บทที่ 388: ใบประกาศเกียรติคุณแ
“อืม... ที่คุณพูดมามันก็ใช่ แต่การจะแก้ปัญหาทั้งหมดที่คุณว่ามาทีเดียวนี่ มันไม่ง่ายเลยนะคะ”
สหายหญิงคนหนึ่งเปรยขึ้นหลังจากฟังการบรรยายของเฉินชิงจบ คิ้วของเธอขมวดมุ่นเข้าหากัน
“ใช่ค่ะ มันไม่ง่ายเลย ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำได้สำเร็จแม้เพียงก้าวเดียว เราต้องรีบประกาศให้โลกรู้เลยค่ะ!”
“สมมติว่าคุณคิดค้นวิธีทำรองเท้าหนังให้ใส่เดินนานๆ แล้วไม่กัดเท้าได้เมื่อไหร่ คุณต้องป่าวประกาศจุดแข็งนี้ออกไปดังๆ”
“ยิ่งโรงงานในประเทศเราส่วนใหญ่ยังใช้ฝีมือคนทำ แถมยังเป็นช่างฝีมืออาวุโสที่เก่งๆ ทั้งนั้น เอาสองจุดนี้มาเป็นจุดขายหลักได้เลยค่ะ”
เฉินชิงรู้จุดอ่อนนี้ดี สินค้าของพวกเขาในยุคนี้ยังไม่สามารถเอาไปเทียบชั้นกับสากลได้ตรงๆ สิ่งเดียวที่พอจะอวดอ้างได้คือ ‘ประวัติศาสตร์’ ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และที่สำคัญคือมี ‘ช่างฝีมือรุ่นครู’ อยู่เยอะแยะ
“โอ้โห ขอบคุณมากนะคะสหายเฉิน ฉันพอจะเข้าใจไอเดียของคุณแล้ว ต้องขอบคุณคำแนะนำดีๆ นี้จริงๆ”
“อย่าเกรงใจไปเลยค่ะ การได้ช่วยเหลือทุกคนก็เหมือนดิฉันได้ทำประโยชน์ให้ส่วนรวมนั่นแหละ” เฉินชิงยิ้มรับ
เธอเห็นว่ายังมีคนยกมือถามอีกเพียบ “อ้อ วิธีหา ‘จุดเจ็บ’ ของลูกค้าน่ะง่ายนิดเดียวค่ะ พวกคุณแค่เดินไปถามเขาตรงๆ เลย ว่าใช้ของของเราแล้วไม่ชอบตรงไหน”
“อยากให้แก้ตรงไหน พอเราแก้ได้แล้ว เราก็แค่ตะโกนบอกเขาว่า ‘เราแก้ให้แล้วนะ!’ ทำให้เขารู้สึกว่าเราใส่ใจเขาจริงๆ แค่นั้นเลยค่ะ”
เท่านั้นแหละ ทั้งห้องก็พร้อมใจกันก้มหน้าก้มตาจดบันทึกกันยิกๆ
เมื่อเคลียร์ประเด็นที่สองจบ เฉินชิงก็วกกลับมาที่ประเด็นที่สาม ที่ทำเอาหลายคนแอบอึ้งไปตอนแรก
“ทีนี้ มาถึงคำว่า ‘หน้าด้าน’ ที่ดิฉันพูดไปตอนแรก ทำไมถึงต้องใช้คำนี้? ก็เพราะตอนนี้พวกเรายังขาดความมั่นใจกันสุดๆ เลยค่ะ”
“ในมหรกรรมการค้ากวางเจา ดิฉันเห็นสหายเราหลายคน พอเจอฝรั่งตาน้ำข้าวหน่อย ก็โค้งแล้วโค้งอีก ก้มหัวจนแทบจะติดพื้นอยู่แล้ว คือ... มันก็ไม่ถึงกับผิดหรอกนะคะ แต่มันควรจะต้องปรับปรุง”
“เราให้เกียรติเขาได้ค่ะ แต่อย่าไปถ่อมตัวหรือทำท่าทีประจบประแจงเขาจนเกินเหตุ สองอย่างนี้มันไม่เหมือนกันนะคะ”
“การให้เกียรติคือการที่เราแสดงออกไปโดยที่เรายังยืนเท่ากันกับเขา แต่การประจบเอาใจ มันคือการที่เรายอมให้เขาข่ม ยอมให้เขามองเราจากที่สูงกว่า”
“เราต้องตั้งสติกันใหม่นะคะ เรามาเจอกันเพื่อ ‘ร่วมมือ’ ทางธุรกิจ เราไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรเขา ที่สำคัญคือ บรรพบุรุษของเราอุตส่าห์สู้รบปกป้องแผ่นดินนี้ไว้ให้ เรามีดีพอที่จะยืนคุยกับเขาแบบเชิดหน้าชูตาได้ค่ะ”
แต่เฉินชิงไม่ได้พูดอีกเรื่องหนึ่งออกไป... ว่าอีกไม่นาน ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ประเทศจีนกำลังจะได้กลับเข้าไปนั่งในสหประชาชาติแล้ว
