บทที่ 396: ละครฉากแรกของสหพันธ์สตรี
สหพันธ์สตรีต้องรับบทหนักในการจัดแสดงละครเวทีที่หอประชุมใหญ่ ปัญหาคือที่นั่งมันไม่พอกับจำนวนคน งานนี้โรงงานเครื่องจักรเลยต้องใช้วิธีแบ่งรอบกันเข้าไปดู
หัวหน้าหลินวิ่งวุ่นจนแทบไม่มีเวลากินเวลานอน
ยิ่งใกล้เวลาแสดงเท่าไหร่ ปัญหาก็ยิ่งผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
นักแสดงหลายคนดันมาตื่นเวทีเอาดื้อๆ ไม่กล้าขึ้นแสดง ครั้นจะหาคนมาเสียบแทนก็ไม่ทันแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือต้องกล่อมกันสุดชีวิต
“คือ... หัวหน้าหลินคะ เรื่องของเรื่องมันไม่ใช่แค่ตื่นเต้นน่ะสิคะ แต่พอฉันเอาเรื่องบทที่จะต้องแสดงไปเล่าให้ที่บ้านฟัง พ่อกับแม่พากันสั่งห้ามไม่ให้ฉันเล่นเลยค่ะ”
หวังซิ่วอวิ๋นก้มหน้างุด ใช้นิ้วจิกริมฝีปากตัวเอง
เธอดันได้รับบทเป็นนางเอกของเรื่อง “โซ่ตรวนในสมุดจดคะแนนงาน”
แค่ชื่อเรื่องก็ว่าหนักแล้ว ธีมของเรื่องหนักยิ่งกว่า: การใช้ความรุนแรงทางเศรษฐกิจในครอบครัว
ตอนแรกที่พ่อแม่เธอได้ฟังเนื้อเรื่อง ก็ยังแสดงความสงสารเธออยู่หรอก แต่พอฟังไปถึงช่วงท้ายๆ เท่านั้นแหละ ท่านทั้งสองก็เริ่มมองว่าบทบาทนี้จะทำให้ "ราคา" ในตลาดหาคู่ของเธอตกต่ำลง
หัวหน้าหลินถอนหายใจ “แล้วตัวเธอเองล่ะ อยากแสดงหรือเปล่า”
“ฉัน... ฉันไม่รู้ค่ะ...”
เสียงของหวังซิ่วอวิ๋นอู้อี้
แน่นอนว่าเธออยากแสดง
แต่สถานะของเธอมันซับซ้อน เธอเป็นอดีตปัญญาชนที่โชคไม่ดี ป่วยจนต้องถูกส่งตัวกลับบ้าน สถานะในบ้านจึงไม่ต่างอะไรจากอากาศธาตุ
ทางรอดเดียวในชีวิตของเธอคือการหาผู้ชายดีๆ สักคนแต่งงานออกไป
ถ้าโอกาสนี้มันพังลงเพราะการแสดงละคร แถมยังถูกคนที่บ้านไล่ออกจากบ้านอีก เธอก็ไม่รู้จะไปตายเอาดาบหน้าที่ไหน
หัวหน้าหลินมองตาเธอ “เธอกลัวอะไรอยู่กันแน่”
“ถ้าฉันเล่นเรื่องนี้... อนาคตฉันคงหาคนมาแต่งงานด้วยยากมากแน่ๆ ค่ะ” หวังซิ่วอวิ๋นยังคงไม่สบตา
หัวหน้าหลินตบโต๊ะเบาๆ “เธอแสดงไปเลย แสดงให้เต็มที่ ส่วนเรื่องหาคู่ ฉันจัดการให้เธอเอง!”
“หัวหน้าจะ... จะช่วยฉันจริงๆ เหรอคะ” หวังซิ่วอวิ๋นเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกาย
“จริงสิ!”
