บทที่ 423: ทำไมเธอถึงไม่ยุ่งแล้ว!
เฉินชิงเดินเข้ามาในห้องทำงานของหัวหน้าแผนกเติ้งโดยไม่สนใจท่าทีต้อนรับที่อีกฝ่ายแสร้งทำ เธอยื่นเอกสารในมือส่งให้เขา
“การต้อนรับไม่จำเป็นค่ะ ตามกฎระเบียบของมณฑล โรงงานขนาดใหญ่ที่ไปสนับสนุนพื้นที่ยากจน จะรับเงินจากประชาชนแม้แต่เฟินเดียวก็ไม่ได้”
“แต่แผนกเทคนิคกลับหาช่องทางอื่นเก็บเงินค่าอะไหล่จากพวกเขา นี่หมายความว่ายังไงคะ”
เติ้งหย่งคังรับเอกสารไป กวาดตาอ่านอย่างไม่ทุกข์ร้อนจนจบ แม้ดวงตาของเขาจะไม่ใหญ่นัก แต่รอยพับบนเปลือกตากลับซ้อนกันหลายชั้น เมื่ออ่านจบ สีหน้าล้อเลียนก็ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ลุ่มลึกลง
“รองหัวหน้าเฉิน คุณคงไม่ได้คิดว่าพวกเรากล้าเขียนรายงานแบบนี้ แล้วจะกลัวการตรวจสอบหรอกนะ การสนับสนุน…”
“ใครๆ ก็เอาแต่พูดว่าสนับสนุน แล้วเงินล่ะครับ ถ้าผมไม่ให้ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ กับคนในแผนกเทคนิค พวกเขาจะเต็มใจถ่อไปทำงานในชนบทหรอ”
สิ้นเสียง เขาก็สะบัดเอกสารในมือทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไว้หน้า เสียงกระดาษปึกใหญ่กระทบโต๊ะดัง แปะ!
หลี่อวี้ฮว๋าที่ยืนอยู่ด้านหลังสะดุ้งสุดตัว หัวใจแทบจะเด้งออกมานอกอก เธอรีบก้มหน้าลงต่ำจนคอแทบจะพับ
เฉินชิงไม่แสดงอาการตื่นกลัว เธอกลับดึงเก้าอี้ที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามออกมานั่งลง จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา
“พวกคุณก็เลยใช้เงินงบประมาณล่วงหน้าจนหมดเกลี้ยง แล้วโยนภาระความรับผิดชอบนี้ไปให้ชาวบ้านตาดำๆ ที่ก้มหน้าก้มตาทำนาอย่างขยันขันแข็ง ให้พวกเขาต้องควักเงินมาสนับสนุนพวกคุณกลับอย่างนั้นเหรอคะ”
“เฉินชิง เรื่องที่คุณทำในโรงงานเครื่องจักร ผมยอมรับนะว่าคุณมีความกล้าอยู่ไม่น้อย แต่เรื่องนี้คุณไม่ต้องเข้ามายุ่ง”
เติ้งหย่งคังโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเย้ยหยัน “คุณเชื่อหรือเปล่าล่ะ ว่าคุณอุตส่าห์คิดแทนกองพลน้อยพวกนั้น แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็จะหันกลับมาโทษคุณอยู่ดี”
“โทษฉันว่าไม่รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ โทษฉันที่เป็นต้นเหตุให้ช่างเทคนิคไม่ยอมซ่อมอุปกรณ์ของพวกเขาให้ดีๆ ใช่ไหมคะ”
“ในเมื่อคุณรู้อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามายุ่งอีก”
เติ้งหย่งคังหยิบแก้วน้ำเคลือบของตนขึ้นมา “หัวหน้าเฉิน คุณยังอายุน้อย โลกใบนี้มันไม่ได้มีแค่สีขาวกับสีดำ มือของคุณก็ไม่ได้ยาวพอที่จะจัดการทุกเรื่อง และคุณก็ไม่ควรจะยุ่งเรื่องที่มันกว้างเกินตัวแบบนี้”
“หัวหน้าแผนกเติ้งพูดถูกค่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เรื่องที่แผนกเทคนิคต้องลงพื้นที่ไปช่วยเหลือสหายในชนบท ก็ให้แผนกเทคนิคเป็นผู้รับผิดชอบไปทั้งหมด”
“คณะกรรมการโรงงานจะไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น” เฉินชิงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