ทั้งห้องประชุมเงียบกริบ
ใครกันจะอยากไปก้มหัวให้คนอื่น แต่ทำยังไงได้ ในเมื่อพวกเขาต้องการเงินตราต่างประเทศอย่างหนัก ของหลายอย่างในประเทศต้องใช้เงินสกุลนอกในการซื้อหา และที่นี่คือเวทีเดียวที่จะหาเงินนั้นได้ พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทาง
แค่ก้มหัวให้ต่างชาติหน่อยจะเป็นไรไป ขอแค่ประเทศได้ประโยชน์ ลูกหลานในอนาคตได้ลืมตาอ้าปาก พวกเขายอมได้ทั้งนั้น
เฉินชิงเข้าใจความคิดนี้ดี เธอรู้ว่าแค่คำพูดปลุกใจของเธอไม่กี่ประโยค ไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติที่ฝังรากลึกมานานได้ในวันเดียว
แต่คนจีนเรียนรู้เร็วจะตายไป... วันนี้อาจจะต้องยอมขายของแบบขาดทุนไปก่อน แต่อีกไม่นานน่ะเหรอ... ตลาดทั้งโลกจะต้องหันมามองจีน!
“สุดท้ายค่ะ ดิฉันขอพูดถึง ‘แพนด้า’ อีกนิด ในงานครั้งนี้ แพนด้าคือสมบัติล้ำค่าที่เราเพิ่งค้นพบกันใหม่”
“หวังว่าต่อไปพวกเราจะช่วยกันขุดเอาของดี ของเด็ด ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติเราออกมาโชว์กันให้มากขึ้นนะคะ สำหรับวันนี้ ดิฉันขอจบการแบ่งปันเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสดิฉันได้มายืนพูดตรงนี้”
เสียงปรบมือดังกระหึ่มราวกับพายุ ทุกคนในห้องลุกขึ้นยืนโห่ร้องด้วยความชื่นชม
เฉินชิงยิ้มกว้าง โค้งคำนับให้ทุกคนอย่างนอบน้อมและงดงาม ท่วงท่าของเธอดูสง่าผ่าเผย
ตากล้องหนุ่มไม่รอช้า รีบกดชัตเตอร์เก็บภาพนั้นไว้ทันที เขาคิดในใจว่าถ้าบรรณาธิการไม่เอาภาพนี้ลงหนังสือพิมพ์ เขาจะอัดรูปนี้ไปให้สหายเฉินเป็นการส่วนตัว
พอนางเอกของงานกลับมานั่งที่ เสียงปรบมือถึงได้ซาลง
หลายคนมองเธอเป็นตาเดียว ยอมรับจากใจจริงว่าเฉินชิงคนนี้ ‘ของจริง’ ไม่ใช่แค่ใจนิ่ง ไม่ตื่นเวที แต่ไหวพริบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือสุดยอด
ยิ่งพอได้ฟังคนอื่นๆ ขึ้นพูดต่อ ทุกคนก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง ว่าสิ่งที่เฉินชิงพูดนั้นมัน ‘มีของ’ และเฉียบแหลมขนาดไหน พอการบรรยายทั้งหมดจบลงเท่านั้นแหละ โต๊ะของเฉินชิงก็โดนรุมทึ้งทันที
การประชุมลากยาวไปอีกนาน กว่าที่ฝูงชนรอบตัวเฉินชิงจะสลายตัว ก็ตอนที่พิธีกรประกาศว่าถึงช่วงสำคัญ... ช่วงมอบรางวัล
และแน่นอน เฉินชิงได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ‘รางวัลบุคคลตัวอย่างด้านการปฏิวัติและส่งเสริมการผลิต’
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนพยักหน้ายอมรับว่าเธอได้รางวัลนี้ไปอย่างไม่มีข้อกังขา
“สหายเฉิน คุณทำได้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ” ผู้นำที่รับผิดชอบงานเดินเข้ามามอบใบประกาศให้เธอด้วยตัวเอง
“พวกเราในนามองค์กร ขอฝากความหวังไว้ที่คุณนะ”
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณที่ให้กำลังใจ ฉันจะตั้งใจทำงานให้หนักขึ้นอีกค่ะ!”
