บทที่ 394: สถานะในครอบครัว
“ตอนนี้ยังไม่มีครับ” เฮ่อหย่วนตอบ
“เยี่ยม ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไรก็บอกผมได้เลยนะ ผมเปิดรับฟังเต็มที่” ผู้จัดการหลิวหาทางดึงเฮ่อหย่วนมาเป็นพวก
เฉินชิงนั้นสังกัดคณะกรรมการโรงงาน ทั้งไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน การจะดึงมาเป็นพวกนั้นยากเย็น แถมดูท่าทางแล้วก็ไม่น่าจะใช่คนที่ยอมฟังคำสั่งใครง่ายๆ ที่สำคัญคือไม่น่าจะทำประโยชน์อะไรให้ตำแหน่งของเขาได้เลย
แต่เฮ่อหย่วนต่างออกไป เขาเป็นนักวิจัย แถมประวัติยังมีรอยด่างพร้อย ผลงานของเขาจึงง่ายต่อการนำมาอ้างสิทธิ์
แม้ว่าปัจจุบันสถานะของเฮ่อหย่วนจะไม่ถูกหยิบยกมาโจมตีแล้ว แต่ในแฟ้มประวัติ เขาก็ยังเป็นแค่ลูกหลานนายทุน ตราบใดที่ยังไม่ถูกนับเป็นมวลชน องค์กรก็ไม่มีวันไว้ใจเขาร้อยเปอร์เซ็นต์
มิฉะนั้น ด้วยมันสมองระดับเฮ่อหย่วน ป่านนี้คงถูกส่งไปทำการวิจัยในถิ่นทุรกันดารที่สุดแล้ว การที่เขายังอยู่ที่นี่ได้อย่างสุขสบายดี ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขายังไม่ได้รับความไว้วางใจเต็มร้อย
ผู้จัดการหลิวไม่ได้คิดจะขูดรีดอะไร แค่ต้องการให้ผลงานที่เฮ่อหย่วนเคยทำให้ผู้จัดการเสิ่น ต้องมีส่วนแบ่งมาถึงเขาด้วยเท่านั้น
“ครับ” เฮ่อหย่วนรับคำด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าก็เรียบเฉยไม่แพ้กัน
“ภรรยาคุณได้เป็นหัวหน้าแล้วนะ ถ้าคุณอยากจะลองชิงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันวิจัยดูบ้าง ผมก็จะช่วยดันให้เต็มที่”
ผู้จัดการหลิวรู้ดีว่าผู้ชายคิดอย่างไร เขาเข้าใจความรู้สึกนี้ดี การต้องอยู่ใต้คนอื่นมันน่าอึดอัด โดยเฉพาะการมีตำแหน่งต่ำกว่าภรรยาตัวเอง ถ้าคนนอกรู้เข้าคงได้อับอายกันพอดี
เฮ่อหย่วนเงยหน้าขึ้นสบตา “ไม่จำเป็นครับ”
“คุณยอมให้ตำแหน่งตัวเองต่ำกว่าภรรยาเนี่ยนะ?” ผู้จัดการหลิวไม่คิดว่าคนอย่างเฮ่อหย่วนจะเป็นพวกกลัวเมีย
ด้วยความสามารถระดับนั้น ขอเพียงแค่เขายอมก้มหัวสักหน่อย ก็มีคนนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาอุ้มชูเขา
คนประเภทนี้ ขนาดให้ไปทำงานใต้เจ้านายใหญ่โตยังไม่ยอม แล้วทำไมถึงยอมเดินตามหลังภรรยาตัวเองได้ เฉินชิงคนนั้น ต่อให้ดูหยิ่งยโสและเก่งกาจ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
เฮ่อหย่วนขมวดคิ้ว “ผู้จัดการหลิวครับ เมื่อเทียบอายุกับความสามารถแล้ว ผู้หญิงคนนั้นถือเป็นระดับแนวหน้าของประเทศเลย การที่ผมมีตำแหน่งต่ำกว่า มันก็เป็นเรื่องปกติมาก”
ผู้จัดการหลิวเริ่มตามความคิดของคนหนุ่มสาวไม่ทัน ถ้าเฉินชิงยังก้าวหน้าต่อไปไม่หยุด เฮ่อหย่วนไม่กลัวโดนทิ้งไว้ข้างหลังหรือไง?
