บทที่ 420: การสำรวจ
หวังเหมยฮวาในบางครั้งก็ยากจะทำความเข้าใจความคิดของคนในครอบครัวตนเอง เธอมักถูกพวกเขาเยาะเย้ยลับหลังว่าเป็นพวกชอบทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนใคร แต่ในขณะเดียวกันคนเหล่านั้นก็กลับนำเรื่องของเธอไปป่าวประกาศโอ้อวดกับเพื่อนบ้านด้วยความภาคภูมิใจ
“นี่พวกคุณรู้กันหรือยังว่าหวังเหมยฮวาลูกสะใภ้ของฉันน่ะ ตอนนี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมแล้วนะ ไม่ใช่แค่นั้น เธอยังเคยขึ้นแสดงบนเวทีเดียวกับสหายเฉินชิงมาแล้วด้วย!”
“พูดถึงเฉินชิง พวกคุณก็คงรู้กิตติศัพท์กันดีอยู่แล้วใช่ไหม ว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกาจมีความสามารถมากที่สุดในโรงงาน ลูกสะใภ้ของฉันสนิทสนมเป็นเพื่อนกับเธอเลยนะจะบอกให้ เอาเป็นว่าถ้าพวกคุณมีเรื่องเดือดร้อนอะไรในอนาคต ก็ลองไปคุยกับลูกสะใภ้ฉันดูได้เลย เรื่องเส้นสายเธอกว้างขวางพอตัวทีเดียว!”
นับตั้งแต่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นของแม่สามี หวังเหมยฮวาจึงตัดสินใจเว้นระยะห่างจากเฉินชิงอย่างตั้งใจ เธอรู้สึกว่าตนเองติดค้างบุญคุณที่เฉินชิงอุตส่าห์สนับสนุนและผลักดันมาโดยตลอด
แค่การที่เธอไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้ก็นับว่าแย่พอแล้ว หากยังปล่อยให้ครอบครัวไปสร้างความวุ่นวายหรือก่อความเดือดร้อนให้กับเฉินชิงอีก เธอก็คงไม่ต่างอะไรกับพวกเนรคุณที่ไร้จิตสำนึก
ทว่าข่าวคราวเรื่องการเปิดโรงงานสาขาที่เธอเพิ่งได้ยินมาในวันนี้ ทำให้หวังเหมยฮวาครุ่นคิดทบทวนอย่างหนักอยู่ถึงสองวันเต็ม ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินทางมายังที่ทำการคณะกรรมการโรงงาน เพื่อต่อสู้ไขว่คว้าโอกาสสำคัญครั้งนี้ให้กับชีวิตของตัวเอง
หญิงสาวหยุดยืนอยู่หน้าประตูแผนกบุคคล ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะเพื่อสอบถามขั้นตอนการสมัครย้ายไปประจำการที่โรงงานสาขา หวงซินเผิงที่นั่งทำงานอยู่เงยหน้าขึ้นมาเห็นเธอก็จำได้ทันที
หวังเหมยฮวาคือสหายในอดีตของหัวหน้าเฉิน แต่สถานะความสัมพันธ์ในปัจจุบันของทั้งคู่นั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจนัก เมื่อได้ฟังว่าเธอต้องการสมัครในตำแหน่งหัวหน้าแผนกการผลิต เขาจึงตอบกลับไปด้วยความลังเล
“คือ...คุณสมบัติของคุณยังไม่ถึงขั้นนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ คุณสมบัติของฉันถึงจะเพียงพอ?”
“เรื่องแรกเลยก็คือ ทักษะทางเทคนิคของคุณต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดเสียก่อน”
“ฉันไปลงเรียนหลักสูตรเทคนิคที่โรงเรียนภาคค่ำมา 1 ปีเต็มค่ะ และตอนนี้ฉันก็สอบผ่านการประเมินเป็นคนงานระดับ 4 เรียบร้อยแล้ว นี่คือใบรับรองที่เพิ่งได้มาค่ะ”
หวังเหมยฮวายื่นเอกสารรับรองฉบับใหม่เอี่ยมส่งให้เขา หวงซินเผิงรับมาพิจารณาด้วยความประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นว่าเป็นใบรับรองคนงานระดับ 4 จริง เขาจึงพยักหน้า
“อ้อ ครับ หัวหน้าทีมหวัง เรื่องของคุณผมจะรับไว้พิจารณาอย่างจริงจังแน่นอนครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ในจังหวะที่หวังเหมยฮวาขอบคุณและกำลังจะหมุนตัวกลับออกไปนั้นเอง หวงซินเผิงก็เอ่ยเรียกเธอไว้ก่อน
“เดี๋ยวก่อนครับหัวหน้าทีมหวัง ผมขอสอบถามอะไรเพิ่มเติมอีกสักหน่อยนะครับ ไม่ทราบว่าทางสามีและลูกของคุณ พวกเขายินดีที่จะย้ายตามคุณไปอยู่ที่เมืองฝูอันด้วยหรือเปล่า?”