เฉินชิงรับใบประกาศมาถือไว้ แต่สิ่งที่เธอได้รับไม่ได้มีแค่นั้น ยังมี ‘ใบรับรองการจัดซื้อพิเศษ’ อีกหนึ่งใบ
โอ้โห! ใบนี้มันของดีเลยนี่นา! นี่มันหมายความว่า ต่อไปถ้าเธออยากได้ผ้าอะไรที่ผลิตในประเทศ เธอสามารถใช้สิทธิ์ส่วนตัวนี้ยื่นเรื่องขอซื้อตรงจากเมืองใหญ่ได้เลย
สายตาหลายคู่ที่มองมาเต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน
เฉินชิงเองก็ปลื้มจนแก้มแทบแตก แต่ความดีใจยังอยู่ได้ไม่นาน เธอก็ถูกเรียกตัวไป ‘คุยส่วนตัว’
ผู้นำคนเดิมยื่นม้วนผ้าเนื้อดีนำเข้าจากต่างประเทศให้เธอ
“สหายเฉิน ผืนนี้เป็นผ้าอะซิเตท ไม่ใช่รางวัลส่วนตัวของคุณนะ” ผู้นำพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่เป็นภารกิจ เราอยากให้คุณลองเอาไปศึกษาดูหน่อย ว่าผ้าชนิดนี้เหมาะจะเอาไปทำชุดแบบไหนให้ออกมาสวยที่สุด ไม่ว่าจะออกแบบได้เป็นอะไร รีบมารายงานผลให้พวกเราทราบด้วย”
นี่คือผ้าอะซิเตทที่กำลังฮิตระเบิดในญี่ปุ่นตอนนี้ พวกเขาได้มาจำนวนหนึ่ง เลยแบ่งไปให้พวกช่างฝีมืออาวุโสลายครามส่วนหนึ่ง และอีกส่วนก็มาอยู่ที่เฉินชิงผู้นี้ ด้วยความหวังว่ามันสมองของคนรุ่นใหม่จะสร้างสรรค์อะไรที่แตกต่างออกมาได้
เฉินชิงรับม้วนผ้ามา กอดไว้แนบอก “รับทราบค่ะ! ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ จะไม่ทำให้องค์กรต้องผิดหวังที่เชื่อใจฉันเด็ดขาดค่ะ!”
เธอกอดทั้งใบประกาศ ใบรับรอง และม้วนผ้า กลับไปยังบ้านพักรับรอง วันนี้ถือว่าจบงานได้สวยงามและคุ้มค่าสุดๆ
และค่ำคืนนี้ เธอยังมีนัดสำคัญ... นัดกินเป็ดปักกิ่งกับสหายหญิงอีกสองคน!
สหายหญิงทั้งสองคนนี้ อายุอานามน่าจะมากกว่าเธอสามสิบปีขึ้นไป คนหนึ่งคือเซวียตงอวิ๋น สามีตายจากไปแล้ว ใช้ชีวิตแบบสาวโสดสุดชิก
ส่วนอีกคนชีวิตยังต้องสู้หนัก ต้องแบ่งพลังงานเป็นสองส่วนเพื่อประคองทั้งเรื่องงานและเรื่องครอบครัว
ระหว่างทาง พวกเธอก็เม้าท์มอยกันไปเรื่อยเปื่อย พอเฉินชิงเล่าว่าเฮ่อหย่วนสามีเธอเป็นพ่อบ้านเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน ทั้งสองคนก็ตาโต
“หา? จริงดิ? สามีเธออยู่บ้านเลี้ยงลูกเหรอ?”
