บทที่ 397: ละครฉากที่สอง
"นับตั้งแต่วินาทีนี้ไป คุณหมดสิทธิ์มาข่มเหงฉัน! เงินที่ฉันหามาได้ มันเป็นของฉัน!"
หวังซิ่วอวิ๋นปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทิ้งอย่างเด็ดเดี่ยว เธอไม่เสียเวลาหันไปมองสามีที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตกอีกต่อไป รวบรวมกำลังกายกำลังใจทั้งหมดที่มี
ช้อนร่างลูกสาวที่ไอกระอักเลือดลมหายใจรวยรินขึ้นแนบอก สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่พร้อมจะปกป้องลูกผลักดันให้เธอใช้ร่างทั้งร่างกระแทกหลี่ต้าจ้วงที่ยืนขวางทางจนเซถลา ก่อนจะพาร่างของตัวเองกับลูกสาวโผเผวิ่งหายลับไปในความมืดมิดยามค่ำคืน!
แสงไฟบนเวทีดับมืดลง
เหลือทิ้งไว้เพียงเศษกระดาษสีที่โปรยปรายลงมา และผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีสด!
ผู้ชมหลายคนถึงกับลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ตะโกนถามด้วยความห่วงใย
"แล้วเด็กคนนั้น... เสี่ยวยาจะเป็นยังไงบ้าง?"
"ลูกจะรอดไหมนั่น?"
"ไอ้พ่อใจยักษ์นั่นมันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!"
ในหมู่ผู้ชมแถวหน้า มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
เสี่ยวยาในละครไม่รอด... เด็กคนนั้นตายแล้ว
แต่สำหรับเธอ มันคือความจริงที่เธอเป็นคนฆ่าลูกของตัวเอง
เธอเป็นคนงาน มีเงินเดือน แต่สามีก็ยึดเงินไปหมด วันที่ลูกป่วยหนัก เธออ้อนวอนขอเงินไปหาหมอ แต่สามีกลับตวาดใส่ว่าแค่ป่วยนิดหน่อย ไม่ตายง่ายๆ หรอก
พอเธอพยายามจะแย่งเงิน ก็ถูกซ้อมไปหนึ่งหน
ตั้งแต่วันนั้น เธอก็ไม่กล้าฮึดสู้อีกเลย
แล้วลูกของเธอก็ตายจากไปจริงๆ
หญิงสาวคนนั้นใช้มือกุมปากตัวเองแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นจนร่างกายสั่นเทิ้ม
ความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดโถมเข้าใส่ จนเธอหมดสติล้มพับไป
ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำได้เพียงก้มหน้าหลบสายตาคนรอบข้าง เขาไม่กล้ามองเวที ไม่กล้าแม้แต่จะมองภรรยาที่สลบไปต่อหน้าต่อตา ทำได้แค่ใช้เล็บจิกขอบม้านั่งไม้แน่นๆ เพื่อระบายอารมณ์ จนเล็บฉีกเปิดโดยไม่รู้ตัว
แต่ในทางกลับกัน กลุ่มผู้ชายที่นั่งจับกลุ่มอยู่ใกล้ๆ กลับเริ่มส่งเสียงพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์
"เฮอะ ยังไงในเมืองใหญ่ของเราก็ดีกว่าตั้งเยอะ อยู่ที่นี่ ไม่มีทางเกิดเรื่องแบบคนบ้านนอกพวกนั้นหรอก"
"นั่นดิ ร้องไห้ตีโพยตีพายอีกละ ละครน้ำเน่าของพวกคนชนบท"
"น่ารำคาญจริง ไม่รู้พวกผู้หญิงจะอินอะไรกันนักหนา ทำตัวจุกจิกน่ารำคาญ"
หัวหน้าหลินก้าวขึ้นมาบนเวที คว้าไมโครโฟน "สหายคนงานทุกท่านคะ พวกคุณดูการแสดงเมื่อสักครู่แล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง?"
