บทที่ 398: รายงานความคิด
เสียงฮือฮาอื้ออึงดังกระหึ่มไปทั่วทั้งหอประชุม เมื่อการแสดงบนเวทีดำเนินมาถึงจุดแตกหัก โจวเจิ้นหัว
ตัวละครเพื่อนบ้าน ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านของหลิวอวี้เหมย สีหน้าของเขาตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาวิ่งหน้าตาตื่นมาจากห้องข้างๆ ทันทีที่ได้ยินเสียงเอะอะ
ที่หน้าประตูนั้นยังมีเจวียนเจวียน เด็กน้อยผู้สวมบทบาทลูกสาว กำลังชะโงกศีรษะเล็กๆ ของเธอ พยายามสอดส่ายสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเข้าไปในห้อง
โจวเจิ้นหัวไวกว่า เขารีบขยับตัวไปด้านข้าง ใช้ร่างสูงใหญ่ของเขาบังสายตาลูกสาวไว้ทันที เขาย่อตัวลง เอามือปิดตาน้อยๆ นั้นไว้แน่น
“เจวียนเจวียน! นี่มันเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กดีเขาไม่ดูกันนะลูก กลับเข้าห้องไปหาแม่เดี๋ยวนี้เลย”
การกระทำที่เด็ดขาดและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันภายใต้แสงไฟนั้น สร้างแรงสั่นสะเทือนในใจผู้ชมอย่างรุนแรง
สหายหญิงหลายคนในที่นั้นถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ในขณะที่พ่อบางคนใช้กำปั้นเพื่อประกาศศักดา แต่ก็ยังมีพ่ออีกคนที่ไม่ยอมให้สิ่งเลวร้ายใดๆ มาแปดเปื้อนสายตาของลูกสาว
โจวเจิ้นหัวหันไปเผชิญหน้ากับจางจื้อกังที่กำลังยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วตะโกนออกไปสุดเสียง
“คุณหัดฟังที่ตัวเองพูดหน่อยเถอะ! มันใช่คำพูดที่คนเขาพูดกันไหม? สหายอวี้เหมยด่าคุณน่ะ ถูกต้องทุกคำแล้ว!”
“คิดว่าตีเมียแล้วมันเท่มากหรือไง? คนแบบนั้นเขาเรียกพวกขี้ขลาดตาขาว! เป็นอาชญากร! คุณกำลังทำให้โรงงานเครื่องจักรของเราขายหน้า ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพอย่างเราๆ ต้องอับอาย!”
“ถ้าอยากเป็นลูกผู้ชายตัวจริง คุณไปดูอย่างเหล่าหวัง พนักงานต้นแบบของเรา หรือดูเหล่าหลี่ ผู้นำนวัตกรรมนู่น! เวลาอยู่ที่โรงงาน พวกเขาคือช่างฝีมือชั้นยอด”
“พอกลับบ้าน เขาก็เป็นเสาหลักให้ครอบครัว เขาทะนุถนอมภรรยา ให้เกียรติภรรยา เป็นพ่อตัวอย่างให้ลูกๆ แบบนั้นสิ เขาถึงเรียกว่าเก่งจริง! แกร่งจริง! น่าชื่นชม!”
สิ้นเสียงนั้น บรรดาผู้ชายที่ถูกเอ่ยชื่อในหอประชุมก็พากันยืดอก ภูมิใจในเกียรติที่ได้รับ
ส่วนกลุ่มสตรีที่กำลังนั่งชม ต่างก็เริ่มมีความคิดที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
หรือว่าการโดนสามีทุบตี... มันจะไม่ใช่เรื่องปกติ? หรือว่าชีวิตแบบที่สหายโจวเจิ้นหัวพูด... มันถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง?
