บทที่ 409: ค่าขอโทษ
ไอสีขาวขุ่นที่ปนเปื้อนกลิ่นเถ้าถ่านลอยคละคลุ้งอยู่ในมวลอากาศ เฉินชิงยืนนิ่งจ้องมองไปยังร่างของผู้คนที่ทยอยเดินออกมาจากทางออกสถานีรถไฟไม่ยอมกะพริบตา
ร่างสูงโปร่งผอมบางของเขาปรากฏขึ้นในที่สุด ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก กรอบหน้าคมคายดูแข็งกร้าวเล็กน้อยรับกับเส้นกรามที่ขบแน่น
ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลฉายชัดอยู่ระหว่างคิ้ว ผสมปนเปไปกับความห่างเหินเย็นชาที่เป็นลักษณะประจำตัวของเขา เฉินชิงสังเกตว่าเขาไม่ได้ผอมลงไปจากเดิมมากนัก แต่สภาพที่ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดนั้นก็ทำให้เธออดรู้สึกสงสารในใจไม่ได้
เฮ่อหย่วนถือเพียงกระเป๋าเดินทางใบเล็กเรียบง่าย กวาดสายตาสงบนิ่งมองฝ่าฝูงชนที่จอแจ รอบกายคล้ายมีไอเย็นบางเบาแผ่ออกมาขณะที่เขาก้าวเท้าเดินออกมาอย่างเชื่องช้า
“คุณอาคะ!”
เสียงเล็กแหลมของเสี่ยวอวี้ร้องเรียกขึ้นอย่างตื่นเต้น เด็กหญิงสะบัดมือที่เฉินชิงจับไว้ออก แล้ววิ่งตรงเข้าไปหาคุณอาของเธอทันที เฮ่ออวี้เสียงเองก็ก้าวตามไปข้างหน้าสองสามก้าวเช่นกัน
เฮ่อหย่วนสะดุ้งเล็กน้อย เขาหันขวับไปมองตามเสียงทันที เมื่อเห็นร่างเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้ที่กำลังวิ่งตรงมา แววตาของเขาก็ฉายความประหลาดใจอย่างไม่น่าเชื่อ เขาคุกเข่าลงตามสัญชาตญาณ อ้าแขนรับร่างของหลานสาวที่โผเข้ามาในอ้อมกอดได้อย่างมั่นคง
เสี่ยวอวี้ซุกหน้ากับอกอุ่นๆ ของคุณอา ก่อนจะรีบชี้มือกลับไปทางคุณน้า “คุณน้าอยู่นั่นค่ะ!”
สายตาของคนทั้งสองจึงได้ประสานกัน เฮ่อหย่วนเพิ่งเห็นว่าเธอมาด้วยตัวเอง มุมปากที่เคยเรียบตึงค่อยๆ ยกสูงขึ้นอย่างที่เขาเองก็ควบคุมไม่อยู่ ภายในดวงตาคมกริบคู่นั้นซุกซ่อนความยินดีที่ร้อนแรงทว่าพยายามเก็บงำเอาไว้
เฮ่ออวี้เสียงเห็นว่าเขาต้องอุ้มน้องสาวจึงก้าวเข้าไปช่วยถือกระเป๋าเดินทางหนังใบนั้นแทน เฮ่อหย่วนจึงก้มลงมองหลานชายแล้วยิ้มออกมา “ดูเหมือนจะสูงขึ้นนะเรา”
เฮ่ออวี้เสียงเชิดหน้าพยักรับอย่างภาคภูมิใจ
ทั้งสามคนเดินตรงมาหาเฉินชิง เฮ่อหย่วนจ้องมองใบหน้าที่เขาเฝ้าคิดถึงอย่างลึกซึ้งมาตลอดหลายวัน รอยยิ้มและความอบอุ่นในดวงตาของเขาเอ่อล้นออกมาจนแทบจะทะลัก
เฉินชิงรู้สึกได้ถึงไอความร้อนที่ลามเลียขึ้นมาบนใบหน้า เมื่อถูกเขามองด้วยสายตาแบบนั้น เธอจึงต้องถลึงตาใส่กลบเกลื่อน “มองอะไรของคุณนักหนา!”