“ค่ะ ก็สลับกันไป”
แต่พวกเธอก็ไม่ได้จมอยู่กับเรื่องชีวิตคู่นานนัก แค่หยิบมาคุยเป็นพิธีให้พอรู้จักกันมากขึ้นเท่านั้น หัวข้อหลักจริงๆ คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การ ‘ปกครอง’ ลูกน้อง
สองสาวใหญ่ต่างถ่ายทอดเคล็ดลับเด็ดๆ ให้เฉินชิงเป็นการตอบแทนที่เธอให้คำแนะนำดีๆ ในที่ประชุม
เฉินชิงตั้งอกตั้งใจฟังอย่างดี ไม่นานนัก ทั้งสามก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านฉวนจวี้เต๋อ
เฉินชิงเป็นคนผลักประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของร้านเข้าไป ทันใดนั้น... กลิ่นหอมอุ่นๆ ที่ผสมปนเปกันระหว่างกลิ่นถ่านไม้ผลไม้ที่ใช้ย่าง กับกลิ่นมันเป็ดหอมๆ ก็ลอยมาปะทะจมูกเต็มๆ
บนผนังด้านในสุดของโถง แขวนป้ายคำขวัญขนาดใหญ่ ‘รับใช้ประชาชน’
“โอ้โห ร้านสว่างจังเลย”
“ได้ยินว่าเป็ดปักกิ่งร้านนี้แพงหูฉี่ พวกเราสามคนลองสั่งมาชิมสักตัวก่อนดีไหม?” เซวียตงอวิ๋นเสนอ
“ดีค่ะ เอาตัวเดียวก่อน” เฉินชิงอาสาเดินไปสั่งอาหาร เธอมองเมนูบนกระดานดำเล็กๆ ที่แขวนอยู่
“เอาเป็ดปักกิ่งหนึ่งตัวค่ะ แล้วก็ซุปโครงเป็ด กับหัวใจเป็ดผัด อย่างละที่ค่ะ”
“รอสักครู่ได้เลยสหาย!”
เฉินชิงยืนรอด้วยใจระทึก... ฉวนจวี้เต๋อ! ชาติที่แล้วเธอไม่เคยได้เหยียบเข้ามาเลย!
ชีวิตที่แล้วของเธอมันคือชีวิตวัวงานโดยแท้! กินแต่ผัก เคี้ยวแต่หญ้าวนไป บ้างานจนลืมรสชาติของชีวิต แถมยังภูมิใจในความเป็นวัวงาน ไม่สนเนื้อสัตว์ สนแต่หญ้าอ่อน...
พอได้มายืนสูดกลิ่นหอมฟุ้งที่อบอวลไปทั่วร้านตอนนี้ เฉินชิงถึงกับน้ำตาซึม ชาติที่แล้วของเธอมันช่างสูญเปล่า! ชาตินี้เธอเกิดมาเพื่อกิน! เพื่อกินเท่านั้น!
และเมื่อเป็ดปักกิ่งถูกนำมาเสิร์ฟ... แค่คำแรกที่ฟันของเธอกัดทะลุผ่านหนังกรอบๆ ความมันของเป็ดก็แตกซ่านไปทั่วโพรงปาก
เฉินชิงรู้สึกเหมือนตัวเธอกำลังจะลอยขึ้นสวรรค์ วิญญาณของเธอกำลังได้รับการชำระล้างด้วยเป็ดปักกิ่ง!
“อร่อย... อร่อยมากกก!”
มิน่าล่ะ เป็ดตัวเดียวล่อไปแปดหยวนห้าเหมา! มันคุ้มค่าทุกเหมาจริงๆ!
เซวียตงอวิ๋นมองท่าทางของเฉินชิงที่กินไปทำตาพริ้มไปเหมือนคนขึ้นสวรรค์ จนแทบจะร้องไห้ออกมา เธอก็อดขำไม่ได้ ในที่สุดก็ได้เห็นมุมที่สมวัยเด็กสาวจากคนที่ปกติทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัยตลอดเวลา
“ฮะๆ ดูท่าทางเธอจะชอบจริงนะ ถ้าติดใจขนาดนั้น เดี๋ยวพวกเราสั่งอีกตัวเลยเป็นไง” แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“เอาค่ะ!”
เฉินชิงพยักหน้าหงึกๆ ตอบรับทันควัน
เซวียตงอวิ๋นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “ว่าแต่เรื่องตำแหน่งหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานของเธอน่ะ เธอมั่นใจนะว่าจะไม่ย้ายไปอยู่โรงงานเสื้อผ้า? ฉันว่าถ้าเธอไปที่นั่นโดยตรง มันน่าจะช่วยให้เธอโตเร็วกว่านี้อีกนะ”
[จบบท]