แน่นอนว่านี่คือความตั้งใจเล็กๆ น้อยๆ ของเฉินชิงและหัวหน้าหลิน พวกเธอจงใจคัดเลือกนักแสดงที่รับบทจางจื้อกังให้มีหน้าตาธรรมดาค่อนไปทางแย่ แต่เลือกนักแสดงที่รับบทโจวเจิ้นหัวมาอย่างหล่อเหลา
และที่สำคัญที่สุด เฉินชิงยังทำการบ้านมาอย่างดี เธอสืบเสาะจนรู้ว่าครอบครัวไหนบ้างที่สามีปฏิบัติตัวดี แล้วส่งรายชื่อนั้นให้กับนักแสดง เพื่อให้เขาเลือกเอ่ยชื่อคนที่มานั่งดูอยู่ในคืนนี้
เป็นการลูบหลังเบาๆ หลังจากที่เพิ่งตบหน้ากลุ่มผู้ชายไปอย่างแรง
จังหวะนั้นเอง หัวหน้าหลินแห่งสหพันธ์สตรีก็ก้าวขึ้นไปบนเวที เธอตรงเข้าไปประคองร่างที่บอบช้ำแต่แววตายังคงเด็ดเดี่ยวของหลิวอวี้เหมย แล้วยืนหยัดเคียงข้างเธอ
“สหายทุกคนคะ! วันนี้สหายหลิวอวี้เหมยได้ใช้เลือดเนื้อและน้ำตาของเธอ เพื่อบอกพวกเราทุกคนว่า การใช้ความรุนแรงในครอบครัวมันคืออาชญากรรม! คนที่ทำร้ายคนในครอบครัวคือพวกเดนสังคม ไม่คู่ควรจะเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ!”
“และการกระทำของสหายโจวเจิ้นหัว ก็เหมือนแสงสว่างจากประภาคาร ที่ช่วยชี้ทางที่ถูกต้องให้พวกเรา!”
“เขาทำให้เราเห็นว่า ผู้ชายที่แท้จริงน่ะ เขาเป็นผู้ปกป้อง เป็นผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ทำลาย!”
“เมื่อไหร่ก็ตามที่พี่น้องผู้หญิงของเราถูกรังแก เราต้องลุกขึ้นมาช่วยกันส่งเสียงสนับสนุนเธอ ให้เธอกล้าสู้เหมือนอย่างอวี้เหมยในวันนี้!”
“และถ้าเมื่อไหร่ที่พี่น้องผู้ชายของเรากำลังเดินหลงทาง เราก็ต้องลุกขึ้นมาช่วยกันดึงเขากลับมา เหมือนที่โจวเจิ้นหัวกล้าลุกขึ้นมาห้ามปราม!”
“เราจะใช้พลังสามัคคีของพวกเรา กวาดล้างพวกขยะกับเนื้อร้ายสังคมพวกนี้ให้หมดสิ้นไป แล้วมาสร้างครอบครัวที่อบอุ่นให้ส่องสว่างกันดีกว่า ทุกคนมีความมั่นใจไหมคะ?!”
“มี!!!” เสียงตอบรับดังกึกก้องไปทั่วทั้งหอประชุม
การแสดงฉากต่อๆ มา ยังคงสั่นคลอนความเชื่อและค่านิยมเก่าๆ ของผู้ชมอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ว่า ‘แม่ผัวกับลูกสะใภ้คือศัตรูคู่อาฆาต’ ถ้าอย่างนั้น ตัวสามีกับพ่อสามีหายไปไหน ทำไมไม่เป็นกาวใจ?
หรือประเด็น ‘การทลายความเชื่องมงาย’ ด้วยการเลิกตั้งชื่อลูกที่แสดงออกว่าอยากได้ลูกชาย
รวมไปถึงฉาก ‘ยกย่องสามีดีเด่น’ ที่เขาอุตส่าห์ดูแลพ่อตาที่เจ็บป่วย แถมยังวิ่งตากฝนไปช่วยภรรยา
ทุกฉากทุกตอนเหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับทุกคนที่ได้ชม
แน่นอนว่ามีสหายชายบางส่วนที่ทนดูต่อไปไม่ไหว พวกเขารู้สึกเหมือนโดนละครเรื่องนี้ตบหน้าซ้ำๆ จนชาไปหมด บางคนถึงกับลุกพรวดพราดหมายจะเดินหนีออกจากหอประชุม
แต่ทันทีที่ผู้ชายคนแรกลุกขึ้น เสียงโห่ร้องขับไล่ก็ดังกระหึ่มจากทั่วทุกสารทิศ
หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นอีกเลย
ละครทั้ง 8 ฉากกินเวลายาวนานถึง 3 ชั่วโมงเต็ม กว่าจะจบลงก็ปาเข้าไป 22:00 น.
หัวหน้าหลินต้องรีบขึ้นมากล่าวสรุปบนเวที โดยย้ำเตือนผู้ชมว่านี่เป็นเพียงการแสดง อย่าได้นำไปปนเปกับชีวิตจริงของนักแสดง เพราะสหายทุกคนที่อาสามาเล่นละครในครั้งนี้ล้วนแต่น่ายกย่อง
เฉินชิงเป็นคนเริ่มปรบมือนำ และเสียงปรบมือก็ดังตามมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
สหายหญิงจำนวนมากรู้สึกว่าละครยังไม่จบด้วยซ้ำ พวกเธอยังอยากดูต่ออีก
ในทางกลับกัน สหายชายหลายคนแอบกำหมัดแน่นในใจ ตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้ต้องรีบไปกระซิบเตือนเพื่อนฝูง ห้ามพาภรรยามาดูกิจกรรมนี้เด็ดขาด
สหพันธ์สตรีกำลังมอมเมาประชาชน!