เฮ่อหย่วนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “วันนี้คุณดูสวยมากจริงๆ”
“โธ่ ฉันก็สวยของฉันแบบนี้ทุกวันอยู่แล้วไหม” เฉินชิงตอบกลับ พวงแก้มยิ่งแดงซ่าน
“คุณพูดถูกเสมอครับ” เฮ่อหย่วนรีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง
เสี่ยวอวี้กับเฮ่ออวี้เสียงได้แต่มองภาพหวานชื่นของคนทั้งสอง เสี่ยวอวี้ยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นพระจันทร์เสี้ยว ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็เลือกที่จะไม่ขัดจังหวะบรรยากาศดีๆ
ทว่าทั้งคู่ต่างก็ไม่คุ้นชินกับการต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากมายในที่สาธารณะ จึงรีบพากันขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถ เฮ่อหย่วนแอบเอื้อมมือไปกุมมือของเฉินชิงไว้เบาๆ
“ทำไมมือยังเย็นแบบนี้ล่ะ หรือว่าอาเจียวที่ผมหามาให้มันไม่ได้ผล”
“ก็ได้ผลอยู่หรอก แต่นี่ฉันเพิ่งยืนตากลมอยู่ข้างนอกมาตั้งพักใหญ่นะ มือมันก็ต้องเย็นเป็นธรรมดา”
เฉินชิงรู้สึกว่าอาการมือเท้าเย็นในช่วงหน้าหนาวปีนี้ของเธอดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างน้อยที่สุดแค่มีกระเป๋าน้ำร้อนซุกไว้ที่ปลายเท้า ตอนเช้าตื่นมาเท้าก็ยังคงอุ่น ไม่เหมือนเมื่อปีที่แล้วที่พอความร้อนจากกระเป๋าน้ำร้อนจางหายไป เท้าของเธอก็จะกลับมาเย็นเฉียบอีกครั้ง
เฮ่อหย่วนนึกถึงสภาพอากาศที่หนาวเหน็บในวันนี้ อดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความเป็นห่วง “อากาศมันเย็นขนาดนี้ ถ้าเกิดคุณเป็นหวัดขึ้นมาจะทำยังไง คราวหน้าที่ผมต้องไปทำงานต่างถิ่นอีก คุณไม่ต้องลำบากมารับผมแล้วนะ”
“ฉันก็จะมารับ!”
เฉินชิงเถียงกลับทันควัน เธอนึกถึงตอนที่เธอกลับมาจากทำงานต่างถิ่นครั้งก่อน พวกเขาก็มารอรับเธอแบบนี้เหมือนกัน ตอนนั้นเธอมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
และครั้งนี้ที่เธอมายืนรอรับเฮ่อหย่วน เขาก็ดูดีใจมากอย่างเห็นได้ชัด ต่อไปนี้ไม่ว่ายังไง ตราบใดที่เธอรู้ว่าเฮ่อหย่วนจะกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ เธอก็ตั้งใจว่าจะมารับเขาทุกครั้ง
เฮ่อหย่วนถึงกับนิ่งไปเมื่อได้ยินคำพูดที่แสนดื้อดึงของเธอ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ
เมื่อทั้งสี่ชีวิตกลับมาถึงบ้าน เฮ่อหย่วนก็เริ่มเปิดกระเป๋าเดินทางเพื่อจัดของ
เฮ่ออวี้เสียงรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูทันที “มีของกินติดไม้ติดมือมาบ้างไหมครับ”
“อืม มีสิ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่ของเซ่นไหว้ปีใหม่นะ” เฮ่อหย่วนรีบออกตัว
“รู้แล้วครับ” เฮ่ออวี้เสียงตอบรับแบบส่งๆ
สายตาของเฉินชิงเหลือบไปเห็นกระปุกหมาเจี้ยงเข้าพอดี “นี่คุณเอาเจ้านี่กลับมาด้วยเหรอ!”
เฮ่อหย่วนมองตามสิ่งที่อยู่ในมือเธอก่อนจะพยักหน้า “หมาเจี้ยงนี่รสชาติดีทีเดียว เดี๋ยวผมจะทำหม้อไฟเล็กๆ สักหม้อ เราจะได้กินไปจิ้มซอสไปด้วยกัน”
“โอ้โห แบบนั้นเยี่ยมเลย!” เฉินชิงทำตาเป็นประกายทันทีที่นึกถึงภาพการได้กินหม้อไฟร้อนๆ
เฮ่ออวี้เสียงประเมินสถานการณ์แล้วว่าซอสในมือคุณน้าต้องเป็นของดีแน่ๆ เขาจึงรีบฉวยมันมาถือไว้ พร้อมกับกวาดเอาของกินอย่างอื่นทั้งหมดที่คุณอาหิ้วกลับมาไปจนเกลี้ยง จากนั้นก็รีบนำไปเก็บไว้ในตู้เล็กๆ ที่จัดไว้สำหรับใส่ขนมโดยเฉพาะ
ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือเฮ่ออวี้เสียงจัดการล็อกกุญแจตู้นั้นทันที!
