บทที่ 4: ดาวเด่นประจำโรงงาน ปะทะ พ่อม่ายลูกติด
กลิ่นหอมหวานจางๆ ของขนมไข่สีทองอร่ามที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ เล็ดลอดออกมาจากห่อกระดาษไข มันช่างหอมยั่วยวนจนยากจะต้านทานไหว
ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างต้องใช้ตั๋วปันส่วน ขนมไข่ซึ่งต้องใช้คูปองอาหารหรือตั๋วขนมอบแลกมาโดยเฉพาะ จึงกลายเป็นของมีค่าที่น้อยครอบครัวนักจะมีโอกาสได้ลิ้มลอง
เฉินชิงก้าวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับหยางซิวจิ่นตรงๆ “ฉันอิ่มแล้ว ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น คุณเก็บไว้กินเองเถอะค่ะ”
“เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายตรงไหนไหมครับ” หยางซิวจิ่นขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเป็นห่วง สายตาของเขาสำรวจเธออย่างละเอียด
ผมสีดำขลับของหญิงสาวถูกถักเป็นเปียยาวสองข้างทิ้งตัวอยู่ด้านหน้า ปอยผมเล็กๆ ที่หลุดลุ่ยระใบหน้าขาวนวลราวกับหยก ยิ่งขับให้ดวงตาคู่สวยของเธอดูโดดเด่นและเปล่งประกายเจิดจ้า สมแล้วกับตำแหน่งดาวเด่นประจำโรงงานที่ใครๆ ต่างก็ยอมรับ
“ฉันบอกว่าฉันอิ่มแล้ว” เฉินชิงเอ่ยย้ำคำเดิมด้วยโทนเสียงราบเรียบ
โชคยังดีที่นิสัยผีเข้าผีออกของเจ้าของร่างเดิม ทำให้ท่าทีเย็นชาที่เธอแสดงออกต่อหยางซิวจิ่นในตอนนี้ไม่ดูแปลกแยกจนเกินไป
หยางซิวจิ่นใช้นิ้วชี้ดันกรอบแว่นบนสันจมูกเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้าอย่างนั้นผมเก็บไว้ก่อนแล้วกันนะครับ วันไหนคุณอยากกินขึ้นมาค่อยบอกผมก็ได้”
ท่าทีของเขาสุภาพอ่อนโยนเสมอต้นเสมอปลาย
ทว่าเฉินชิงกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาแม้แต่น้อย
หยางซิวจิ่นที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบา เขาบรรจงห่อขนมไข่กลับเข้าที่เดิมอย่างทะนุถนอม แต่แววตาที่ฉายออกมากลับดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องของเฉินชิงมักจะเป็นประเด็นร้อนให้ชาวโรงงานได้จับกลุ่มคุยกันอยู่เสมอ และเมื่อได้เห็นกิริยาเมินเฉยที่เธอมีต่อหยางซิวจิ่น แรกเริ่มเดิมทีหลายคนก็มองว่าหยางซิวจิ่นที่เป็นพ่อม่ายลูกติด แถมอายุอานามก็ปาเข้าไป 27 ปีแล้ว ไม่คู่ควรกับเฉินชิงที่ยังสาวสะพรั่งในวัย 19 ปีเลยสักนิด แต่พอนานวันเข้า ผู้คนที่คอยเฝ้ามองกลับเริ่มเทใจไปสงสารหยางซิวจิ่นกันมากขึ้น
ผู้ชายที่แสนดีและทุ่มเทให้ขนาดนี้ แต่กลับถูกเฉินชิงเมินเฉยใส่! มันน่าโมโหจริงๆ!
“นอกจากหน้าตาสวยๆ แล้ว เฉินชิงมีอะไรดีบ้าง เทียบกับหัวหน้าหยางไม่ได้สักนิดเดียว ท่านอายุยังน้อยแต่ก็ได้เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายพลาธิการแล้ว อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่ๆ แต่ดูท่าทีที่เธอทำกับเขาสิ แย่ชะมัด!”
“ก็แค่สวย แต่ตอนนี้จะมีใครกล้ามาจีบเธอบ้างล่ะ นอกจากหัวหน้าหยาง ได้ยินว่าชอบทุบตีหลานตัวเองด้วย วันๆ ก็เอาแต่แต่งตัวอวดสวย ผู้หญิงแบบนี้ไม่มีใครเขาอยากได้มาเป็นลูกสะใภ้หรอก”
“จริงที่สุด ไม่รู้จะหยิ่งไปถึงไหน!”