จริงอยู่ที่เฮ่อหย่วนมีความสามารถระดับประเทศ แต่ตราบใดที่ประวัติเขายังด่างพร้อย เขาก็ไม่มีวันไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพการงานได้อยู่ดี
ผู้จัดการหลิวคิดวนไปวนมา ก่อนจะตบบ่าปลอบใจอีกฝ่ายอย่างเข้าอกเข้าใจ
“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวรอให้เฉินชิงท้อง ทุกอย่างก็เข้าที่เอง พอผู้หญิงมีลูก ความสนใจทั้งหมดก็จะเทไปที่ครอบครัว ถึงตอนนั้น คุณนี่แหละที่จะมีตำแหน่งสูงสุดในบ้าน”
คิ้วของเฮ่อหย่วนขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม “หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นคลอด ผมจะลา 1 ปีครับ”
“คุณว่าอะไรนะ!” ผู้จัดการหลิวแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ผู้หญิงคนนั้นตั้งท้อง ผมก็จะดูแลลูกเอง” เฮ่อหย่วนรู้ว่านี่อาจไม่ใช่ความเท่าเทียมที่สมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุดเท่าที่เขาจะคิดได้ในตอนนี้
ผู้จัดการหลิวอ้าปากค้าง “คุณเสียสติไปแล้วหรือไง! นี่มันช่วงขาขึ้นในอาชีพคุณเลยนะ คุณรู้ตัวไหมว่าการลา 1 ปีมันหมายความว่าอะไร? องค์กรไม่มีวันอนุมัติเรื่องบ้าๆ แบบนี้แน่”
นัยน์ตาของเฮ่อหย่วนฉายแววเย็นชา “ผู้จัดการหลิวครับ คุณอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ถึงประวัติผมจะมีมลทิน แต่ทรัพย์สินที่ครอบครัวผมบริจาคไป มันช่วยชีวิตคนไว้มหาศาล เงินพวกนั้น... มันซื้อชีวิตผมไว้”
ย้อนไปในยุคสงคราม คุณปู่ของเขาก็เคยให้ทุนสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ พอถึงยุคก่อตั้งประเทศ ก็เป็นเจ้าของที่ดินกลุ่มแรกๆ ที่ยอมคืนที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน ไม่อย่างนั้น ครอบครัวนายทุนใหญ่อย่างเขา ไม่มีทางรอดชีวิตมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้หรอก
ที่เขายังมีลมหายใจอยู่ได้ ก็เพราะครอบครัวเขารวย รวยล้นฟ้า คนพวกนั้นสั่งให้เขาเขียนรายงานส่งได้ทุกวัน แต่ไม่มีปัญญาฆ่าเขาให้ตายได้!
เขาเลือกที่จะทำงานวิจัย หนึ่งคือเพื่อล้างประวัติ สองคือเพราะเขาชอบ ที่ผ่านมาเขาอาจจะยอมให้คนอื่นใช้เรื่องสถานะมาควบคุมบ้าง
แต่ตอนนี้ กระบวนการล้างประวัติของเขามันเสร็จสิ้นแล้ว หลักฐานสถานะในปัจจุบันของเขาคือ ‘มวลชน’ ถ้ายังมีใครกล้าปากดีเรียกเขาว่าลูกหลานนายทุน คนพวกนั้นต่างหากที่จะโดนหน่วยงานพิเศษลากตัวไปสอบสวน ส่วนตัวเขา ปลอดภัยดี
คำว่า ‘นายทุน’ ใช้ทำอะไรเขาไม่ได้อีกต่อไป และพวกผู้นำ ก็หมดเหตุผลที่จะมาบงการชีวิตเขาแล้ว
เฮ่อหย่วนลุกขึ้นยืนเต็มตัวแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ผู้จัดการหลิวมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความงุนงง
ก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน เขาก็แค่หวังดีช่วยคิดหาทางออกให้! ทำไมถึงไม่รู้จักบุญคุณคนเอาซะเลย!