เสี่ยวอวี้คว้ากล่องขนมเปี๊ยะไว้ได้กล่องหนึ่งพอดี เธออุ้มมันไว้แนบอกอย่างดีอกดีใจ “เย้! ในที่สุดหนูก็แย่งของกินมาได้กล่องนึงจนได้!”
เฉินชิงหัวเราะ บอกให้เสี่ยวอวี้ลองเปิดดูว่าเป็นขนมอะไร
สิ่งที่อยู่ข้างในคือขนมหลวี่ต๋ากุ๋น
ในชาติที่แล้ว เฉินชิงเคยมีความทรงจำว่าขนมหลวี่ต๋ากุ๋นเป็นอะไรที่อร่อยมาก แต่พอลองกินจริงๆ หลายครั้งเข้าก็พบว่ามันหวานเลี่ยนจนเกินไป!
ถึงอย่างนั้น ครั้งนี้เธอก็ยังไม่เข็ด ขอลองอีกสักตั้ง เธอไปล้างมือให้สะอาดแล้วกลับมาหยิบหลวี่ต๋ากุ๋นขึ้นมาหนึ่งชิ้น
ขนมชิ้นนั้นเคลือบด้วยผงถั่วเหลืองคั่วบดละเอียดอย่างหนาเตอะ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งแตะจมูก เฉินชิงกัดเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติหอมมันของผงถั่วเหลือง ความเหนียวนุ่มของแป้งข้าวเหนียว และความหวานกำลังดีของไส้ถั่วแดง ค่อยๆ แผ่ซ่านในปาก รสสัมผัสที่ผสมผสานกันนั้นยอดเยี่ยมมาก
“เฮ้ย อันนี้อร่อยจริง!”
มันอร่อยกว่าทุกเจ้าที่เธอเคยกินมาในชาติที่แล้วอย่างเทียบไม่ติด!
เสี่ยวอวี้ก็พยักหน้าหงึกๆ “อร่อยมากเลยค่ะ อร่อยจริงๆ”
เฉินชิงจึงหันไปชวนให้เฮ่อหย่วนกับเฮ่ออวี้เสียงลองชิมด้วยกัน
เฮ่อหย่วนส่ายหน้า “พวกคุณกินเถอะ ผมลองชิมมาแล้ว”
เขาเป็นคนไม่ค่อยโปรดปรานขนมเปี๊ยะหรือของหวานพวกนี้เท่าไหร่นัก
เฮ่ออวี้เสียงเดินเข้ามาชิมหนึ่งชิ้น แต่รสชาติที่หวานเลี่ยนทำให้เขาต้องรีบส่ายหน้า
เมื่อก่อนเขาเป็นเด็กที่โหยหาของหวานมาก แค่ได้ลิ้มรสหวานเพียงนิดหน่อยก็ทำให้เขาดีใจแทบบ้า แต่ในตอนนี้ที่ครอบครัวไม่ได้อัตคัดขาดแคลนเรื่องอาหารการกินอีกต่อไป เขาก็เลยไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับรสหวานสักเท่าไหร่
“น้ากับน้องทานกันเถอะครับ”
เขายืนยันคำเดิมว่ายังไงก็ชอบกินข้าวมากกว่าอยู่ดี
เฉินชิงกับเสี่ยวอวี้เลยจัดการกินกันไปคนละสามชิ้นอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะตกลงกันว่าส่วนที่เหลือเก็บไว้กินต่อในวันพรุ่งนี้
พอได้กินของที่ทำจากข้าวเหนียวแล้วดื่มน้ำตามเข้าไป ความรู้สึกอิ่มท้องก็ชัดเจนขึ้นมา เฉินชิงจึงหันไปบอกเฮ่ออวี้เสียงว่า “มื้อเย็นนี้น้าขอกินข้าวแค่ครึ่งชามพอนะ”
เสี่ยวอวี้ก็รีบยกมือสนับสนุน
“ครับ รู้แล้ว” เฮ่ออวี้เสียงตอบรับ