“ค่ะ พวกเขายินดีที่จะย้ายตามฉันไป”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ งั้นผมขอถามคำถามสุดท้าย คุณกับหัวหน้าเฉิน เอ่อ ความสัมพันธ์ของพวกคุณตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“...พวกเราไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรต่อกันแล้วค่ะ”
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
หวงซินเผิงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้มลงบันทึกชื่อของหวังเหมยฮวาเพิ่มเข้าไปในบัญชีรายชื่อผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้าแผนกการผลิต เพื่อรอการประเมินในลำดับต่อไป
ตำแหน่งหัวหน้าแผนกการผลิตของโรงงานสาขานั้น มีขอบเขตความรับผิดชอบที่แตกต่างจากตำแหน่งเดียวกันในโรงงานเครื่องจักรหลินไห่แห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากหัวหน้าแผนกในโรงงานหลักจะมีแผนกย่อยและหัวหน้าทีมภายใต้การบังคับบัญชาอีกหลายส่วน แต่โครงสร้างการบริหารงานของโรงงานสาขาฝูอันนั้น ถูกกำหนดไว้ในรูปแบบพื้นฐานคือ ‘ผู้ดูแลหลัก 1 คน ผู้ดูแลรอง 1 คน และหัวหน้าทีมอีก 3 คน’
ด้วยเหตุนี้ หากคุณสมบัติทุกด้านของหวังเหมยฮวาผ่านเกณฑ์และไม่ติดปัญหาใด หวงซินเผิงก็ตั้งใจว่าจะเสนอตำแหน่งรองหัวหน้าให้เธอ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าแผนกตัวจริงนั้นคงเป็นไปได้ยาก
ความจริงแล้ว ในโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ยังมีหัวหน้าทีมที่เป็นคนงานระดับ 4 อยู่อีกมากมายนับไม่ถ้วน สาเหตุที่เธอยังถูกพิจารณาก็เป็นเพราะโรงงานสาขาแห่งใหม่กำลังขาดแคลนบุคลากรระดับบริหารอย่างหนัก
ประกอบกับจำนวนผู้นำที่เป็นผู้หญิงยังมีน้อยมากจนเกินไป หากไม่ใช่เพราะสองปัจจัยนี้ หวงซินเผิงยืนยันได้เลยว่าแม้แต่ตำแหน่งรองหัวหน้า เขาก็คงไม่เต็มใจจะจัดสรรให้เธออย่างแน่นอน
ถึงกระนั้น เขาก็อดทึ่งในใจไม่ได้ว่าบรรดาสหายหญิงที่อยู่แวดล้อมหัวหน้าเฉินช่างมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวกันเสียจริง พอเอ่ยปากก็ขอตำแหน่ง ‘หัวหน้า’ ทันที แต่โอกาสก็เป็นสิ่งที่ต้องไขว่คว้ามาด้วยตนเอง หากวันนี้หวังเหมยฮวาไม่ตัดสินใจเดินเข้ามาสมัครด้วยตัวเอง เขาก็คงไม่นึกถึงเธอและไม่พิจารณาตำแหน่งรองหัวหน้าให้เธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หวงซินเผิงใช้เวลาจัดเรียงเอกสารที่เกี่ยวข้องสักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินตรงไปยังแผนกบริหารงานโรงงานเพื่อพบเฉินชิง
“หัวหน้าครับ เอกสารพร้อมแล้ว พวกเราลงพื้นที่ไปสำรวจกันเถอะครับ”
“ได้สิ”
เฉินชิงตอบรับพลางหยิบสมุดบันทึกและปากกาคู่ใจ เดินตามหลังหวงซินเผิงมุ่งหน้าลงไปยังพื้นที่แผนกการผลิต เป้าหมายหลักในการสำรวจข้อมูลของพวกเขาทั้งคู่ในครั้งนี้ คือกลุ่มอาจารย์ช่างฝีมืออาวุโสมากประสบการณ์ของโรงงาน พวกเขาจำเป็นต้องสอบถามความสมัครใจของคนกลุ่มนี้ ว่ามีใครเต็มใจที่จะสละความสะดวกสบายในปัจจุบัน เพื่อไปบุกเบิกต่อสู้ในสถานที่ซึ่งยากลำบากกว่าเดิมบ้างหรือไม่
เป็นที่รู้กันดีว่าเหล่าอาจารย์ช่างฝีมืออาวุโสเหล่านี้ล้วนมีนิสัยหยิ่งทะนงในฝีมือและศักดิ์ศรีของตนเอง ขณะที่หวงซินเผิงก็เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาขวานผ่าซาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่เฉินชิงตั้งใจพาเขาลงพื้นที่ไปพบปะกับเหล่าอาจารย์อาวุโสด้วยกัน
ระหว่างเส้นทางที่เดินไปยังแผนกการผลิต หวงซินเผิงก็ถือโอกาสเอ่ยถามเรื่องที่ค้างคาใจขึ้นมา
“หัวหน้าครับ คือ...เรื่องของหวังเหมยฮวาน่ะครับ ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเธอยังโอเคอยู่หรือเปล่า?”