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เธอเป็นจุดเดียว
หัวหน้าหลินกล่าวต่อ "เมื่อกี้ดิฉันนั่งอยู่ข้างล่าง ได้ยินสหายบางคนพูดกันว่า พวกคุณน่ะ ไม่เหมือนหลี่ต้าจ้วงในละครหรอก"
"พวกคุณคงไม่ขี้เหนียวแต้มงานไม่กี่แต้มนั้นใช่ไหมคะ? แต่ฉันอยากถามว่า แล้วพวกคุณเคยรู้สึกรู้สาอะไรบ้างไหม เวลาที่ภรรยาของพวกคุณต้องกุมเงินค่ากับข้าวที่นับยังไงก็ไม่เคยพอใช้?”
“พวกคุณเคยเข้าใจความรู้สึกอับอายของพวกเธอบ้างไหม เวลาที่อยากซื้อขนมให้ลูกกินสักชิ้น แต่ก็ต้องรอเงยหน้ามองสีหน้าขออนุญาตจากพวกคุณน่ะ?!"
"พวกคุณประณามหลี่ต้าจ้วงว่ายากจน เป็นคนชนบทใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้น ลองเอามือทาบอกแล้วถามใจตัวเองดังๆ ดูสิคะ—"
"ว่าในโรงงานเครื่องจักรที่แสนศิวิไลซ์ของเรา ในบ้านพักทหารที่ดูดีเหล่านี้ มันมี 'หลี่ต้าจ้วงฉบับผู้ดี' แฝงตัวอยู่บ้างหรือเปล่า!”
“มันมี 'ผู้นำครอบครัว' คนไหน ที่กำลังปฏิบัติต่อภรรยาเหมือนทาสรับใช้ และใช้เงินเดือนของตัวเองเป็นเหมือนโซ่ตรวนล่ามพวกเธอบ้างไหมคะ?!"
ทั้งหอประชุมเงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้า
สหายชายหลายคนมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด บางคนขยับตัวไปมาเหมือนนั่งทับหนาม
ในทางตรงกันข้าม สหายหญิงนับไม่ถ้วนกลับมีดวงตาที่ลุกวาวเป็นประกาย จ้องเขม็งไปยังหัวหน้าฝ่ายสตรีบนเวทีอย่างมีความหวัง!
คราวนี้ไม่มีเสียงปรบมือดังขึ้น
มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้ง กดทับบรรยากาศจนทุกคนแทบหายใจไม่ออก
แม้แต่เด็กเล็กๆ ที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็ยังพากันปิดปากเงียบ
เฉินชิงก้าวขึ้นมาบนเวทีอย่างนุ่มนวล เพื่อรับช่วงต่อ ให้เวลาทีมงานได้เปลี่ยนฉาก เธอใช้เวลานั้นแนะนำเนื้อหาของฉากต่อไป รวมถึงรายชื่อนักแสดง
ไม่นาน ม่านละครฉากที่สองก็ค่อยๆ เปิดขึ้น
ฉากหลังเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่กระท่อมดินซอมซ่อในชนบท แต่เป็นห้องพักขนาดเล็กในบ้านพักทหาร ที่จำลองขึ้นมาอย่างง่ายๆ
ผนังห้องมีใบประกาศ "มุ่งมั่นทำงานหนักในไตรมาสที่สี่" ติดอยู่คู่กับปฏิทินรูปเด็กอ้วนสีซีดจาง
สิ่งที่ทำให้ผู้ชมแปลกใจเล็กน้อย
คือบนเวทีมีการแบ่งฉากเป็นสองห้องที่อยู่ติดกัน
หลิวอวี้เหมยยกถาดใส่เกี๊ยวเดินออกมา มือของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
จางจื้อกังยังไม่ทันได้ชิม ก็รวบตะเกียบฟาดลงบนโต๊ะเสียงดัง
"นี่มันอาหารหมูชัดๆ! เทียบกับที่บ้านเหล่าโจวทำไม่ได้แม้แต่ขี้เล็บ! ทำอะไรไม่เคยได้เรื่อง!"
จางจื้อกังยกเหล้าขึ้นกรอกปาก พลางตะคอกด่าไม่หยุด
"หัดดูอย่างซิ่วเฟินเขาบ้างสิ เขามีงานมีการที่เชิดหน้าชูตา! แล้วเธอล่ะ? ดีแต่พับกล่องกระดาษไปวันๆ น่าขายขี้หน้า!"