เฮ่อหย่วนเห็นว่าเฉินชิงจัดการของว่างเรียบร้อยแล้ว ก็จูงมือเธอกลับเข้าไปในห้อง
เฉินชิงทำได้เพียงนั่งแปะอยู่ในห้อง มองดูพ่อบ้านเฮ่อจัดการพับผ้าทั้งหมดที่กองไว้จนเรียบร้อย ก่อนจะเริ่มลงมือทำความสะอาดห้องจนเอี่ยมอ่องทุกซอกทุกมุม
เธอมีหน้าที่หลักเพียงอย่างเดียวคือการนั่งอยู่เป็นเพื่อนเขา
เฉินชิงถอนหายใจเงียบๆ เสียแรงที่อุตส่าห์นึกว่าการที่เฮ่อหย่วนรีบร้อนดึงเธอกลับเข้าห้องมาด้วยกันสองต่อสองนั้นเป็นเพราะเขาอยากจะ... แต่ก็นั่นแหละ ช่างมันเถอะ เด็กๆ ยังอยู่ข้างนอก การจะทำเรื่องลึกซึ้งกันกลางวันแสกๆ มันก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ สรุปว่าเป็นเธอเองที่คิดลามกไปคนเดียว
หลังจากเฮ่อหย่วนจัดการทำความสะอาดทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย เขาก็รู้สึกสบายตัวขึ้น ในที่สุดเขาก็ล้วงหยิบซองจดหมายซองหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เฉินชิง
“อะไรเนี่ย” เฉินชิงถามขณะที่รับมาเปิดดู พอเห็นของข้างในรอยยิ้มของเธอก็กว้างจนหุบไม่ลง
“เป็นเงินนี่นา! ในนี้มีกี่บาทกัน”
เฮ่อหย่วนตอบ “สองร้อยครับ นี่ไม่ใช่เบี้ยเลี้ยงจากการเดินทางนะ แต่เป็นโบนัสพิเศษที่ผมทำโครงการวิจัยบางอย่างทะลุเป้าหมายได้สำเร็จ”
“โอ้โห เยี่ยมไปเลย! แบบนี้ต้องพยายามให้มากขึ้นอีกนะ ฮ่าฮ่าฮ่า...” เฉินชิงหัวเราะร่าอย่างมีความสุข
เฮ่อหย่วนยิ้มตาม เขาโน้มตัวลงไปประคองใบหน้าของเธอไว้แล้วจูบเบาๆ “ช่วงที่ผมไม่อยู่ คุณคิดถึงผมบ้างไหม”
“คิดถึงสิ” เฉินชิงสบตาเขานิ่ง
“คิดถึงมากๆ เลยด้วย”
หัวใจของเฮ่อหย่วนคล้ายถูกบางอย่างกระแทกเข้าอย่างจัง ความรู้สึกหวานล้ำแผ่ซ่านไปทั่ว
“ผมก็คิดถึงคุณ”
“เหอะ ต่อให้คุณคิดถึงฉันแค่ไหน คุณก็ยังเลือกที่จะทำความสะอาดห้องให้เสร็จก่อนอยู่ดีนั่นแหละ” เฉินชิงอดไม่ได้ที่จะแขวะ
เฮ่อหย่วนถึงกับชะงักไป
เฉินชิงส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
เฮ่อหย่วนไม่รู้จะพูดอะไร
เมื่อเห็นว่าเขาจนมุม เฉินชิงจึงกล่าวสรุปอย่างผู้มีเมตตา “เงินสองร้อยนี่ ถือว่าเป็นค่าขอโทษก็แล้วกัน ฉันขอยึดไว้เลยนะ”
“ครับ”
น้ำเสียงของเฮ่อหย่วนฟังดูร่าเริงขึ้น
เขาแอบตัดสินใจแน่วแน่ในใจว่า ครั้งต่อไปที่กลับมาจากการทำงานต่างถิ่น เขาจะต้องจูบเธอก่อนเป็นอันดับแรก!