ไอ้พวกนี้มันไม่มีใครทำให้เขาเบาใจได้สักคน!
***
เฮ่อหย่วนกลับมาถึงสถาบันวิจัย เหมาเจี้ยนกั๋วก็ทักเขาไว้ทันที “เฮ่อหย่วน ผู้จัดการหลิวเรียกนานไปคุยเรื่องอะไรเหรอ?”
“ไม่มีอะไรครับ” เฮ่อหย่วนเดินกลับเข้าห้องทำงานไป
เหมาเจี้ยนกั๋วได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะประกาศธุระต่อไป “อ้อ พรุ่งนี้สหพันธ์สตรีเขามีกิจกรรมนะ หลัง 6 โมงเย็น ให้คนในสถาบันวิจัยทุกคนไปรวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่ด้วย”
“ครับ” เฮ่อหย่วนรับคำแล้วกลับมาจดจ่อกับเอกสารบนโต๊ะ เขากำลังคิดหาวิธีที่จะทำให้สถาบันวิจัยแห่งนี้ แยกตัวออกมาขึ้นตรงต่อส่วนกลางได้อย่างสมบูรณ์
ผู้จัดการเสิ่นคนก่อน พยายามแทรกแซงสถาบันวิจัยเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง แต่ตอนนี้เมื่ออีกฝ่ายไปแล้ว เฮ่อหย่วนก็ไม่คิดจะยอมให้คนของโรงงานเครื่องจักรมามีอำนาจเหนือพวกเขาอีกต่อไป
ช่วงบ่าย เฮ่อหย่วนเลิกงานตรงเวลาเป๊ะ แต่เขากับเฉินชิงไม่มีทางเจอกัน เพราะเพียงเสี้ยววินาทีที่เสียงกริ่งเลิกงานดังขึ้น สหายเฉินชิงก็ทะยานไปถึงประตูรั้วโรงงานเครื่องจักรเรียบร้อยแล้ว ส่วนเขายังต้องเดินทอดน่องอีกไกลกว่าจะถึงประตู
เมื่อเฮ่อหย่วนกลับถึงบ้าน ก็เห็นเสี่ยวอวี้กำลังนวดไหล่ให้เฉินชิงอยู่ “เสี่ยวอวี้ ออกแรงอีกหน่อยสิจ๊ะ น้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”
เฉินชิงกำลังแทะสาลี่อย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ดวงตาหรี่พริ้มอย่างมีความสุข
เฮ่อหย่วนเดินยิ้มๆ เข้าไป ส่งสัญญาณมือให้เสี่ยวอวี้ถอยไป แล้วเขาก็เข้ารับตำแหน่งนวดไหล่ต่อจากหลานสาว
“อ้า... ใช่ๆ แรงแบบนี้แหละ... เอ๊ะ... ไม่ใช่สิ...” เฉินชิงเอี้ยวตัวหันกลับไปมอง เป็นเขาจริงๆ ด้วย รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอ คืนนี้เรามีโจ๊กกุ้งนะ ต้มเสร็จแล้วด้วย คุณจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำกับข้าว มาๆ นวดให้ฉันต่อเลย ดีจัง ฮ่าฮ่าฮ่า...”
ความอบอุ่นก่อตัวขึ้นในดวงตาสีเข้มของเฮ่อหย่วน “ผมนวดให้แบบนี้ แล้วผมจะได้เงินค่าขนมเพิ่มไหมครับ?”