“หัวหน้าแผนกเติ้งคะ คุณมีร่มคันใหญ่คอยคุ้มกะลาหัวอยู่ แต่ฉันไม่มีนี่คะ การไหลตามน้ำไปเงียบๆ เป็นท่าทีของคุณ แต่การป้องกันตัวเองเอาไว้ก่อน เป็นท่าทีของฉัน”
เติ้งหย่งคังที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับหยุดชะงักไป เขาจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มของเธอด้วยแววตาที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก
เฉินชิงไม่รอช้า เธอลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที หลี่อวี้ฮว๋าที่ยืนตัวลีบอยู่นานรีบโค้งคำนับให้เติ้งหย่งคังอย่างนอบน้อมที่สุด ก่อนจะจ้ำอ้าวตามรองหัวหน้าเฉินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว! ทำไมหัวหน้าแผนกเติ้งคนนี้เวลาโกรธถึงได้น่ากลัวขนาดนี้นะ! ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวของหลี่อวี้ฮว๋า
เมื่อร่างของทั้งสองลับสายตาไป เติ้งหย่งคังก็กระแทกแก้วน้ำเคลือบในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงจนน้ำในแก้วกระฉอกออกมาสาดกระเซ็น เขาถึงกับสบถคำหยาบออกมา
บ้าจริง! ยัยเฉินชิงนั่นไม่ใช่คนที่ชอบต่อสู้เพื่อความอยุติธรรมที่สุดหรือไง แล้วทำไมถึงไม่ยอมยุ่งต่อล่ะ!
แผนกเทคนิคที่ลงพื้นที่ไปสนับสนุนแต่ละครั้ง จะต้องเก็บเงินกลับมาได้หลายร้อยหยวน และเงินก้อนนั้นก็ไม่เคยไหลเข้าคลังของแผนกเทคนิคเลยแม้แต่หยวนเดียว
เขาอุตส่าห์คาดหวังว่าเฉินชิงจะมาเปิดโปงเรื่องราวทั้งหมดนี้ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเธอเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเสียอย่างนั้น นี่มันไม่สอดคล้องกับนิสัยใจคอของเธอเลยแม้แต่น้อย
เติ้งหย่งคังรู้สึกหงุดหงิด เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองแสดงละครพลาดไปตรงไหน ทำไมถึงไม่สามารถกระตุ้นต่อมคุณธรรมของเฉินชิงให้ลุกขึ้นมาสู้ได้
เสียงกริ่งเลิกงานดังขึ้นพอดี ชายวัยกลางคนยกมือขึ้นนวดขมับของตัวเอง รู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจ
เสียงประกาศแจ้งเวลาเลิกงานผ่านเครื่องขยายเสียงดังขึ้นทั่วโรงงาน แต่เฉินชิงยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในแผนกของเธอ
“ยังมีคนอื่นที่ทุจริตอีกไหม” เธอหันไปถามหลี่อวี้ฮว๋า
“เอ่อ... ไม่น่าจะมีแล้วนะคะ” หลี่อวี้ฮว๋าตอบเสียงอ่อยอย่างไม่มั่นใจ
“พรุ่งนี้เริ่มตรวจสอบทั้งหมด!” เฉินชิงสั่งการ
ความร่วมมือกับแผนกเทคนิคในครั้งนี้ หากฝ่ายนั้นมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง คณะกรรมการโรงงานในฐานะผู้ประสานงานก็ย่อมจะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
เฉินชิงไม่อยากต้องมารับโทษฐาน 'ทุจริต' ทั้งที่เธอไม่ได้แตะต้องเงินสกปรกนั่นแม้แต่เฟินเดียว
“แต่... ปริมาณงานมันใหญ่เกินไปนะคะ แล้วนี่ก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ปกติก็มีเรื่องจุกจิกให้ต้องทำเยอะอยู่แล้วด้วย” หลี่อวี้ฮว๋าพยายามจะทักท้วงด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ตรวจ!”