เฉินชิงลุกขึ้นเตรียมจะไปหยิบกล่องเก็บเงิน แต่เฮ่อหย่วนคว้าข้อมือเธอไว้ “คุณจะไปไหนครับ”
“ฉันจะไปเอากล่องเหล็กมาเก็บเงินน่ะ”
“อ้อ…” เฮ่อหย่วนมองตามจนเธอเก็บเงินเข้าที่เรียบร้อย ก่อนจะดึงเธอกลับมานั่งในอ้อมกอดอีกครั้ง แล้วจึงเอ่ยถาม
“ว่าแต่ช่วงนี้ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือเปล่า”
“ไม่มีนี่” เฉินชิงตอบ
“แน่ใจเหรอ” เฮ่อหย่วนถามย้ำอย่างไม่ค่อยเชื่อ
เฉินชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเปิดปาก “อืม... ก็ไม่มีอะไรมาก แค่มีเรื่องทะเลาะกับผู้จัดการหลิวแล้วก็เลขาธิการเติ้งไปสักสองครั้งเท่านั้นแหละ”
เธอกล่าวต่อว่า แผนการสร้างโรงงานสาขาที่ผู้จัดการหลิวเสนอน่ะมันก็ค่อนข้างดีอยู่หรอก แต่การที่เขาดันจะเลื่อนตำแหน่งให้แต่ญาติพี่น้องฝั่งภรรยา โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนเก่าแก่ในโรงงานเครื่องจักรเลย
เรื่องนี้ถ้าจะให้มองข้ามไปมันก็พอยอมได้ แต่ผู้จัดการหลิวดันมาคิดจะย้ายเธอให้ไปอยู่ที่โรงงานใหม่ แถมยังอ้างเหตุผลสวยหรูว่าทำไปเพื่ออนาคตที่ดีของเธอ...
เธอเลยอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนมกลับไปสองสามประโยค ฝ่ายนั้นพอเสียหน้าก็เลยสวนกลับมาบ้าง สงครามน้ำลายจึงปะทุขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คราวนี้เฉินชิงเลยจัดหนัก ด่าผู้จัดการหลิวไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ผลลัพธ์ก็คือทำเอาผู้จัดการหลิวโกรธหน้าเขียวจนไม่ยอมโผล่หน้ามาเข้าร่วมการประชุมใหญ่ไปถึงสองสัปดาห์เต็ม
“ส่วนเรื่องที่ทะเลาะกับเลขาธิการเติ้ง ก็เป็นเพราะไม่ว่าเลขาธิการเติ้งจะทำอะไร ก็ชอบลากฉันเข้าไปรับหน้าแทนอยู่เรื่อย”
พอมีคนอื่นวิจารณ์เลขาธิการเติ้ง ว่าชอบไล่คนออกเป็นว่าเล่น
เลขาธิการเติ้งก็จะรีบโบ้ยทันทีว่า ตอนที่ไล่คนในคณะกรรมการโรงงานออกไปตั้งหลายคน เฉินชิงก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนสนใจอะไรเลย
ถ้าแค่ครั้งสองครั้งเธอก็พอจะทนได้ แต่นี่สามสี่ครั้งแล้วที่อีกฝ่ายยังคงเอาเธอมาใช้เป็นโล่กำบัง ทำให้เป้าหมายการโจมตีทั้งหมดพุ่งตรงมาที่เธอคนเดียว
ถ้าหากว่าเลขาธิการเติ้งยอมมาพูดคุยตกลงกับเธอก่อน หรืออย่างน้อยก็แบ่งผลประโยชน์อะไรให้เธอบ้าง เธอก็อาจจะยอมทนๆ ไป
แต่นี่เธอไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลยสักนิด แถมยังต้องกลายเป็นเป้าให้คนอื่นจ้องเล่นงานทุกเรื่อง เฉินชิงจึงหมดความอดทน
ในการประชุมใหญ่ครั้งล่าสุด เธอเลยเปิดฉากทะเลาะกับเลขาธิการเติ้งไปหนึ่งยก ประกาศให้ทุกคนรับรู้กันไปเลยชัดๆ ว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอสองคนมันก็แค่ระดับผิวเผินเท่านั้น
หลังจากเกิดเรื่องวันนั้น เติ้งเหม่ยฮวาก็ทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีตัวตน
เฉินชิงตบท้ายบทสรุปของเธอว่า “บอกเลยว่าผู้จัดการกับเลขาธิการรุ่นนี้ ใจแคบเป็นบ้า”
[จบบท]