บทที่ 380: ผู้จัดการโรงงานสือ
เหมาเจี้ยนกั๋วเริ่มทำใจยอมรับความจริงแล้วว่า บัลลังก์ความเป็นใหญ่ในบ้านของเขาคงไม่หวนคืนมาอีก
เขากลับไปตระเวนหาเจ้าหน้าที่อาวุโสที่เกษียณจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม เพื่อมาสอนเจ้าตัวเล็กเหมาเหมา ร้องเพลง
หวังให้ลูกได้ฝึกฝนอย่างจริงจัง อย่างน้อยก็จะได้มีอาชีพการงานที่มั่นคงและน่าภาคภูมิใจในอนาคต
ชีวิตของเขาตอนนี้วุ่นวายทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องงานที่สถาบันวิจัย จนกระทั่งวันหนึ่งในระหว่างความยุ่งเหยิงนั้น เหมาเจี้ยนกั๋วก็ได้รับแจ้งให้ไปร่วมการประชุมใหญ่ที่ลานกว้างของโรงงาน
การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญ นั่นคือการต้อนรับผู้จัดการโรงงานคนใหม่
ผู้จัดการคนใหม่มีชื่อว่า สือหลิงหยาง ข่าวนี้สร้างความกระสับกระส่ายในหมู่พนักงานชายของโรงงานเครื่องจักร พวกเขาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด การที่ผู้หญิงจะมาเป็นผู้นำของพวกเขานั้น มันเป็นเรื่องที่รับกันไม่ได้!
“นี่มันอะไรกัน อยู่ดีๆ ก็เอาผู้หญิงมาเป็นหัวหน้า”
“สมัยผู้จัดการเสิ่น สวัสดิการเราดีขึ้นตั้งเยอะ โรงงานก็ขยายไปตั้งหลายรอบ แล้วแม่นี่จะมาสานต่อความสำเร็จได้ยังไง”
“ไม่รู้โว้ย! อายุเพิ่ง 40 กว่าๆ ไม่รู้ไปใช้มารยาอะไรมาถึงได้ตำแหน่ง”
“พวกนายไม่รู้เรื่องเลยหรือไง? ได้ยินว่าผู้จัดการสือคนใหม่นี่ สวยสะบัดเลยนะ แต่เป็นแม่ม่าย...ฮิฮิ”
เสียงซุบซิบนินทาดังระงมไปทั่วลานกว้าง พนักงานที่มารวมตัวกันต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
เฉินชิงซึ่งยืนอยู่ในแถวหน้าสุด ไม่ได้ยินเสียงนินทาเหล่านั้น แต่เธอกำลังจะเดือดดาลจนตายอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะเรื่องผู้จัดการคนใหม่ แต่เป็นเพราะตำแหน่งที่เธอยืนอยู่ แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาเต็มกบาลพอดิบพอดี!
เฮ่อหย่วนที่ยืนข้างๆ อดสงสารไม่ได้ จึงขยับตัวสลับที่ให้เธอ
แต่เรื่องตลกร้ายก็คือ เพียงไม่กี่อึดใจ ร่มเงาก็เคลื่อนไปทางเฮ่อหย่วน ปล่อยให้เฉินชิงกลับมาอาบแดดเปรี้ยงๆ อีกครั้ง
“ไม่จริงน่า” เฮ่อหย่วนไม่เชื่อสายตา เขาจึงลองสลับที่กับเธออีกรอบ
ผลลัพธ์คือ... เฉินชิงยังคงเป็นจุดรวมแสงหนึ่งเดียวในลานกว้าง ราวกับมีสปอตไลท์ส่วนตัวส่องตามติด
“ฉันยอมแล้ว!” เฉินชิงบ่นอุบอิบในใจ นี่มันจงใจแกล้งกันชัดๆ
เหล่าผู้นำโรงงานที่ยืนอยู่ในร่ม สังเกตเห็นอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของเฉินชิงก็แอบขบขันกันเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน ผู้จัดการเสิ่นซึ่งเป็นดาวเด่นของงานในวันนี้ ไม่มีเวลามาสนใจคู่รักที่เขาคอยจับตามองอีกต่อไปแล้ว
วันนี้เป็นวันแห่งเกียรติยศของเขา เขากำลังจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง บนเวที ชายวัยกลางคนกล่าวสุนทรพจน์อำลาโรงงานเครื่องจักรด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมหวังว่าโรงงานเครื่องจักรจะก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป และผมเชื่อมั่นว่า ผู้จัดการสือคนใหม่ จะนำพาทุกคนไปสู่จุดที่ดียิ่งกว่า! ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ผู้จัดการโรงงานสือหลิงหยางครับ!!!”
