยากรู้ “แล้วเฮ่ออวี้เสียงเขาไปสนับสนุนเธอยังไงเหรอ”
เธอแทบไม่เคยได้ยินเจ้าหลานชายตัวดีพูดอะไรให้กำลังใจใครเป็นเลย
เหมาเหมาไม่พูดเปล่า แต่ทำท่าเลียนแบบเฮ่ออวี้เสียงแบบเป๊ะๆ ทั้งเก๊กหน้าหยิ่งๆ แล้วพูดว่า “ฉันว่านายร้องเพลงเพราะนะ ฉันจะเป็นผู้ฟังของนายเอง”
เฉินชิงได้ฟังถึงกับต้องกุมอก “เฮ่ออวี้เสียง... เฮ่ออวี้เสียง...” ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กคนนี้เมื่อไหร่จะหัดพูดจาภาษาคนดีๆ กับเธอบ้างนะ
ว่าแล้วก็ตะโกนเรียกหลานชายที่อยู่ในครัว แต่เฮ่ออวี้เสียงก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ขยับเลยสักนิด
น้าของเขาก็เป็นซะแบบนี้ ชอบเรียกเหมือนเรียกวิญญาณ พอเดินไปหาก็ใช้ให้ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนเฮ่อหย่วนต้องเอ่ยปาก
“เธอไปดูหน่อยสิว่าน้าเรียกทำไม” เฮ่ออวี้เสียงเลยจำใจเดินออกมาหาคุณน้าด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“ว่ามาครับ จะให้ผมทำอะไร”
เฉินชิงรีบเล่าเรื่องที่เขาพูดกับเหมาเหมาให้ฟังทันที “น้าไม่ขอให้เธอพูดจาเพราะๆ กับน้าหรอกนะ น้าแค่อยากฟังว่าเธอพูดประโยคนี้ยังไง”
เฮ่ออวี้เสียงถึงกับทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก “???”
เขาไปพูดอะไรน่าขนลุกแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เขาหันขวับไปมองเหมาเหมาอย่างตกใจ “ฉันไปพูดประโยคนี้กับนายตอนไหน” เหมาเหมาก็ตอบซื่อๆ
“ก็เมื่อเช้านี้ไง” เฮ่ออวี้เสียงนึกตามอยู่แป๊บนึง ก่อนจะพูดออกมาอย่างเซ็งๆ
“ฉันหมายความว่า ถ้านายโดนพ่อแม่ดูถูกว่าร้องเพลงไม่เพราะ นายก็แค่บอกพวกเขาไปว่านายมีผู้ฟังที่เหนียวแน่นแล้วต่างหากเล่า”
เฉินชิงยักไหล่ รู้สึกว่ามันก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ แต่เฮ่ออวี้เสียงกลับโวยวายว่ามันต่างกันลิบลับ “ที่เขาพูดมันน่าขนลุกจะตาย”
เหมาเหมาทำหน้าใสซื่อ “ที่นายพูดมากับที่ฉันพูดมันก็ไม่เห็นจะต่างกันเลยนี่”
เฉินชิงรีบพยักหน้าหงึกๆ “ใช่ๆ ไม่ต่างกันเลย”
เสี่ยวอวี้ได้ยินเสียงดังก็วิ่งเข้ามาร่วมวงด้วย “มีอะไรเหรอคะ มีอะไรเหรอ”
เฮ่ออวี้เสียงขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับคนกลุ่มนี้เต็มทีแล้ว เลยสะบัดหน้าหนีกลับเข้าไปเรียนทำอาหารกับคุณอาในครัวต่อเงียบๆ
เสี่ยวอวี้หันไปถามเหมาเหมาว่ามีเรื่องอะไรกัน พอฟังจนเข้าใจ เธอก็ตบหน้าอกเล็กๆ ของตัวเองรับประกันเสียงดังฟังชัด
“ฉันจะเป็นผู้ฟังที่เหนียวแน่นของนายเอง”
เหมาเหมาดีใจขึ้นมาทันที “ฉันรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวอวี้เป็นน้องสาวที่ดีที่สุด” พอเขายิ้มกว้าง หางตาคู่นั้นก็โค้งลงอย่างอ่อนโยน
เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วสัญชาตญาณมันบอกดังๆ เลยว่า เหมาเหมาโตขึ้นต้องหล่อลากดินแน่นอน นี่มันโครงหน้าฝรั่ง ผิวพรรณตะวันออกชัดๆ ข้อดีของเด็กมีเชื้อฝรั่งมันเริ่มฉายแววมาตั้งแต่ 7 ขวบเลยทีเดียว