เมื่อเห็นว่าหวังซิ่วอวิ๋นยอมตกลง หัวหน้าหลินก็แทบจะหมดแรง
หวังซิ่วอวิ๋นไม่ได้พิศวาสการมีสามีอะไรนักหนา
เธอแค่ต้องการ "ที่ซุกหัวนอน" เป็นของตัวเอง
หัวหน้าหลินต้องเดินสายปลอบขวัญนักแสดงไปทีละคน ขอร้องให้ทุกคนทุ่มเทกับการแสดงครั้งสำคัญนี้
การเตรียมงานดำเนินไปอย่างเร่งร้อนที่สุด
พอเสียงออดเลิกงานดังขึ้น เฉินชิงก็ตรงดิ่งมาที่หอประชุมใหญ่ทันที เธอมาช่วยจัดแจงความเรียบร้อย และที่สำคัญ ต้องมารับจ๊อบจำเป็นเป็นพิธีกรคู่กับหัวหน้าหลินสำหรับรอบปฐมทัศน์นี้
หกโมงเย็นปุ๊บ ผู้คนก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาในหอประชุมใหญ่ ใครที่ไม่มีบัตรเชิญแต่ใจรัก ก็พากันไปเกาะขอบหน้าต่างส่องดู ส่วนด้านใน ไม่ต้องพูดถึง แน่นเอี๊ยด
เฉินชิงยกนาฬิกาขึ้นดู ได้เวลาพอดี เธอจึงก้าวขึ้นไปบนเวที
“สหายทุกท่าน สวัสดีค่ะ ดิฉันเฉินชิงนะคะ”
เสียงปรบมือและเสียงโห่แซวดังลั่น
ดูเหมือนว่าเธอจะยึดตำแหน่งพิธีกรหลักของโรงงานเครื่องจักรไปโดยสมบูรณ์แล้ว
แถวหน้าสุด เลขาธิการเติ้งกับผู้จัดการหลิวกำลังมองเธอบนเวที ผู้จัดการหลิวเปรยขึ้นมา “หัวหน้าเฉินนี่เขารับจ๊อบเก่งจริงๆ ทำได้ทุกอย่างเลยนะ”
เลขาธิการเติ้งพยักหน้าเห็นด้วย “แบบนี้เราน่าจะพิจารณาเพิ่มสวัสดิการให้เธอเป็นพิเศษนะ”
ผู้จัดการหลิว “???”
เขาแค่ชมเฉยๆ ไม่ได้หมายความแบบนั้น
แต่ก็ไม่กล้าขัดคอเลขาธิการพรรค
ขืนเฉินชิงรู้เรื่องนี้เข้า แล้วหาทางมาเอาคืนเขาทีหลังล่ะแย่เลย
บนเวที เฉินชิงกล่าวแนะนำละครฉากแรกจบลง
ทีมงานฝ่ายฉากก็เริ่มเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เข้าที่
บรรยากาศในหอประชุมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่คาดเดาไม่ได้ว่ากำลังจะได้ดูอะไร
“เฮ้ย ตื่นเต้นว่ะ ไม่รู้สหพันธ์สตรีจะเล่นเรื่องอะไร”
“นั่นสิ ไม่ได้ดูละครดีๆ มานานแค่ไหนแล้ว”
“เขาว่ามีตั้งแปดฉากแน่ะ คืนนี้ได้ดูกันตาแฉะแน่นอน!”
เสียงพูดคุยดังอื้ออึงไปทั่ว
ทาเลียก็นั่งอยู่ในกลุ่มผู้ชมด้วย
นี่เป็นละครที่เฉินชิงย้ำนักย้ำหนาว่าเธอห้ามพลาดเด็ดขาด
เธอจึงต้องลงทุนสวมวิกผมมานั่งดูอย่างตั้งใจ
ม่านสีแดงกำมะหยี่บนเวทีค่อยๆ ถูกดึงแยกออกจากกัน
ฉากที่ปรากฏคือบ้านดินเก่าๆ หลังหนึ่ง ผนังติดหนังสือพิมพ์ที่เหลืองกรอบจนสีซีดจางไปหมดแล้ว ตรงมุมห้องมีจอบเสียมกองรวมกันไว้
แสงสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดเพียงดวงเดียว สาดส่องให้เงาของคนบนเวทีดูบิดเบี้ยวและใหญ่โตน่าขนลุก
หวังซิ่วอวิ๋นในบทบาทนักแสดง ลากเท้ากลับเข้าบ้านด้วยสภาพอิดโรย เสื้อนวมที่สวมอยู่มีรอยปะชัดเจนตรงหัวไหล่
เธอล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้ออย่างกลัวๆ กล้าๆ หยิบสมุดจดคะแนนงานเล่มเล็กออกมา แล้วยื่นสองมือส่งให้หลี่ต้าจ้วง สามีของเธอที่กำลังนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าแคะฟันอย่างสบายอารมณ์
หลี่ต้าจ้วงกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกระชากสมุดเล่มนั้นไป พลิกดูผ่านๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมาดัง "หึ!"
“หา! ได้มาแค่แปดคะแนนงานเนี่ยนะ! นี่รู้ไหมว่าเมียไอ้หวังหมาจื่อข้างบ้านน่ะ เขาทำได้ตั้งเก้าคะแนน! เธอมันไม่ได้เรื่องจริงๆ! เปลืองข้าวสุกที่บ้านฉันชะมัด!”