“ก็...ยังพอใช้ได้นะ”
“ถ้าอย่างนั้น คุณพอจะแนะนำได้ไหมครับว่าผมควรจะจัดสรรตำแหน่งไหนให้เธอถึงจะเหมาะสม?”
“เรื่องนี้คุณเป็นคนดูแล คุณตัดสินใจได้เลย”
เฉินชิงตอบโดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติม ภาพของหวังเหมยฮวา สหายหญิงผู้มีบุคลิกเย็นชาและสงบนิ่งก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเธอ ช่างเป็นคนที่สมกับชื่อ ‘เหมยฮวา’ ที่หมายถึงดอกเหมยอันแข็งแกร่งทรหด
หญิงสาวผู้นี้มักจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองไปอย่างเงียบๆ ภายนอกดูราวกับไม่เคยแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าคาดเดาความคิดของหัวหน้าไม่ออก หวงซินเผิงจึงตัดสินใจที่จะยึดถือการปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมไว้ก่อนเป็นดีที่สุด เมื่อทั้งสองมาถึงแผนกช่างกล พวกเขาจึงเริ่มต้นด้วยการเชิญอาจารย์ช่างฝีมืออาวุโสคนหนึ่งให้ออกมาพูดคุยเป็นการส่วนตัวด้านนอก
“หัวหน้าเฉิน ผมต้องขอบอกตามตรงเลยนะ วันนี้ที่ผมยอมออกมาคุยกับคุณเนี่ย ก็เพราะเห็นแก่หน้าคุณหรอกนะ”
“ถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศชาติต้องการให้ผมไปช่วยทำประโยชน์อะไร ผมยินดีทำเต็มที่โดยไม่ลังเลเลย แต่ถ้าจะให้ผมย้ายไปเป็นผู้จัดการโรงงานบ้าบออะไรนั่น หรือให้ผมต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองวุ่นวายพวกนั้นล่ะก็ ผมขอบอกเลยว่าผมทำไม่ได้จริงๆ”
เฉินชิงรับฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้าเป็นระยะ ก่อนจะกล่าวตอบด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ
“ฉันต้องขอบคุณอาจารย์อู๋มากเลยค่ะที่สละเวลา ความจริงแล้วครั้งนี้มันเป็นภารกิจที่ทางผู้บริหารโรงงานเขามอบหมายมาโดยตรงน่ะค่ะ ทางแผนกบุคคลของเราเลยอยากจะพยายามคัดเลือกผู้นำที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับโรงงานสาขาแห่งใหม่”
“เพราะมันจะส่งผลดีต่อทั้งโรงงานเครื่องจักรของเราและต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในเมืองฝูอันด้วย ฉันเข้าใจดีค่ะว่าคุณคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่กวางโจวแห่งนี้มานาน การต้องย้ายไปอยู่ต่างถิ่นมันย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจจะไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร ที่ฉันมาพูดคุยกับคุณในวันนี้ ก็เพื่อปรึกษาหารือกันก่อนน่ะค่ะ”
“เพราะโรงงานสาขาของเราต้องการบุคลากรที่มีความสามารถอย่างคุณไปช่วยงานอีกมาก ถ้าหากในอนาคตทางนั้นเขาต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากคุณ ฉันก็ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณอาวุโสจะเมตตายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาบ้างนะคะ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายอย่างนอบน้อมของเฉินชิง อาจารย์อู๋ก็ดูจะมีอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาคิดในใจว่าเฉินชิงคนนี้ยามที่ไม่เที่ยวอาละวาดด่าทอผู้คน ก็ดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาเหมือนกัน
“เฮ้อ เอาเถอะๆ ถ้าเป็นแค่ในช่วงเริ่มต้นก่อตั้ง มันก็อาจจะพอเป็นไปได้อยู่หรอกนะ ผมคงพอจะเจียดเวลาไปช่วยดูๆ ให้ได้บ้างเล็กน้อยล่ะ”
“โอ้โห แค่นี้ก็ต้องขอบคุณอาจารย์อู๋มากจริงๆ ค่ะ”
เฉินชิงกล่าวขอบคุณและผายมือเชิญเขากลับเข้าไปทำงานตามเดิมด้วยท่าทีเคารพอย่างสูง ก่อนจะหันไปเชิญอาจารย์ช่างฝีมืออาวุโสคนถัดไปออกมาพูดคุยต่อ
หวงซินเผิงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกว่าหัวหน้าของเขากำลังแสดงท่าทีประจบประแจงมากจนเกินงาม นี่มันไม่ใช่หัวหน้าเฉินคนเดิมที่เขารู้จักเลยสักนิด
เขายอมรับว่าสถานะของเหล่าอาจารย์อาวุโสในโรงงานนั้นสูงส่งมากก็จริง แต่ตำแหน่งของเฉินชิงเองก็ไม่ได้ต่ำต้อยเลย เหตุใดเธอต้องลดตัวลงไปทำท่าทีอ่อนน้อมราวกับเป็นเบี้ยล่างขนาดนั้นด้วย ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้นเอง เฉินชิงก็ตวัดสายตาเย็นชามาทางเขา
“มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ จดบันทึกสิ”
คำสั่งสั้นๆ นั้นทำให้แก้มของหวงซินเผิงร้อนผ่าวขึ้นมา เขารีบก้มหน้าก้มตาจดบันทึกตามที่เธอบอกโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีก ด้านอาจารย์หวังที่เพิ่งเดินออกมาเห็นเหตุการณ์พอดีก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ
“ฮ่าๆ หัวหน้าเฉินนี่ควบคุมลูกน้องได้เข้มงวดเด็ดขาดดีจริงๆ เลยนะครับ”
“แหม ไม่หรอกค่ะ ฉันต่างหากที่ได้ยินมาว่าคุณมีวิธีการบริหารจัดการลูกน้องที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก ในอนาคตฉันคงต้องขอคำชี้แนะและเรียนรู้จากคุณอาวุโสอีกมากเลยค่ะ”
“โอ๊ย ไม่กล้าครับ ไม่กล้าขนาดนั้น”
อาจารย์หวังรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน และถือโอกาสนั้นปฏิเสธคำเชิญของเฉินชิงไปในตัวด้วยเช่นกัน เฉินชิงจึงต้องดำเนินการเชิญอาจารย์อาวุโสคนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งเธอก็ต้องพบเจอกับปฏิกิริยาที่หลากหลาย มีทั้งคนที่ให้ความร่วมมือด้วยทัศนคติที่ดี และคนที่มีทัศนคติย่ำแย่ อย่างเช่นอาจารย์จางที่เดินกอดอกตามเธอออกมา ก่อนจะเริ่มสาดคำพูดต่อว่าใส่เธอทันที
“นี่คุณรู้ตัวบ้างไหมว่าถ้าผมต้องย้ายออกจากโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ไป ผมจะต้องสูญเสียรายได้และผลประโยชน์ไปมากมายมหาศาลขนาดไหน?”
“นี่คุณคิดว่าผมไม่รู้หรือไงเฉินชิง ว่าที่คุณทำทั้งหมดนี้ก็เพียงเพราะคุณอยากจะได้ผลงานชิ้นโบแดงในการคัดเลือกผู้นำโรงงานสาขาใช่ไหม ถึงได้ยอมทำทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการแบบนี้ คุณคิดว่าพวกเราเป็นลิงในคณะละครสัตว์ ที่จะให้คุณมาหลอกปั่นหัวเล่นยังไงก็ได้งั้นเหรอ?”