“แหม สามีภรรยากันแท้ๆ จะมาคิดเล็กคิดน้อยอะไรกัน” เฉินชิงปัดข้อเรียกร้องของเขาทิ้ง
เธอกลับไปนั่งท่าเดิมอย่างมีความสุข เพลิดเพลินกับการแทะสาลี่หวานฉ่ำต่อ
หลังจากสบายตัวไปสักพัก ดูเหมือนมโนธรรมของเฉินชิงจะเริ่มทำงาน
“เอางี้ เดี๋ยวฉันปอกสาลี่ให้คุณลูกนึง สาลี่ช่วงนี้หวานชื่นใจมากเลยนะ พี่จางตงเหมยเขาเอามาให้”
เฮ่อหย่วนยิ้ม “ครับ”
“ได้เวลาโจ๊กแล้ว!” เสียงเฮ่ออวี้เสียงตะโกนดังมาจากในครัว
ทั้งคู่จึงพากันไปล้างมือ จัดเตรียมชาม แล้วไปนั่งที่โต๊ะอาหารในห้องโถง เสี่ยวอวี้ตักโจ๊กกุ้งใส่ชามจนพูน เธอใช้ช้อนค่อยๆ แซะโจ๊กที่ขอบชามขึ้นมา เป่าลมใส่จนแก้มป่อง พอคิดว่าหายร้อนแล้วก็ลองใช้ริมฝีปากแตะดู จากนั้นจึงค่อยๆ ตักเข้าปาก
เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเอ็นดูจนใจละลาย น่ารักอะไรอย่างนี้
โจ๊กกุ้งรสชาติหวานอร่อย แต่การซดโจ๊กร้อนๆ ในสภาพอากาศแบบนี้ ต่อให้เปิดพัดลมจ่อก็ยังเหงื่อซึมอยู่ดี เมื่อกินกันเสร็จ ทั้งบ้านจึงนั่งพัก เป่าพัดลมไปพลางใช้พัดโบกไปพลาง
พักใหญ่ๆ เฉินชิงก็ลุกไปปอกสาลี่ลูกโตส่งให้เฮ่อหย่วน “คุณลองชิมดูสิ หวานมาก แถมน้ำยังเยอะอีกต่างหาก”
เฮ่อหย่วนรับมา “เก็บมาจากบนเขาเหรอครับ?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเขาเอามาให้ เราก็เลยให้คูปองอุตสาหกรรมแลกไป” เฉินชิงรู้สึกว่านี่คือการแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ มันก็ดีเหมือนกัน
เฮ่อหย่วนพยักหน้า พอกัดสาลี่เข้าไปก็พบว่าหวานฉ่ำอย่างที่เธอบอกจริงๆ เขากินเสร็จก็ปลีกตัวไปอ่านหนังสือในห้องหนังสือ สักพักเฉินชิงก็เดินตามมาขอซองจดหมาย
เฮ่อหย่วนเงยหน้าขึ้นถาม “คุณจะเขียนจดหมายไปหาใครเหรอ?”
“คืออย่างนี้นะ ตอนไปประชุมอุตสาหกรรมเบารอบนี้ ฉันดันไปเจอคนที่ฉันปลื้มมากๆๆๆๆ เข้าคนหนึ่ง ฉันเลยต้องรีบเขียนจดหมายไปสานสัมพันธ์ไว้หน่อย”
“ว่าแต่... คุณว่าฉันควรส่งของพื้นเมืองแถวนี้ไปให้เขาด้วยดีไหม? มันจะดูเหมือนฉันพยายามประจบเขามากไปหรือเปล่า? แต่ก็นะ เขาเก่งขนาดนั้น ฉันก็ต้องพยายามประจบให้สุดตัวแหละ ถึงจะทำให้เขาจำฉันได้ จริงไหม?”
[จบบท]