น้ำลายของเขาแทบจะกระเด็นมาโดนหน้าหวังซิ่วอวิ๋น
หญิงสาวสะดุ้งตัวโยน “คือ... วันนี้... วันนี้เสี่ยวยาเขาไม่สบาย เป็นไข้ตัวร้อน ฉันเลยต้องรีบกลับมาก่อนเวลาน่ะค่ะ”
คนดูที่นั่งอยู่แถวหน้าเริ่มขมวดคิ้ว
ผู้ชายคนนี้มันยังไง
เมียทำงานได้แปดคะแนนก็บุญแล้ว ยังมีหน้ามาบ่นอีก!
หวังซิ่วอวิ๋นรวบรวมความกล้าถาม “ฉัน... ฉันขอพาลูกไปหาหมอหน่อยได้ไหมคะ”
“อ๋อ ที่แท้ก็อยากได้เงินนี่เอง! คิดว่าฉันอ่านเกมเธอไม่ออกหรือไงห๊ะ! คิดว่าเงินขี้ประติ๋วที่เธอหามาได้มันจะไปพอทำอะไรกิน!”
“บอกไว้เลยนะ ถ้าบ้านนี้ไม่มีฉันคอยค้ำไว้ ป่านนี้มันพังครืนไปนานแล้ว! วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่เลี้ยงนังตัวสูบเลือดสูบเนื้อนั่น คอยแต่จะผลาญเงินในบ้าน!”
“ก็แค่ไอค่อกแค่ก! มันจะเป็นอะไรไปนักหนา! แล้วไอ้หมอเท้าเปล่านั่นน่ะ เธอคิดว่ามันเก่งมาจากไหน มันรักษาคนตายไปกี่ศพแล้ว! เธอไปหาก็เท่ากับเอาเงินไปโยนทิ้ง! นี่ฉันอุตส่าห์หวังดีกับเธอหรอกนะ ไม่เข้าใจหรือไง!”
หลี่ต้าจ้วงร่ายยาวเป็นชุด
หวังซิ่วอวิ๋นน้ำตาร่วงเผาะ กอดลูกสาวไว้แนบอก “ฉันไหว้ล่ะค่ะคุณ ลูกไอจนจะออกมาเป็นเลือดอยู่แล้ว ขืนช้ากว่านี้ ลูกต้องเป็นอะไรไปแน่ๆ เลย”
“โธ่เว้ย! เด็กมันจะเป็นอะไรง่ายๆ ขนาดนั้นได้ยังไง! นี่เดี๋ยวเพื่อนฉันจะมาตั้งวงกินเหล้าที่บ้าน รีบๆ ไปเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วก็ไปหาทำกับแกล้มมาด้วย!”
“แต่... แต่เสี่ยยาล่ะคะ”
“เด็กตัวแค่นี้ ร่างกายมันยังสดใหม่อยู่เลย จะไปเป็นอะไรได้ง่ายๆ! เธอดูลเราสองคนสิ เคยต้องไปหาหมอที่ไหนบ้างไหม ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ยังอยู่ดีนี่ไง! ไปได้แล้ว!”
“ฉัน...”
“สรุปว่าจะไปหรือไม่ไป!”
หลี่ต้าจ้วงไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าไม้ท่อนที่วางอยู่ใกล้ๆ ฟาดเปรี้ยงลงบนแผ่นหลังบางๆ ของเธอ
“แค่ก... แค่ก... แค่ก...”
เสียงเด็กน้อยไอดังลั่น เธอไอจนตัวโยน ต้องเอาผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมาปิดปากไว้
และเมื่อเธอดึงผ้าเช็ดหน้าออกมา—
ไฟสปอตไลต์ทั้งดวงสาดจับไปที่จุดนั้น!
บนผ้าเช็ดหน้าผืนสีขาว ปรากฏรอยเลือดสีแดงสดข้นเหนียวกองใหญ่อย่างน่าสะพรึงกลัว!
เสียงฮือฮาดังขึ้นพร้อมกันทั้งหอประชุม!
“ไอ้ชั่ว!”
“นั่นลูกแกนะโว้ย!”
“นี่มันคนหรือสัตว์กันแน่วะ!”