…
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ หยางซิวจิ่นเหลือบตามองเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามหลังเฉินชิงเข้าไปในประตูโรงงานด้วยสีหน้าหม่นหมอง
ประตูเหล็กดัดขนาดใหญ่และหนาหนักของโรงงานเครื่องจักรกลหลินไห่ ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บนนั้นมีป้ายเหล็กแผ่นใหญ่แขวนเด่นเป็นสง่า ตัวอักษรสีแดงสดเขียนว่า “โรงงานเครื่องจักรกลหลินไห่”
อาคารสำนักงานสามชั้นซึ่งเป็นที่ทำการของคณะกรรมการโรงงานตั้งอยู่ทางซ้ายมือของประตูทางเข้า ชั้นสามสุดสงวนไว้สำหรับผู้บริหารระดับสูง ชั้นสองเป็นของคณะกรรมการโรงงาน ส่วนชั้นล่างสุดเป็นที่ทำการของสหพันธ์สตรีและห้องทำงานของหัวหน้าแผนกต่างๆ
สำนักงานบนชั้นสองมีทั้งหมดหกห้อง และห้องทำงานของเฉินชิงก็อยู่ลึกสุดด้านใน
ทันทีที่เธอย่างเท้าเข้าไปในห้อง หัวหน้าหลิวแห่งคณะกรรมการโรงงานก็แค่นเสียง ‘หึ’ ออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
เฉินชิงเตรียมใจรับมือกับสถานการณ์แบบนี้มาอยู่แล้ว เธอจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองได้อย่างสบายๆ ไม่สะทกสะท้าน แถมยังลุกไปรินน้ำร้อนใส่แก้วเคลือบมาวางไว้บนโต๊ะราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แค่ก!”
เสียงกระแอมไอดังขึ้นอย่างจงใจ
พนักงานทั้งแปดชีวิตในห้องต่างพากันละสายตาจากงานของตัวเองแล้วหันไปมองหัวหน้าหลิวเป็นตาเดียว
“ประชุมเช้า! ตั้งใจฟังให้ดี!” เขาตวาดลั่นพลางใช้แก้วน้ำเคลือบกระแทกโต๊ะเสียงดังปัง
ภายในห้องทำงานตกแต่งอย่างเรียบง่าย ไม่มีแม้แต่กระดานดำสักแผ่น มีเพียงโต๊ะทำงานของหัวหน้าหลิวที่ใหญ่กว่าใครเพื่อนและตั้งอยู่ด้านหน้าสุด ราวกับบัลลังก์ของครูใหญ่ที่สามารถมองเห็นทุกการกระทำของลูกน้องได้
สายตาของหัวหน้าหลิวจับจ้องมาที่เฉินชิงเป็นพิเศษ แต่เมื่อเห็นแววตาใสซื่อที่มองตอบกลับมา เขาก็รู้สึกอารมณ์เย็นลงได้บ้าง “ผู้บริหารมีคำสั่งลงมาให้คณะกรรมการของเราจัดการสามเรื่อง เรื่องแรก ไปรวบรวมข้อมูลอายุงานของพนักงานเก่าทุกคนมาให้หมด แล้วก็ตรวจสอบให้ดี อย่าให้ใครโกงอายุงานได้เด็ดขาด”
“เรื่องที่สอง วันกองทัพ 1 สิงหาคมใกล้เข้ามาแล้ว เราต้องจัดการแข่งขันประลองยุทธ์ พวกเธอไปดูกันหน่อยว่าใครจะรับหน้าที่ไปแจ้งข่าวตามแผนกต่างๆ แล้วก็รวบรวมใบสมัคร จัดเตรียมเวทีให้พร้อม จัดหาพิธีกรมาซะ แล้วก็ไปคุยกับฝ่ายพลาธิการเรื่องของรางวัลมาด้วย…”
พอได้ยินคำว่า ‘แล้วก็’ ซ้ำๆ เฉินชิงก็อดที่จะค่อนขอดในใจไม่ได้ หัวหน้างานที่ไหนๆ ก็คงเหมือนกันหมดสินะ! คำว่า ‘แล้วก็’ ของคนอื่นอาจจะหมายถึงทำให้เสร็จๆ ไป แต่สำหรับคนพวกนี้ มันคือการโยนงานกองพะเนินที่แสนจะวุ่นวายมาให้ต่างหาก
“ตั้งใจฟังกันหน่อย!” หัวหน้าหลิวตวาดพลางทุบโต๊ะอีกครั้งอย่างหัวเสีย
แรงสั่นสะเทือนทำให้ผมไม่กี่เส้นที่เหลืออยู่บนศีรษะของเขาสั่นไหวไปมา เมื่อเห็นสภาพที่น่าเวทนาของเขาแล้ว เฉินชิงก็ไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วย เธอจึงได้แต่นั่งเท้าคางแล้วตั้งใจฟังภารกิจต่อไปอย่างเสียไม่ได้
“เรื่องสุดท้าย ในอีกห้าวัน โรงงานของเราจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อต้อนรับบุคลากรด้านการวิจัยกลุ่มใหม่ เราต้องทำให้พวกเขาประทับใจและยอมร่วมงานกับเราให้ได้ ต้องทำให้พวกเขารู้ว่าโรงงานเครื่องจักรกลหลินไห่ของเราคือตัวเลือกที่ดีที่สุด!”