ขณะเดียวกัน เสียงที่อ่อนโยนของโจวเจิ้นหัวก็ดังลอดมาจากห้องข้างๆ
"ซิ่วเฟิน เหนื่อยหน่อยนะ วันนี้ผมซื้อหมูพะโล้เจ้าอร่อยมาฝาก รีบมากินเร็วเข้า"
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของหลี่ซิ่วเฟิน
"ขอบคุณค่ะ เจวียนเจวียนลูกรัก มาเร็ว พ่อซื้อของอร่อยมาให้เราด้วย"
ผู้ชมมองภาพครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตาสามคนแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ แต่พอหันกลับมามองห้องของจางจื้อกัง ก็ต้องพากันส่ายหน้า
เสียงประทัดฉลองปีใหม่ดังสนั่นขึ้นจากด้านนอก
ดูเหมือนเสียงนั้นจะไปกระตุกต่อมอะไรบางอย่างของจางจื้อกัง เขาคว้าขวดเหล้าที่พร่องไปแล้วขว้างใส่ผนังเต็มแรง
"เพล้ง—"
เศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนพื้น!
"วันซวยอะไรวะ! ปีใหม่ทั้งที ยังต้องมาเจอเรื่องหงุดหงิดอีก!"
เขาพุ่งเข้าไปกระชากเส้นผมของอวี้เหมย แล้วลากเธอไปกระแทกกับตู้เก็บของที่ทำจากเหล็ก
"ปัง—"
หลิวอวี้เหมยกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด สองมือพยายามยันขอบตู้ไว้สุดชีวิต
วินาทีที่เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายของการต่อต้านอย่างรุนแรง ที่อัดแน่นทั้งความเจ็บปวดและความโกรธแค้น ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
สหายหญิงที่นั่งดูอยู่ต่างพากันกลั้นหายใจ ลุ้นระทึก
พอจางจื้อกังเห็นแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ของหลิวอวี้เหมย เขาก็เหมือนคนบ้าที่คลั่งยิ่งกว่าเดิม
เขาชี้หน้าภรรยา ตะเบ็งเสียงดังสุดปอด จงใจให้ห้องข้างๆ ได้ยินชัดๆ
"มองอะไร! คิดจะแข็งข้อเหรอ? ที่ฉันตบตีเธอก็เพราะฉันยังเห็นค่าเธอ! ฉันกำลังสั่งสอนให้เธอเป็นผู้เป็นคน! ไปถามคนอื่นดูได้เลย ใครๆ เขาก็บอกกันทั้งนั้นว่าผัวตีเมียมันเป็นเรื่องธรรมดา!”
“ไอ้ผู้ชายหน้าไหนที่ไม่ตีเมีย? พวกนั้นมันพวกขี้ขลาดตาขาว พวกไร้น้ำยา ไม่ใช่ลูกผู้ชายโว้ย!"
ผู้ชมบางกลุ่มที่เป็นผู้ชายถึงกับหัวเราะร่าและโห่ร้องชอบใจ
แม้แต่สหายหญิงบางคนก็ยังพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของจางจื้อกัง
ในใจคิดว่าผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า เป็นเสาหลักของบ้าน จะโมโหบ้างก็ไม่เห็นแปลก!
ตัวเองก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทนๆ เอาหน่อยก็สิ้นเรื่อง
แต่คนส่วนใหญ่ในหอประชุมกำลังเดือดดาลและตะโกนด่าทอ
"ไอ้สารเลว!"
"พูดจาหมาไม่แดก!"
"มันพล่ามบ้าอะไรของมันวะ!"
นักแสดงบนเวทีหยุดการเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงในความคิดของหลิวอวี้เหมยที่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงของหัวหน้าหลินที่ซ้อนทับเข้ามาจากในความมืด
นั่นคือภาพเหตุการณ์ที่เธอย้อนนึกถึงวันที่รวบรวมความกล้าไปปรึกษาที่สหพันธ์สตรี
หลิวอวี้เหมยถามอย่างหวาดๆ และสับสน: "หัวหน้าหลินคะ... คือ... ฉัน... ฉันมีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมสามีได้จริงๆ เหรอคะ?"