ผู้คนเริ่มทยอยเดินออกจากหอประชุม ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ที่บ่นเรื่องการบ้าน ‘รายงานความคิด’ ที่ผู้ใหญ่ต้องเขียน 300 คำ ส่วนเด็กต้องเขียน 100 คำ
เหมาเหมาจูงมือทาเลียข้างหนึ่ง และจูงมือเหมาเจี้ยนกั๋วอีกข้างหนึ่ง พลางถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ สหายหญิงนี่ลำบากจริงๆ เลยนะครับพ่อ แม่”
ทาเลียก้มลงมองลูกชาย
“แล้วลูกคิดว่าจะทำยังไงดีล่ะ”
“ก็ไม่ต้องทำอะไรนี่ครับ แค่ปฏิบัติต่อพวกเธอเหมือนคนปกติธรรมดาคนหนึ่งก็พอแล้ว”
เหมาเหมาสัมผัสได้ว่า นี่คือสิ่งที่น้าเฉินชิงพยายามจะบอก
คำตอบนั้นทำให้ทั้งทาเลียและเหมาเจี้ยนกั๋วชะงักไปทั้งคู่
เหมาเจี้ยนกั๋วครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“ลูกพูดถูก... มีเหตุผล”
เด็กคนอื่นๆ อาจจะยังไม่เข้าใจอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น พวกเด็กผู้ชายรู้แค่ว่าคนที่ได้รับการชื่นชมคือคนเก่ง และผู้หญิงก็น่ากลัวกว่าที่คิด เวลาพวกเธอเอาจริงก็น่ากลัวไม่ต่างจากหมาป่า
ส่วนเด็กผู้หญิง พวกเธอได้เรียนรู้คำใหม่... “การขัดขืน” และการขัดขืนนั้นอาจนำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่า
เฉินชิงเดินมาสมทบกับเฮ่อหย่วนและหลานๆ ทั้งสอง หลังจากกล่าวลาทีมนักแสดงเรียบร้อย เธอมองหน้าทั้งสามคนที่ยังคงเงียบขรึมแล้วยิ้มถาม
“เป็นไงบ้าง ดูแล้วรู้สึกยังไงกัน”
เฮ่อหย่วนตอบเป็นคนแรก
“มัน... มันยอดเยี่ยมมากครับคุณ”
เขาไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องราวที่เขาเห็นจนชินตาและมองว่ามันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน พอมันถูกเฉินชิงนำมาขยี้และตีแผ่บนเวที มันกลับเต็มไปด้วยความจริงที่โหดร้ายและเจ็บปวด
เฮ่ออวี้ถิงชูกำปั้นน้อยๆ ขึ้นมา ทำหน้ามุ่งมั่น
“ถ้าต่อไปนี้มีใครกล้ามารังแกหนูนะ หนูจะทุบหัวมันให้แบะเลยคอยดู!”
เฮ่ออวี้เสียงที่ยืนอยู่ข้างๆ พยักหน้าอย่างพออกพอใจ
น้องสาวของเขาต้องดุร้ายแบบนี้สิ
มันดีมาก
เขายอมให้น้องสาวไปไล่อัดคนอื่นจนตาย แล้วเขารับโทษแทน ดีกว่าต้องทนเห็นน้องสาวถูกคนอื่นรังแก
ครอบครัวสี่คนเดินกลับบ้านด้วยความคิดที่หลากหลาย พอถึงบ้านต่างคนต่างก็แยกย้ายไปเขียนรายงานความคิดของตัวเอง
เฮ่ออวี้เสียงในฐานะหัวหน้าห้อง รับหน้าที่รวบรวมรายงานของทุกคนในบ้าน ก่อนที่ทั้งสี่คนจะเข้านอน โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าค่ำคืนนี้ได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ขนาดไหน
สหายหญิงที่กลับไปจากการดูละครในคืนนั้น ต่างลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ในเงินเดือนของตัวเอง พวกเธอไม่ยอมให้สามีหรือพ่อแม่สามีมายึดไปบริหารจัดการอีกต่อไป
เสียงโต้เถียงและการปะทะจึงเกิดขึ้นในหลายครัวเรือน
เมื่อมีผู้หญิงคนไหนถูกสามีทุบตี คนที่ได้ไปดูละคร หรือแม้แต่คนที่แค่ฟังเขาเล่ามาอีกที ก็จะตะโกนออกมาว่า
“นี่มันไม่ปกติ! ลูกผู้ชายตัวจริงเขาไม่ทำร้ายผู้หญิงกัน!”