สิ้นเสียง เขาก็เป็นผู้นำในการปรบมืออย่างกึกก้อง พนักงานในโรงงานจึงพร้อมใจกันปรบมือตาม
สือหลิงหยางได้รับรายงานเรื่องปฏิกิริยาของพนักงานจากเลขานุการส่วนตัวแล้ว แต่เธอกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร การถูกผู้คนดูแคลนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอไปเสียแล้ว
แต่แล้วยังไงล่ะ? เธอก้าวข้ามมันมาได้ และจะก้าวไปให้สูงขึ้นอีก ไกลขึ้นอีก ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใดก็ตาม
ในที่สุด เธอก็มาถึงจุดหมายที่ตั้งไว้
สือหลิงหยางก้าวขึ้นเวทีด้วยท่วงท่าสง่างาม เริ่มต้นแนะนำตัวเองต่อหน้าพนักงานนับพันอย่างเป็นทางการ
แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่เธอพูด พวกเขายังคงจับกลุ่มคุยกันไม่หยุด
ยกเว้นเพียงคนเดียว... เฉินชิงที่กำลังยืนหรี่ตา สู้แสงแดดจ้า เธอตั้งใจฟังทุกถ้อยคำอย่างจดจ่อ
ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งในวิสัยทัศน์ แต่เพราะเธอกลัวว่าหลังจบงานนี้ จะต้องมีการประชุมภายใน แล้วถ้าผู้จัดการคนใหม่สุ่มถามขึ้นมา เธอจะซวย
และสังหรณ์ของเธอก็ไม่เคยพลาด
ทันทีที่การประชุมผู้นำโรงงานเริ่มขึ้นในห้องประชุมที่อับทึบ สือหลิงหยางก็เปิดฉากทันที
“เมื่อสักครู่นี้ ทุกคนคงได้ยินวิสัยทัศน์ที่ฉันมีต่ออนาคตของโรงงานเครื่องจักรแล้วใช่ไหมคะ?”
ทั้งห้องเงียบกริบราวกับป่าช้า
เฉินชิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังหัวหน้าหลิว พยายามก้มหน้าต่ำ ทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้เป็นวันแรกของผู้จัดการคนใหม่ ห้องประชุมเลยอัดแน่นเป็นพิเศษ อากาศก็ทั้งน้อยทั้งร้อนจนเหนียวตัว เฉินชิงภาวนาในใจให้ทุกอย่างมันจบลงเร็วๆ
“สหายเฉินชิง... รองหัวหน้าเฉิน คุณมีความเห็นยังไงกับวิสัยทัศน์ของฉันคะ?”
สายตาทุกคู่ในห้องประชุมหันมาที่เธอเป็นจุดเดียว
เฉินชิงสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่กระเจิงไปกับความร้อน
“ผู้จัดการสือเพิ่งจะย้ายมา การที่มีแนวคิดจะขยายที่ดินเพื่อปรับปรุงบ้านพักพนักงาน แล้วก็สร้างโรงงานสาขาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองอื่นๆ ก็เป็นความคิดที่ดีมากค่ะ”
“คุณคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอคะ?” สือหลิงหยางถามย้ำด้วยรอยยิ้มบางๆ
“หรือคุณอยากฟังความจริงล่ะคะ?”
ณ จุดนี้ เฉินชิงไม่สนอะไรอีกแล้ว ตากแดดมาเป็นชั่วโมง ต่อด้วยการมาอัดกันในห้องร้อนๆ นี่อีก แถมยังมาโดนจี้เป้าหมายคนแรกอีก ความอดทนของเธอหมดลงแล้ว
เหล่าผู้นำคนอื่นๆ เริ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
มาแล้ว... เธอมาแล้ว... ตัวจี๊ดแห่งโรงงานเครื่องจักรมาแล้ว!