“ค่ะ”
หลี่อวี้ฮว๋ารับคำอย่างว่าง่ายในที่สุด เฉินชิงเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ดูเหมือนว่าหลี่อวี้ฮว๋าจะมีแนวโน้มชอบให้คนอื่นบังคับจริงๆ
เวลาที่เธอพูดด้วยดีๆ กลับไม่ค่อยอยากจะฟัง แต่พอถูกดุหรือถูกสั่งการเสียงแข็งเข้าหน่อย กลับรีบทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไวเป็นพิเศษ
***
วันนี้เฉินชิงเลิกงานช้ากว่าปกติ ทำให้เธอได้เดินกลับบ้านพร้อมกับเฮ่อหย่วนที่เพิ่งออกมาจากสถาบันวิจัยพอดี
“ทำไมวันนี้คุณเลิกงานดึกจังเลยล่ะ” เฮ่อหย่วนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เฮ้อ พูดไปก็ยาว” เฉินชิงดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ
“ฉันอยากเป็นเจ้าของหอพัก แล้วนอนเก็บค่าเช่าไปวันๆ โดยไม่ต้องทำงานอีกเลยตลอดชีวิตจัง”
เธอนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ ตอนนั้นชีวิตของเธอช่างสุขสบาย ต่อให้ต้องไปทำงาน อย่างมากก็ยุ่งแค่ครึ่งวันเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ยิ่งเธอพยายามดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหนื่อยมากขึ้นเท่านั้น ต้องวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แทบไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจ
เฮ่อหย่วนหยุดเดินแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ก็ได้นะ ถ้าคุณยอมย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน เงินเดือนของผมในอีก 5 ปีข้างหน้า น่าจะพอซื้อบ้านในเมืองหลวงได้อีกสัก 3 หลัง ส่วนเงินที่เหลือก็มากพอสำหรับค่าใช้จ่ายของทั้งครอบครัวโดยที่คุณไม่ต้องทำงานเลย”
“ไม่ได้!” เฉินชิงปฏิเสธออกมาทันควัน
“คุณดูสิ...” เฮ่อหย่วนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
เธอเป็นแบบนี้เสมอ ชอบบ่นพึมพำว่า 'ฉันไม่อยากทำงานแล้ว' หรือ 'อยากจะเข้าไปอัดหน้าหัวหน้าสักที' หรือไม่ก็ 'ถ้าคราวหน้ายังเสนอตัวไปรับงานมาทำอีกฉันก็เป็นหมาแล้ว'
และอีกสารพัดคำบ่นที่คล้ายๆ กัน พอเขาฟังแล้วรู้สึกว่าเธอคงจะเหนื่อยมากจริงๆ จึงเสนอทางออกให้เธอได้พัก เธอก็จะปฏิเสธอย่างแข็งขัน แล้วก็หันมาเทศนาเขาอีกชุดใหญ่...
เหมือนกับที่เธอกำลังทำอยู่ในตอนนี้
“ดูอะไรฉันคะ ไม่ได้ก็คือไม่ได้! ถ้าฉันยอมตามคุณไปอยู่ที่เมืองหลวง ฉันก็กลายเป็นแม่บ้านน่ะสิ แล้วถ้าฉันกลายเป็นแม่บ้านจริงๆ คุณก็จะกลายเป็นคนบาปหนาเลยรู้ไหม”
“เพราะคุณเป็นคนขัดขวางอนาคตของดาวรุ่งดวงใหม่ที่กำลังจะเจิดจรัส! นี่คุณคิดดูนะ ตอนนี้ฉันได้เป็นถึงหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานแล้ว เวลาคุณออกไปข้างนอก แล้วบอกคนอื่นว่าคู่ชีวิตของคุณเป็นรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงาน”
“คุณก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย แต่ถ้าฉันเป็นแค่คนธรรมดา... อ้อ แต่แน่นอน ต่อให้ฉันจะเป็นคนธรรมดาแค่ไหน คุณก็ต้องรักฉันอยู่ดี ไม่อย่างนั้นฉันจะอัดคุณให้เละเลย คอยดูสิ ได้ยินที่ฉันพูดไหม”
เฮ่อหย่วนลอบถอนหายใจ นี่มันเผด็จการชัดๆ
“ได้ยินครับ”
“ก็ดี~”
เฉินชิงเชิดหน้าขึ้นอย่างพึงพอใจ พร้อมกับส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า 'ถือว่าคุณยังฉลาด' ไปให้เขา เฮ่อหย่วนมองท่าทางหยิ่งผยองเล็กๆ ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูนั่นแล้วก็ยิ้มออกมา
“ถ้างั้น หัวหน้าเฉิน ก็สู้ๆ กับการทำงานต่อไปนะครับ”
“อย่าพูดแบบนี้สิ มันน่ากลัว” เฉินชิงรีบยกมือขึ้นปิดหู ไม่อยากจะได้ยินคำนี้
เฮ่อหย่วนได้แต่หัวเราะเบาๆ กับท่าทางนั้น
“นี่ทำไมคุณถึงได้ขยันขนาดนี้นะ! ทำเอาตอนนี้ฉันด่าคุณไม่ลงเลยเห็นไหม” เฉินชิงหันมาจ้องเขาอย่างหงุดหงิด
เฮ่อหย่วนถึงกับนิ่งไปเล็กน้อยกับตรรกะของเธอ ก่อนที่เฉินชิงจะเป็นฝ่ายถอนหายใจออกมาเอง
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงบ้าน เสี่ยวอวี้ ก็วิ่งออกมารับพร้อมกับตะโกนเรียกอย่างร่าเริง
“คุณน้าคะ!”
