บทที่ 439: การเผชิญหน้าของตัวร้ายและพระเอก
เฮ่ออวี้ถิงกำลังง่วนอยู่กับการรื้อค้นกล่องสมบัติของเธออย่างขะมักเขม้น พลางส่งเสียงอึ๊บอั๊บตามประสาเด็ก ในที่สุดมือเล็กๆ นั้นก็คว้าแท่งไม้ที่ยืดหดได้ออกมา
“เจอแล้ว!”
“เฮ้อ” เฮ่ออวี้เสียงที่มองอยู่ได้แต่ถอนหายใจยาว
เด็กหญิงยัดไม้นั่นลงในกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มค้นหา "สมบัติ" ชิ้นต่อไปที่เธอตั้งใจจะนำไปปักกิ่งด้วย
จนกระทั่งเสียงของคุณอาตะโกนเรียกจากด้านนอกว่า “กินขมาทานข้าวได้แล้ว” ภารกิจค้นหาจึงยุติลงชั่วคราว
บนโต๊ะอาหารมื้อนั้น เฮ่ออวี้ถิงจัดการอาหารของตัวเองอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ เพื่อที่จะได้ตามคุณอาไปที่สถาบันวิจัย เมื่อไปถึง เฮ่อหย่วนก็ต่อสายโทรศัพท์ไปยังบ้านพักรวมในปักกิ่งเพื่อพูดคุยกับฟู่อันหัว
ในเวลาเดียวกันนั้น ฟู่อันหัวซึ่งกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในบ้านพักรวมที่ปักกิ่งก็ได้ยินเสียงของป้าที่ดูแลตู้โทรศัพท์สาธารณะตะโกนเรียกมาแต่ไกล
“มีโทรศัพท์ถึงเธอน่ะ”
“จากใครครับ”
“เขาบอกว่าชื่อเฮ่อหย่วนน่ะ แล้วก็กำชับว่าให้พาลูกชายคุณมาด้วย เพราะหลานสาวของเขาที่ชื่อเฮ่ออวี้ถิง อยากจะคุยกับลูกชายเธอ”
“เสี่ยวอวี้!!!”
เพียงแค่ได้ยินชื่อ ฟู่ซูเยี่ยนก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เขายังจำได้ว่าเคยให้เบอร์โทรศัพท์ที่นี่กับเสี่ยวอวี้ไป แต่ตัวเขากลับลืมขอเบอร์ของเธอไว้
หลังจากนั้น เขาก็ไม่รู้วิธีติดต่อเธออีกเลย แม้จะพยายามส่งจดหมายไปที่โรงงานเครื่องจักรถึงสองฉบับ แต่ก็คงไร้ผล
เพราะเฮ่ออวี้ถิงไม่ได้เป็นพนักงานของโรงงาน แผนกรักษาความปลอดภัยจึงไม่น่าจะส่งจดหมายนั้นให้เธอ ทำให้เขาขาดการติดต่อและไม่ได้เล่นกับเสี่ยวอวี้มานานเกือบปีเต็ม
ฟู่ซูเยี่ยนไม่รอช้า รีบวิ่งตามป้าคนนั้นไปยังตู้โทรศัพท์ทันที ฟู่อันหัวเห็นดังนั้นจึงรีบสวมรองเท้าแล้วก้าวตามลูกชายไปติดๆ
“ไอ้ลูกชายตัวดี วิ่งช้าๆ หน่อย เดี๋ยวก็หกล้มพอดี”
พอมาถึงตู้โทรศัพท์ ทั้งคู่ยังต้องยืนรอเวลาที่นัดหมายไว้เพื่อโทรกลับ ระหว่างที่รอนั้น ฟู่ซูเยี่ยนก็หันไปถามพ่อ
“พ่อครับ เสี่ยวอวี้โทรมาต้องมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ ถ้าหากเสี่ยวอวี้อยู่ที่มณฑลกวางตุ้งแล้วไม่มีความสุข อยากย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่ง”
“พ่อช่วยให้เสี่ยวอวี้มาอยู่บ้านเราได้ไหมครับ ผมสัญญาว่าจะดูแลน้องสาวอย่างดีที่สุดเลย”
ฟู่อันหัวถึงกับส่งเสียง ‘เฮอะ’ ออกมา “นี่คิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่ น้ากับอาของเขาเป็นบุคคลสำคัญระดับนั้น เขาจะมาลำบากที่บ้านเราทำไม”
คำพูดของพ่อทำให้ฟู่ซูเยี่ยนผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เขาทำได้เพียงจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์เครื่องนั้น รอคอยเสียงกริ่งที่ดังขึ้นในเวลาที่นัดหมาย เขารีบคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย “ฮัลโหลครับ”
“ฮัลโหล พี่หงหง นี่เฮ่ออวี้ถิงนะ สหายเสี่ยวอวี้ พี่จำฉันได้ไหม”
“จำได้สิ!” ฟู่ซูเยี่ยนตอบรับด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ
“เสี่ยวอวี้ เธออยากมาเที่ยวที่ปักกิ่งเหรอ ฉันมีเงินเก็บเยอะเลยนะ เดี๋ยวฉันส่งเงินไปให้ แล้วจะส่งใบสมัครไปให้ด้วย”