เธอนึกภาพตามไปไกลว่า พอเจ้าหนูนี่โตขึ้น ก็น่าจะตรงกับช่วงที่วงการบันเทิงฮ่องกงกำลังบูมสุดๆ พอดี ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา เสียงร้องก็เพราะ พูดจาก็น่าฟัง แถมฮ่องกงก็อยู่แค่เนี้ย จะหนีไปเป็นนักร้องดังที่นั่นก็ยังได้
ไม่ใช่แค่นั้นนะ อายุกะเปี๊ยกแค่นี้ยังเคยถูกสื่อทางการเอาไปลงข่าวเรื่องร้องเพลงมาแล้วด้วย แบบนี้ยิ่งง่ายเลย เอาไปปั่นกระแส ‘อดีตดาราเด็ก’ ได้สบายๆ
พอมีชื่อเสียงเป็นทุนเดิม ก็ค่อยไปจ้างนักแต่งเพลงเก่งๆ มาปั้นผลงานดีๆ ให้ หาบริษัทมาช่วยโปรโมตอีกหน่อย เผลอๆ ได้กลายเป็นปรมาจารย์อาวุโสแห่งวงการเพลงไปเลยก็ได้ใครจะรู้
ยิ่งคิดเฉินชิงก็ยิ่งเพลิน จินตนาการไปไกลจนอารมณ์ดีสุดๆ สายตาที่เธอมองเหมาเหมาตอนนี้เลยดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ จนเจ้าตัวเล็กเองยังรู้สึกได้ว่าคุณน้าแปลกๆ ไป
“คุณน้าครับ เป็นอะไรไปครับ”
เฉินชิงหัวเราะแหะๆ “เปล่าจ้ะ น้าแค่คิดอะไรเพลินๆ จนอารมณ์ดีขึ้นมาเองน่ะ”
จังหวะนั้น เฮ่ออวี้เสียงที่ยกกับข้าวออกมาพอดี ได้ยินเข้าถึงกับไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดเลย
วันนี้ถือเป็นวันพิเศษที่เหมาเหมาได้กลับมาอยู่บ้าน เฮ่อหย่วนเลยลงทุนเข้าครัวทำหมูเปรี้ยวหวานของโปรดของเด็กๆ ให้กินกัน
เหมาเหมากินไปก็คุยไปไม่หยุดปาก ทั้งคุยกับเสี่ยวอวี้ ทั้งคุยกับคุณน้า เพราะปกติเฉินชิงกับเสี่ยวอวี้ก็ช่างจ้อกันอยู่แล้ว พอได้เหมาเหมามาสมทบอีกคน โต๊ะกินข้าวเลยแทบแตก
ปล่อยให้เฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงต้องก้มหน้าก้มตากินข้าวกันไปเงียบๆ สองอาหลานมองหน้ากันแล้วก็ได้แต่สงสัย ว่าแค่เหมาเหมาไปเลียนแบบท่าทางคนอื่นแค่นั้น มันจะตลกอะไรกันนักหนา ถึงได้หัวเราะกันไม่หยุดขนาดนี้
พอกินข้าวเสร็จ ตกค่ำ เฉินชิงกับเสี่ยวอวี้ก็เดินตามเหมาเหมาออกจากบ้านต้อยๆ ก็เพราะเจ้าตัวดีดันไปรับปากกับพวกคุณลุงคุณป้าในซอยไว้น่ะสิว่า ตกเย็นจะมาโชว์พลังเสียง ร้องเพลงให้ฟังกันสดๆ
ข่าวนี้ลือไปไกลถึงขั้นว่า กลุ่มวัยรุ่นที่ปกติสุมหัวกันอยู่ที่สำนักงานเขต พอได้ยินว่าเด็กที่ร้องเพลงเพราะที่สุดในงานวันกองทัพจะมาเปิดคอนเสิร์ตที่ปากซอย ก็ยังพากันแห่มามุงรอดูด้วย
ตอนนี้ใต้ต้นไทรเลยคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ต่างคนต่างก็ถือพัดใบลานมานั่งพัดวีกันไป คุยกันไป ว่าไอ้เจ้าหนูที่หนังสือพิมพ์ชมเปาะว่าร้องเพลงเพราะน่ะ เสียงมันจะดีสักแค่ไหนกันเชียว
เหมาเหมาพอเห็นคนมามุงกันเยอะขนาดนั้น ตาก็ลุกวาวเป็นประกายขึ้นมาทันที ผิดกับเฉินชิงที่ถึงกับอึ้ง “คนเยอะจัง”
นี่มันอะไรกันเนี่ย ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนแก่ มากันหมดซอย เจ้าหลานคนนี้มันไปพูดอีท่าไหนคนถึงได้แห่กันมาขนาดนี้
แต่เจ้าตัวต้นเรื่องกลับไม่มีทีท่าตื่นกลัว แถมยังยิ้มแป้น โบกไม้โบกมือทักทายแฟนคลับรอบทิศ
“สวัสดีครับคุณปู่คุณย่า คุณลุงคุณป้า พี่ๆ น้องๆ ทุกคน ผมชื่อเหมาเหมาครับ”