“นั่นก็หมายความว่าคุณจะไม่ให้ความร่วมมือใช่ไหมคะ? อาจารย์จาง เรื่องนั้นคุณไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ คุณมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะไม่ให้ความร่วมมือ”
“ใช่! ผมขี้เกียจจะเสียเวลามาให้ความร่วมมือกับเรื่องไร้สาระของคุณนี่แหละ!”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เชิญคุณกลับเข้าไปทำงานได้เลยค่ะ และฉันก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนกของคุณในเดือนนี้ จะสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงงานได้อย่างเคร่งครัดเป็นอย่างดีเช่นกันนะคะ”
แม้แววตาของเฉินชิงจะยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง แต่บรรยากาศรอบตัวเธอกลับแผ่แรงกดดันอันหนักอึ้งที่ยากจะอธิบายออกมาได้ คำพูดนั้นทำให้อาจารย์จางฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันใด ว่าคณะกรรมการโรงงานที่เฉินชิงดูแลอยู่นั้น มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการบริหารและประเมินผลงานของแผนกต่างๆ ในโรงงาน
“เฉินชิง! นี่คุณกำลังขู่ผมเหรอ คุณหมายความว่ายังไงกันแน่!”
“ก็ตามความหมายที่ฉันพูดไปนั่นแหละค่ะ” เฉินชิงปิดสมุดบันทึกในมือลงช้าๆ
“อาจารย์จางคะ ไม่ว่าคุณจะคิดว่าฉันกำลังมุ่งหวังผลประโยชน์อะไรอยู่ก็ตาม แต่ในตอนนี้ฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่ของฉันอย่างเต็มความสามารถ และฉันก็หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานครั้งนี้เป็นอย่างดีเช่นกัน”
“แต่ในเมื่อตอนนี้คุณแสดงเจตนาชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้ความร่วมมือ ฉันก็คงต้องแจ้งให้ทราบว่าในอนาคต หากแผนกของคุณต้องการความร่วมมือใดๆ จากฝ่ายฉัน ฉันก็คงจะไม่สามารถให้ความร่วมมือกับงานของคุณได้เช่นกันค่ะ เชิญคุณกลับไปทำงานเถอะค่ะ”
ใบหน้าของอาจารย์จางแดงก่ำด้วยความโกรธจนแทบระเบิด เขายังอยากจะตะโกนด่าทอเธอต่อไปอีก แต่ก็เกิดความหวาดเกรงขึ้นมาว่าหากยังดึงดันต่อไป
เฉินชิงอาจจะใช้มาตรการกดดันที่รุนแรงกว่านี้จริงก็ได้ หากถึงตอนนั้น คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขาทั้งหมดจะต้องถูกหักคะแนนและถูกตัดโบนัสไปด้วย มันคงเป็นความเสียหายที่ไม่คุ้มค่ากันเลยแม้แต่น้อย!
อาจารย์จางทำได้เพียงเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างหัวเสีย ความคิดของหวงซินเผิงที่ว่าหัวหน้าไม่ควรทำตัวอ่อนน้อมจนเกินไปนั้น ได้สลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้เขาทำได้เพียงเดินตามหลังเฉินชิงไปอย่างเงียบเชียบ คอยเฝ้าสังเกตวิธีที่เธอใช้ในการเจรจาพูดคุยกับเหล่าอาจารย์ช่างฝีมืออาวุโสแต่ละคน
ทั้งสองคนต้องวุ่นวายอยู่กับการสำรวจข้อมูลตลอดทั้งวัน จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเลิกงาน เฉินชิงจึงหันมาพูดกับหวงซินเผิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุณจำไว้นะหวงซินเผิง ต่อไปต้องรู้จักวางตัวให้มันดีกว่านี้หน่อย หน้าที่ของคณะกรรมการโรงงานอย่างพวกเรา คือการรับใช้และสนับสนุนคนงานในแผนกการผลิต ไม่ใช่การทำตัวเย่อหยิ่งเพื่อกดขี่พวกเขา”
“...ครับหัวหน้า ผมเข้าใจแล้วครับ”
หวงซินเผิงรับคำเสียงอ่อย เขาตระหนักได้ตั้งแต่ตอนที่หัวหน้าเอ่ยปากเตือนให้เขาจดบันทึกแล้วว่า ทัศนคติที่เขาแสดงออกไปก่อนหน้านี้มันค่อนข้างหยิ่งยโสและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ชายหนุ่มรู้สึกละอายใจต่อความผิดพลาดของตนเองอย่างมาก
และในขณะเดียวกัน ความรู้สึกชื่นชมและนับถือในตัวหัวหน้าหญิงผู้นี้ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นในใจราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกรากจนไม่อาจต้านทานได้
เฉินชิงเก็บข้าวของส่วนตัวของเธอจนเรียบร้อยดีแล้ว ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าแผนกรักษาความปลอดภัย และตะโกนส่งเสียงถามคนงานที่ยังอยู่ด้านใน
“สหายในแผนกรักษาความปลอดภัยคะ มีใครสนใจอยากย้ายไปทำงานที่โรงงานสาขาบ้างไหมคะ?”
[จบบท]