เสียงของหัวหน้าหลินตอบกลับมาอย่างอบอุ่นและชัดเจน "มีสิทธิ์สิ สหายอวี้เหมย การที่คุณถูกทำร้ายน่ะ มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยนะ และมันก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่ใครๆ เขาก็ทำกันด้วย”
“มันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย! คุณต้องยืดตัวให้ตรงเข้าไว้ พวกเราสหายหญิง ก่อนที่เราจะเป็นผู้หญิง เราก็คือ 'คน' คนหนึ่ง เรามีสิทธิมนุษยชนเหมือนกันทุกคน คุณไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น คุณไม่ได้สู้เพียงลำพัง ประตูของสหพันธ์สตรีจะเปิดต้อนรับคุณเสมอ"
คำพูดเหล่านั้นของหัวหน้าฝ่ายสตรีดังก้องขึ้นในหัว
ปลุกเร้าให้เธอยืดแผ่นหลังที่งองุ้มมาตลอดให้เหยียดตรง!
หลิวอวี้เหมยไม่สนใจความเจ็บปวดแสบที่หนังศีรษะอีกต่อไป แม้เลือดสดๆ กำลังไหลย้อยลงมาตามขมับ ดวงตาของเธอฉายประกายเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด
เธอเลิกมองจางจื้อกัง แต่กวาดสายตาไปทั่วทั้งหอประชุม หยุดมองกลุ่มผู้ชายที่กำลังหัวเราะคิกคักเป็นพิเศษ ก่อนจะเปล่งเสียงที่เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจผู้ชม
"บอกว่าตีเมียคือการสั่งสอนเหรอ?"
"นั่นมันเสียงของสัตว์เดรัจฉานที่กำลังคลุ้มคลั่ง! มันคือความเลวทรามที่ฝังอยู่ในกระดูก! มันคือเสียงของไอ้ขี้แพ้ที่น่าสมเพช แม้แต่ตัวเองยังคุมไม่ได้!"
"บอกว่าผู้ชายที่ไม่ตีเมียคือพวกขี้แพ้? พวกไร้น้ำยา?"
เสียงของหลิวอวี้เหมยทะยานสูงขึ้นจนสุดเสียง เจือปนด้วยความเจ็บช้ำที่อัดอั้นและการเย้ยหยันจนถึงแก่น
"ไอ้คนไหนที่มันกล้ายกหมัดทุบตีคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองนั่นแหละ! คือพวกขี้แพ้ตัวจริง! พวกขี้ขลาดตาขาวตัวจริง! เป็นแค่เศษสวะที่สังคมรังเกียจ สู้เดรัจฉานยังไม่ได้!"
"ถ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริงน่ะ เขาจะเอาเรี่ยวแรงไปทุ่มเทกับเครื่องจักร เพื่อแข่งกันเป็นแรงงานตัวอย่าง! เขาจะเอาเหงื่อไปทุ่มเทเพื่อสร้างชาติ!”
“เขาจะใช้กำลังทั้งหมดเพื่อให้เมียและลูกๆ ได้ยืดอกอย่างมีศักดิ์ศรี! ไม่ใช่เอากำลังมาตีเมียอวดเบ่ง ทำตัวเป็นราชานักเลงอยู่แต่ในบ้าน!"
"ผู้ชายที่กล้าตีผู้หญิงน่ะเหรอ? คนแบบนั้น... เขาไม่เรียกผู้ชาย"
"เขาเรียก 'ขยะ' ของโรงงาน! เป็น 'เนื้อร้าย' ของบ้านพัก! เป็น 'เดรัจฉาน' ที่ไม่สมควรแม้แต่จะได้ยืนอยู่ใต้แสงตะวันด้วยซ้ำ!!"
ปฏิกิริยาของผู้ชมในหอประชุมครั้งนี้ รุนแรงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู
สหายชายจำนวนมากหน้าแดงก่ำ บางคนถึงกับก้มหน้างุดด้วยความละอายและตกตะลึง
ส่วนสหายหญิงทั้งหมดต่างพากันลุกขึ้นยืนปรบมือและโห่ร้องกึกก้อง
"พูดได้ดีมาก!"
"ใช่ ลูกผู้ชายตัวจริง เขาไม่ทำร้ายผู้หญิงกัน!"
"ผมเป็นผู้ชาย แต่ผมขอสนับสนุนเต็มที่!"
"สหายอวี้เหมย คุณยอดเยี่ยมมาก!!"
[จบบท]