เสียงคนดูฮือฮาดังขึ้นมาทันที “ตายจริง เหมาเหมามาแล้ว ในหนังสือพิมพ์บอกว่าเธอร้องเพลงเพราะมาก รีบร้องให้พวกเราฟังหน่อยเร็ว”
อีกเสียงก็เสริมขึ้นมา “นั่นสิ ได้ยินเขาลือกันว่าร้องเพลงได้จับใจมาก ฟังแล้วลืมไม่ลงเลย”
“ใช่ๆ รีบร้องให้ฟังหน่อยเร็ว”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เหมาเหมาเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนเจ้าหนูจะชินกับการเจอคนเยอะ เขาไม่ตื่นเวทีเลยสักนิด กลับเดินถือม้านั่งตัวเล็กเข้าไปกลางวง แล้วปีนขึ้นไปยืนอยู่บนนั้น กลายเป็นจุดสนใจที่ถูกผู้คนล้อมรอบทันที
เขากวาดตามองไปรอบๆ จนเห็นคุณน้ากับน้องสาวที่ยืนให้กำลังใจอยู่ริมวง เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงออกมาอย่างมั่นใจ
“ตงฟางหง ตะวันขึ้น——”
มันเป็นการร้องสดๆ ที่ไม่มีดนตรีประกอบ ไม่มีลูกเล่นหรือเทคนิคแพรวพราวอะไรทั้งนั้น แต่ทุกถ้อยคำที่ร้องออกมากลับชัดเจนแม่นยำ น้ำเสียงของเขาช่างสะอาดใสและกังวานอย่างน่าประหลาด
ขนาดเฉินชิงฟังเองยังรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณมันสะอาดสะอ้านขึ้นมาเลย ทั้งที่เขายังเด็ก แต่พลังเสียงเขากลับสูงปรี๊ด แถมยังกำหมัดแน่นเพิ่มอารมณ์ร่วมเข้าไปอีก
เธอนึกสงสัยขึ้นมาเลยว่า หรือที่ผ่านๆ มา การที่เหมาเหมาต้องร้องเพลงประสานเสียงกับคนอื่นตลอด มันอาจจะเป็นตัวขัดขวางความสามารถที่แท้จริงของเขาอยู่ก็ได้
ไม่ใช่แค่เธอหรอก บรรดาฝูงชนที่มุงดูกันอยู่ก็เหมือนกัน พอได้ยินเสียงร้องของเหมาเหมา ทุกอย่างก็พลันเงียบกริบ เหมือนมีคนมากดปุ่มหยุดเวลา ทุกคนต่างพากันตั้งอกตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
ภายใต้ร่มเงาของรากไทรที่ห้อยย้อยลงมา ผมหยิกสีบลอนด์สว่างของเหมาเหมาปลิวไสวเบาๆ ไปตามแรงลมยามเย็น ดวงตาสีฟ้าคู่สวยของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์สุดท้ายของวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า
เขายืนตัวตรงอยู่บนม้านั่ง ท่าทางดูมั่นคงและสง่างามเกินเด็ก
“พรรคคอมมิวนิสต์คือดวงตะวัน ส่องแสงสว่างไปทั่วทุกหนแห่ง...”
เสียงร้องของเขาสะกดคนฟังได้อยู่หมัด จนมีบางคนเริ่มร้องคลอตามไปเบาๆ แม้กระทั่งคนเฒ่าคนแก่ที่ผ่านโลกมาเยอะ ยังอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงแหบพร่าของตัวเองร่วมประสานไปด้วย
“เขาคือผู้ช่วยให้รอดของประชาชน...”
ทันทีที่เหมาเหมาร้องจบเพลง เสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราวขึ้นมาทันที “ร้องได้ดีมาก”
“สมแล้วจริงๆ ที่หนังสือพิมพ์เขาชมว่าร้องเพลงเพราะ”
“แบบนี้โตขึ้นต้องได้เข้าคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมแน่นอน”
ทุกคนต่างปรบมือให้จากใจจริง แถมยังมีเสียงตะโกนอังกอร์ ขอให้เหมาเหมาร้องอีกเพลงดังขึ้นไม่ขาดสาย งานนี้เหมาเหมาเลยจัดให้เต็มที่ ร้องต่อเนื่องไปถึง 5 เพลงรวด เรียกเสียงโห่ร้องยินดีได้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งซอยเลยทีเดียว
[จบบท]