“ใช่! พวกที่ตบตีเมียมีแต่พวกขี้ขลาด!”
“บ้านไหนตีกันอีก บอกมาเลย ฉันจะไปจัดการให้เอง!”
***
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณครูหลินฉงผิงซึ่งได้รับภารกิจพิเศษจากคุณแม่ ให้มาสอนเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและความเท่าเทียมในชั่วโมงเรียน รีบมาที่โรงเรียนแต่เช้าเพื่อตรวจการบ้านรายงานความคิดของเด็กๆ และผู้ปกครอง
แค่เปิดอ่านฉบับแรก เขาก็แทบจะปาแฟ้มทิ้ง เมื่อผู้ปกครองบางคนเขียนด่าแม่ของเขาว่าช่างสรรหาเรื่องมาให้ทำสิ้นเปลืองเวลา
หลินฉงผิงพยายามสะกดอารมณ์โกรธ แต่พอเปิดอ่านรายงานของเด็กคนหนึ่ง เขาก็แทบจะลมจับ
เจ้าของผลงานชิ้นนั้นคือ เฮ่ออวี้เสียง!
สหายเฮ่ออวี้เสียงเขียนรายงานของเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า
‘เอาจริงๆ นะครับ หลังจากที่ผมทนดูละครแปดฉากจบ ผมก็ไม่ได้รู้สึกอินอะไรเป็นพิเศษเลย ที่ผมเซ็งก็คือ ทำไมพวกผู้หญิงถึงไม่แก้แค้นไอ้พวกนั้น ปล่อยให้มันลอยนวลแถมยังไม่ได้ชดใช้อะไรอีก’
‘พวกเธอก็ใจอ่อนให้อภัยมันง่ายๆ ถ้าเป็นผมนะ ผมเอาคืนให้สาสมเลย อย่างแรกที่ผมจะทำคือจับไอ้เวรนั่นมาตอนให้เป็ดมันกิน จากนั้นก็ค่อยๆ หาวิธีส่งมันลงนรกตามไป... แบบนั้นสิถึงจะสะใจผม’
คุณครูหลินฉงผิงอ่านมาถึงตรงนี้ก็แทบจะล้มทั้งยืน เขาเรียกตัวเฮ่ออวี้เสียงมาคุยเป็นการส่วนตัวทันที “เฮ่ออวี้เสียง! นี่เธอคิดอะไรบ้าๆ แบบนี้อยู่เหรอ เธอไม่รู้หรือไงว่าฆ่าคนมันผิดกฎหมาย!”
“ผมรู้ครับ” เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน
“ก็นี่มันรายงานความคิดไม่ใช่เหรอครับ ผมก็แค่เขียนความคิดของผมออกมาตรงๆ”
“แล้วเธอได้อ่านของเสี่ยวอวี้ น้องสาวเธอหรือยังล่ะ” คุณครูหลินพยายามหาแนวร่วม
“น้องเธอเขียนว่า จะกลับไปฝึกให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น จะได้ปกป้องตัวเอง แล้วก็ปกป้องคนอื่นที่อ่อนแอกว่าได้ นั่นสิความคิดที่ถูกต้อง! แต่เธอดูที่เธอเขียนสิ มันหัวรุนแรงเกินไปแล้ว! นี่... คุณน้ากับคุณอาของเธอได้อ่านรายงานนี่หรือยัง”
“อ่านแล้วครับ”
“แล้ว... แล้วพวกเขาไม่ว่าอะไรเธอเลยเหรอ”
“พวกเขาบอกว่า ถ้ามีใครหน้าไหนกล้ามารังแกเสี่ยวอวี้น่ะ พวกเขาสนับสนุนความคิดผมเต็มที่เลยครับ แถมยังบอกว่าจะลงมือช่วยผมด้วยอีกแรง”
แน่นอนว่าเฮ่ออวี้เสียงแต่งเรื่องทั้งหมด แต่สีหน้าจริงจังของเขาทำให้หลินฉงผิงเชื่อสนิทใจ
เขาจึงต้องเดินหน้าประกาศเตือนเด็กนักเรียนทั้งชั้นเรียนอย่างจริงจัง ว่าห้ามใครหน้าไหนไปรังแกเฮ่ออวี้ถิงเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเลวร้ายชนิดที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว
[จบบท]