ผู้จัดการสือคนใหม่นี่ก็ช่างกล้าหาญชาญชัย เพิ่งมาวันแรกก็เลือกท้าทายกับคนที่อันตรายที่สุดในโรงงานซะแล้ว
เลขาธิการพรรคหยางรีบโบกมือไกล่เกลี่ย “เอ่อ... เราลองฟังความเห็นจากคนอื่นๆ บ้างดีไหมครับ”
“ไม่จำเป็นค่ะ” สือหลิงหยางปัดมือ
“ในฐานะผู้นำ เราควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่เหรอคะ รองหัวหน้าเฉิน... ว่ามาสิคะ ความจริงของคุณคืออะไร?”
“ความจริงก็คือ ฉันไม่คิดว่าผู้นำที่วันแรกก็เลือกจิกกัดพนักงานที่ตั้งใจทำงาน จะทำประโยชน์อะไรให้โรงงานได้หรอกค่ะ”
เฉินชิงสวนกลับทันควัน “ถ้าคุณอยากจะโชว์พาว หรือที่เรียกว่าไฟสามดวงของผู้บริหารใหม่ล่ะก็ คุณควรจะไปเล่นงานเลขาธิการพรรคหยาง หรือรองผู้จัดการโรงงานเถียนที่นั่งข้างๆ คุณโน่น”
“หรือไม่ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเงียบๆ พิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน แบบนั้นคุณจะดูน่าเกรงขามกว่าเยอะ”
เธอหยุดเว้นวรรค ก่อนจะกวาดสายตาไปทั่วห้อง
“เลิกหาเรื่องฉันเสียที อันนี้ฝากถึงผู้นำทุกท่านด้วยนะคะ”
“พอดีฉันยังอายุน้อย อารมณ์เลยร้อนไปบ้าง ถ้าอะไรไม่เข้าหูก็... ช่วยอดทนกันหน่อยนะคะ”
เฉินชิงเบื่อเต็มทนแล้ว เธออยากกินไอติมเย็นๆ ชื่นใจ ไม่ได้อยากมายืนเถียงกับใครในห้องอับๆ นี่
ผู้นำคนอื่นๆ ได้แต่นั่งเงียบเป็นเป่าสาก ได้แต่ก่นด่าในใจว่า ‘นังเด็กนี่มันหน้าหนาจริงๆ! อายุน้อยแล้วต้องให้คนอื่นทนเหรอ!’
แต่ก็ยอมรับในความบ้าบิ่นของเธอ วันแรกแท้ๆ เธอก็กล้าหักหน้าผู้จัดการคนใหม่ฉาดใหญ่ขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละ ผู้จัดการสือเลือกผิดคนเอง ขนาดผู้จัดการเสิ่นคนก่อน เธอยังกล้าลุยมาแล้ว จะมาเกรงใจคนใหม่ทำไม
ดวงตาของสือหลิงหยางวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะ “สมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ ที่ว่ารองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานเครื่องจักรคนนี้ ปากคอเราะร้าย... วันนี้ได้เห็นกับตาแล้ว ก็ร้ายกาจสมชื่อ”
“ขอบคุณที่ชมค่ะ” เฉินชิงยิ้มรับหน้าตาเฉย
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด โชคดีที่เลขาธิการพรรคหยางรีบชิงตัดบทเข้าสู่วาระการประชุมถัดไปทันที
เขารู้ดีว่าการปล่อยให้สองคนนี้ปะทะกันต่อ มีแต่จะเสียเวลาเปล่า ขนาดเขาเองยังแทบกระอักเลือดเวลาเถียงกับเฉินชิง แล้วสือหลิงหยางที่ยังต้องคีปลุควันแรก จะเอาอะไรมาชนะเธอ
เฉินชิงยืนเหม่อลอยด้วยความเพลียแดด เธอร้อนจนแทบจะละลาย
ทันทีที่เสียงประกาศเลิกประชุมดังขึ้น เฉินชิงก็เป็นคนแรกที่พุ่งออกจากห้อง กลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วคว้าทุกอย่างที่ใกล้มือมาพัดวีอย่างบ้าคลั่ง
หวังเจี่ยฟ่างเห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ย่องเข้ามาถาม “รองหัวหน้าครับ... เอ่อ... ผู้จัดการคนใหม่ เขาดุไหมครับ?”