เสียงก่นด่าดังระงมมาจากที่นั่งผู้ชม
โดยเฉพาะกลุ่มสหายหญิงที่เดือดดาลเป็นพิเศษ
“ทำไมโง่แบบนี้เนี่ย! ตัวเองก็หาเงินได้ ทำไมต้องเอาเงินไปให้ผัวหมด! พอให้ผัวหมดเป็นไงล่ะ แม้แต่ลูกป่วยยังไม่มีปัญญาพาไปหาหมอ!”
“เลี้ยงผัวไม่พอยังทำร้ายลูกอีก จะทนอยู่ในการแต่งงานแบบนี้ไปเพื่ออะไร!”
“ลูกจะตายอยู่แล้ว! ยังจะมัวสนใจผัวเฮงซวยนั่นอีกเหรอ ตบมันเลยสิ!”
ปกติละครที่สหพันธ์สตรีเคยทำ พล็อตเรื่องมักจะจบลงแค่ตรงนี้ คือการตีแผ่ให้เห็นความทุกข์ของผู้หญิง
หรือไม่ก็ตัดจบไปที่ตอนจบแฮปปี้เอนดิ้ง ที่นางเอกใช้ความดีชนะใจสามี ซึ่งเป็นแบบที่คนดูชอบ หรือบางทีก็จบห้วนๆ ดื้อๆ ไปเลยว่านี่คือตัวอย่างเลวๆ ที่ห้ามทำตาม
แต่หวังซิ่วอวิ๋นบนเวที ตอนที่เธอเห็นกองเลือดในมือลูกสาว ร่างของเธอก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
หลี่ต้าจ้วงที่เห็นเมีย ซึ่งปกติคนชอบชมว่าดีนักหนา กำลังกลัวจนตัวสั่น เขากลับรู้สึกสะใจ “อยากได้เงินมากใช่ไหม! เอ้า! เอาไปเลย!”
เขาควักธนบัตรสิบกว่าใบออกมา แล้วโปรยใส่หัวของหวังซิ่วอวิ๋นราวกับโปรยทาน
หวังซิ่วอวิ๋นกำลังจะก้มลงไปเก็บเงินที่พื้น แต่จู่ๆ มือของเธอก็ถูกลูกสาวจับไว้แน่น
เสี่ยวยาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเด็กน้อยว่างเปล่าไร้แวว เธอมองไปที่พ่อแล้วเอ่ยถาม:
“พ่อ... ถ้าหนูตาย... มันจะช่วยประหยัดเงินใช่ไหมคะ... ถ้าหนูตาย... แม่ก็จะได้ไม่ต้องทำงานหนักอีกใช่ไหม”
คำพูดนั้นกระแทกใจคนดูทั้งหอประชุม หลายคนที่อินจัดถึงกับปล่อยโฮออกมาตรงนั้น
ร่างกายของหวังซิ่วอวิ๋นชาวาบ เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียง “อ๊าาาาา—”
ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองอย่างตกตะลึง เธอไม่สนใจเงินที่พื้นแม้แต่น้อย แต่กลับใช้แรงทั้งหมดพุ่งเข้าใส่หลี่ต้าจ้วง เพื่อแย่งสมุดจดคะแนนงานเล่มนั้นกลับคืนมา
หลี่ต้าจ้วงไม่ทันตั้งตัว โดนกระแทกจนเซถลา “นังนี่! คิดจะก่อกบฏเหรอห๊ะ!”
หวังซิ่วอวิ๋นไม่ฟังเสียงใดๆ ทันทีที่สมุดอยู่ในมือ เธอก็ฉีกมันทิ้ง
เธอดูเหมือนแม่สัตว์ที่บาดเจ็บและถูกต้อนจนมุม เธอกระหน่ำฉีกทึ้งสมุดเล่มนั้นอย่างบ้าคลั่ง!
เศษกระดาษปลิวว่อนไปทั่วเวที มันดูเหมือนเศษเสี้ยวของโซ่ตรวนที่แตกสลาย
มันร่วงหล่นลงบนใบหน้าที่เหวอไปแล้วของหลี่ต้าจ้วง ตกลงบนผ้าเช็ดหน้าที่ชุ่มเลือด และตกลงบนพื้นเวทีที่เย็นเฉียบ
หวังซิ่วอวิ๋นจ้องสามีเขม็ง “ที่นี่คือซินหัวกั๋ว! ฉันมีมือมีตีน ฉันหาเงินเลี้ยงตัวเองได้! เราสองคนคือหุ้นส่วนชีวิต ไม่ใช่ทาสที่คุณจะเหยียบย่ำยังไงก็ได้! และวันนี้! ฉันจะต้องพาลูกของฉันไปหาหมอ... ให้ลูกฉันมีชีวิตอยู่รอดให้ได้!”
[จบบท]