เฉินชิงยิ้มกว้าง ก้มลงไปกอดหลานสาวตัวน้อยไว้แนบอก เฮ่อหย่วนเดินตามเข้ามาในบ้าน วันนี้เฮ่ออวี้เสียงออกไปซื้อเนื้อมาเตรียมไว้ ทำให้มื้อเย็นของพวกเขามีเมนูผัดผักกาดหอมต้นกับเนื้อ และไข่ตุ๋นน้ำร้อนๆ
ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันบนโต๊ะอาหาร เสี่ยวอวี้ก็เริ่มเล่าเรื่องเจื้อยแจ้วให้ผู้เป็นน้าฟัง
“คุณน้าคะ พรุ่งนี้เหมาเหมาเขาอยากมาค้างที่บ้านเราสักพักน่ะค่ะ”
“ได้สิจ๊ะ” เฉินชิงตอบรับด้วยความยินดี
“คุณน้ารู้ไหมคะว่าทำไมเหมาเหมาถึงจะมา หนูจะบอกให้นะคะ ก็เพราะว่าแม่ของเหมาเหมาต้องไปทำงานต่างถิ่นค่ะ!”
“ป้าทาเลียเก่งมากๆ เลย รู้ภาษาต่างประเทศตั้งเยอะแยะ แล้วป้าก็เลยจะได้ตามพ่อของเหมาเหมาไปทำงานด้วยกัน พอไปทำงานต่างถิ่นก็จะได้เห็นวิวสวยๆ เยอะแยะไปหมดเลย ป้าทาเลียต้องดีใจมากแน่ๆ เลยค่ะ!”
เสี่ยวอวี้เล่าไปก็ยิ้มไปอย่างมีความสุข
“โอ้โห ดีจังเลยนะจ๊ะ” เฉินชิงเองก็ประหลาดใจและดีใจไปกับทาเลียด้วย
“ใช่ค่ะ!” เสี่ยวอวี้พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
บนโต๊ะอาหารเพิ่งจะพูดถึงทาเลียไปหยกๆ พอกินข้าวเสร็จและเก็บล้างถ้วยชามเรียบร้อย ทาเลียก็เดินทางมาหาพวกเขาที่บ้านพักพอดี
“เสี่ยวชิงจ๊ะ ช่วงนี้ฉันคงต้องรบกวนเธอช่วยดูแลเหมาเหมาให้หน่อยนะจ๊ะ”
“โอ๊ย เรื่องเล็กน้อยเอง ไม่ต้องเกรงใจเลย”
“ฉันได้ยินมาว่าเดือนหน้าเธอกับเฮ่อหย่วนก็ต้องไปทำงานต่างถิ่นเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ ถ้าอย่างนั้น พวกเธออยากให้ฉันช่วยดูแลอวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ให้ไหม” ทาเลียเอ่ยปากเสนอ
พอเฮ่ออวี้เสียงและเฮ่ออวี้ถิงได้ยินว่าทั้งคุณน้าและคุณอาจะต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่นพร้อมกัน สองพี่น้องก็ใจหายวาบขึ้นมา
“คือตอนนี้เอกสารอนุมัติมันยังไม่ลงมาเลย พวกเราเองก็ยังไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัดเหมือนกัน คงต้องรอดูผลสรุปสุดท้ายอีกทีน่ะ” เฉินชิงตอบ
สองพี่น้องไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่พากันไปเล่นกับเหมาเหมาเงียบๆ
“ถ้าพวกเธอสองคนได้รับเลือกให้ไปจริงๆ ล่ะก็ นั่นถือเป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ เลยนะ” ทาเลียพยักหน้าเข้าใจ
[จบบท]