ในยุคแห่งการแข่งขันนี้ โรงงานต่างๆ ก็ต้องต่อสู้แย่งชิงความเป็นหนึ่งกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่ในอันดับต้นๆ เพราะพวกที่รั้งท้ายมักจะถอดใจไปแล้ว โรงงานเครื่องจักรกลหลินไห่ซึ่งรั้งอันดับสี่ของประเทศจึงเป็นตำแหน่งที่ค้างๆ คาๆ ผู้จัดการโรงงานจึงอยากจะถีบตัวเองขึ้นไปอยู่อันดับสามให้ได้ อย่างน้อยการติดท็อปทรีก็ยังฟังดูดีกว่า
และหนทางเดียวที่จะทำได้ก็คือการสร้างผลงาน แล้วผลงานจะมาจากไหน? ก็ต้องมาจากมันสมองของนักวิจัยที่จะมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น เพื่อที่สินค้าของพวกเขาจะขายดิบขายดีจนแซงหน้าคู่แข่งไปได้ ดังนั้น การเฟ้นหาหัวกะทิจึงเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด!
เป็นเรื่องธรรมดาที่งานใหญ่ระดับนี้จะตกมาถึงมือของคณะกรรมการโรงงาน แต่เฉินชิงไม่เคยมีประสบการณ์จัดงานเลี้ยงมาก่อน เธอจึงไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ใครจะไปคิดว่าหัวหน้าหลิวจะเอ่ยชื่อเธอขึ้นมา
“สหายเฉินชิง”
เฉินชิงลุกขึ้นยืนทันที “คะหัวหน้า”
“ผู้บริหารมีคำสั่งแต่งตั้งให้คุณเป็นผู้รับผิดชอบจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้ หวังว่าคุณจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด”
“ฉันเหรอคะ”
เฉินชิงถึงกับหลุดขำออกมา เจ้าของร่างเดิมขึ้นชื่อเรื่องความไม่เอาไหน ต่อให้ต้องจับไม้สั้นไม้ยาว ก็ไม่น่าจะมาถึงคิวของเธอ คณะกรรมการโรงงานมีตั้งหกกลุ่ม คนที่อยากจะสร้างผลงานมีอยู่ถมเถไป ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นเธอไปได้?
ทุกคนในห้องต่างหันมามองเฉินชิงเป็นตาเดียว บางคนก็แอบสะใจอยู่ลึกๆ ในขณะที่บางคนก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา พวกเขาต่างรอฟังคำอธิบายจากหัวหน้าหลิว ในฐานะผู้คุมบังเหียนของทั้งหกกลุ่ม เขาไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าใครเหมาะสมกับงานนี้มากกว่ากัน
หัวหน้าหลิวพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ เธอเอง”
มีข่าวลือว่าหนึ่งในนักวิจัยที่กำลังจะมาดูตัวนั้นชอบผู้หญิงสวยๆ เป็นพิเศษ ผู้จัดการโรงงานจึงเจาะจงให้ดาวเด่นประจำโรงงานอย่างเฉินชิงเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อที่ว่าระหว่างงานเลี้ยงจะได้ถือโอกาสแนะนำเธอให้รู้จัก อย่างน้อยก็ให้เธอขึ้นไปแสดงความสามารถอะไรสักหน่อย ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ต้องใช้ความสวยของเธอหลอกล่อนักวิจัยคนนั้นมาให้ได้ก่อน
ไม่อย่างนั้นงานสำคัญแบบนี้คงไม่ตกมาถึงยัยตัวปัญหานี่หรอก!
เฉินชิงแย้มยิ้มสดใส รอยยิ้มของเธอทำให้คนทั้งห้องรู้สึกเหมือนสว่างวาบขึ้นมา แต่คำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูปกลับตรงกันข้าม
“ฉันไม่ทำค่ะ”
“เฉินชิง!” หัวหน้าหลิวตวาดลั่น เฉินชิงแอบเห็นเส้นผมสองเส้นร่วงพรูลงมาจากศีรษะของเขาในจังหวะที่เขาตวาด เธอได้แต่ไว้อาลัยให้เส้นผมที่ร่วงหล่นของเขาในใจ
“เฉินชิง!” หัวหน้าหลิวแทบจะกระอักเลือดตาย
“ผู้บริหารให้ความสำคัญกับเธอขนาดนี้ เธอไม่รู้จักสำนึกบุญคุณบ้างเลยรึไง!”
“ก็ฉันจัดงานเลี้ยงไม่เป็นนี่คะ” เฉินชิงตอบกลับไปอย่างจนปัญญา
เมื่อเห็นว่าท่าทีของเธอดูอ่อนลง หัวหน้าหลิวจึงปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลขึ้น
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะหาคนมาช่วยเธอเอง การจัดงานเลี้ยงมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แค่เตรียมการแสดงสักห้าชุด แล้วก็จัดอาหารอร่อยๆ เลี้ยงพวกเขาก็พอแล้ว”
“ถ้าหัวหน้าให้ฉันเลือกคนที่จะมาทำงานร่วมกับฉันได้ ฉันถึงจะตกลงค่ะ”
“เธออยากได้ใครล่ะ”
“เถียนเมิ่งหย่าค่ะ” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของรองผู้จัดการโรงงานเถียน
[จบบท]