“ไม่รู้อ่ะ ยังไม่ได้คุยกันจริงจังเลย... นั่นนายไปเอาไอติมมาจากไหน?” เฉินชิงเหลือบไปเห็นไอศกรีมแท่งในมือเขาพอดี
ถูซินตงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รีบหยิบไอศกรีมแท่งหนึ่งส่งให้ทันที
“พวกเรารู้ว่าคุณร้อนค่ะ พอดีเมื่อกี้ตอนเจ้าหน้าที่หลิวฝ่ายบุคคลออกไปข้างนอก เลยฝากเขาซื้อมาตุนไว้ทั้งกล่องเลย คุณทานเลยค่ะ”
“โอ้โห! ขอบคุณมาก พวกเธอคือผู้ช่วยชีวิตฉัน!”
เฉินชิงรับไอศกรีมมาคาบไว้ในปากอย่างมีความสุข แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อเลขานุการของสือหลิงหยางเดินเข้ามาที่โต๊ะ
“รองหัวหน้าเฉินคะ ผู้จัดการสืออยากพบคุณค่ะ”
เฉินชิงขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยอมลุกขึ้น ถือไอติมแท่งที่ยังกินไม่หมดเดินตามไปที่ห้องทำงานของผู้จัดการ
สือหลิงหยางเหลือบมองไอติมในมือเธอแวบหนึ่งด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะเปิดประเด็น
“ที่นี่ ฉันมีจดหมายร้องเรียนคุณกองอยู่เต็มไปหมด สมัยผู้จัดการเสิ่นเขาคงเก็บเรื่องไว้ให้ หรือเลขาธิการพรรคหยางก็คงตามใจคุณมาตลอด”
“วันนี้ฉันเลยอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว เกี่ยวกับปัญหาทางความคิดของคุณ”
“ฉันมีปัญหาอะไรเหรอคะ?”
“ในฐานะผู้นำ คุณกลับชอบใช้ความรุนแรงจัดการความรุนแรง มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลย”
“คุณใช้วิธีการที่เด็ดขาดกับคนอื่นมากเกินไป ใครก็ตามที่ขัดใจคุณ มักจะจบไม่สวย คุณขาดความประนีประนอม และอีกสารพัด”
สือหลิงหยางผายมือไปทางเลขานุการ ให้เธอยกกล่องเอกสารขนาดใหญ่ออกมาวางโชว์ ทั้งหมดคือจดหมายร้องเรียนเฉินชิงที่ถูกดองไว้
เฉินชิงมองกล่องนั้นสลับกับใบหน้าของผู้จัดการคนใหม่ ก่อนจะเอียงคอถามด้วยสีหน้าซื่อๆ
“คุณไม่เคยสงสัยเหรอคะ ว่าทำไมทั้งผู้จัดการเสิ่นและเลขาธิการพรรคหยางถึงไม่เคยสนใจจดหมายพวกนี้? ...ก็เพราะว่าพวกเขาไม่ชอบเสียเวลาฟังเรื่องไร้สาระของคนโง่ยังไงล่ะคะ”
เธอพูดต่ออย่างสบายอารมณ์ “แต่ดูเหมือนว่า... ผู้จัดการสือจะให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนโง่พวกนั้นเป็นพิเศษเลยนะคะ”
การทำงานของเธอมันต้องเด็ดขาดแบบนี้อยู่แล้ว แค่ญาติพี่น้องของพวกที่โดนเธอเล่นงาน เขียนจดหมายมาด่า ก็กองเป็นภูเขาได้แล้ว
คราวนี้สีหน้าของสือหลิงหยางตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เธอกำลังด่าฉันอยู่เหรอ?”
“อุ๊ย... นี่ยังดูไม่ออกอีกเหรอคะ?”
เฉินชิงทำตาโต อย่างงงงัน
เธอก็นึกว่าเธอพูดตรงมากแล้วนะ
[จบบท]