“เธอแค่เอาใบนั้นไปยื่นที่สำนักงานเขตเพื่อขอจดหมายแนะนำตัว แล้วฉันจะบอกพ่อให้ช่วยหาคนไปรับรองเธอ แค่นี้เธอก็มาปักกิ่งได้แล้ว”
ฟู่อันหัว “…”
นี่ไอ้ลูกชายคนนี้มันเห็นพ่อเป็นธุรการรึยังไง
ป้าที่ดูแลตู้โทรศัพท์ได้ยินบทสนทนาก็อดยิ้มขำไม่ได้ เธอหันมาแซวฟู่อันหัว “แหม เสี่ยวเยี่ยนนี่เก่งจัง อายุนิดเดียวก็รู้จักเอาอกเอาใจเด็กผู้หญิงซะแล้ว มีแววเก่งกว่าเธออีกนะเนี่ย”
ฟู่อันหัวทำได้เพียงหัวเราะกลบเกลื่อนอย่างแห้งแล้ง แต่ในใจก็ยอมรับว่าลูกชายเก่งกว่าเขาจริงๆ เก่งเกินวัยไปมากทีเดียว
ในสายโทรศัพท์ เฮ่ออวี้ถิงหัวเราะร่า “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก พอดีคุณน้ากับคุณอาของฉันได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วม ‘การประชุมเชิดชูเกียรติพนักงาน’ ที่ปักกิ่ง
ฉันก็เลยจะขอตามไปด้วย ถ้ามันสะดวก พอถึงเวลาที่พวกเขาเข้าประชุมแล้ว ฉันกับพี่ชายจะแอบไปหาพี่เล่นที่บ้าน ดีไหม”
“ดีเลย! เยี่ยมมาก! แล้วเธอจะมาถึงเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันกับพ่อไปรับที่สถานีรถไฟ”
“ฉันจะออกเดินทางวันที่ 2 ตอนตี 5 แต่จะไปถึงนู่นก็วันที่ 3 ตอนห้าทุ่มนู่นแนะ ไม่ต้องมารับหรอก ดึกแล้ว ฉันแค่โทรมาบอกพี่ไว้ก่อน แค่นี้นะ ฉันต้องวางสายแล้วล่ะ”
“บ๊ายบาย”
แม้ฟู่อันหัวจะได้ยินเสียงสัญญาณสายตัดไปแล้ว แต่ลูกชายของเขายังคงถือหูโทรศัพท์ค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนจะวางลงอย่างอ้อยอิ่ง จากนั้นก็หันมาอ้อนวอนพ่อ
“พ่อครับ คืนวันที่ 3 เราไปรับเสี่ยวอวี้กันนะครับ นะครับพ่อ”
“เขามาในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมเชิดชูเกียรติ เขามีรถรับส่งพิเศษของทางการมารับอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เราไปรับหรอก” ฟู่อันหัวใช้นิ้วเคาะหน้าผากลูกชายเบาๆ
“จะขยันอะไรขนาดนั้นกัน”
“แต่เสี่ยวอวี้เป็นเพื่อนที่ดีของผมนะครับ” ฟู่ซูเยี่ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ ของผมเลย”
“เอ้าๆ ก็ได้ เดี๋ยวพ่อจะลองดูตารางงานแล้วจัดการให้แล้วกัน”
ปกติแล้วไอ้ลูกชายคนนี้เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ค่อยจะร้องขออะไรจากเขาสักเท่าไหร่ พอนานๆ ทีมีเรื่องมาขอร้อง ในฐานะพ่อ ฟู่อันหัวก็ย่อมอยากจะตามใจลูกเป็นธรรมดา
และที่สำคัญ ผู้ปกครองที่พาเสี่ยวอวี้มาด้วยก็คือเฮ่อหย่วนกับเฉินชิง สองสามีภรรยาคู่นี้นับเป็นผู้ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลในงานประชุมเชิดชูเกียรติครั้งนี้
แถมยังมากันเป็นคู่ ย่อมต้องเป็นที่จับตามองของทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย
ตัวฟู่อันหัวนั้นรู้จักและนับถือเฮ่อหย่วนเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว และในปีนี้ที่เฮ่อหย่วนมาปักกิ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจ ทั้งสองยังบังเอิญได้เดินทางไปมองโกเลียด้วยกัน ทำให้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันอีกระยะหนึ่ง
ในช่วงเวลานั้น เขาก็ยิ่งประทับใจในตัวเฮ่อหย่วนมากขึ้น สำหรับงานประชุมครั้งนี้ เขาก็คอยติดตามข่าวของเฮ่อหย่วนอยู่ พอเห็นว่ามีชื่อเขาได้รับรางวัลด้วยก็ยินดีด้วยอย่างใจจริง
รู้สึกว่ารางวัลนี้เหมาะสมกับความสามารถของเฮ่อหย่วนแล้ว ส่วนภรรยาของเขา เฉินชิง แม้จะไม่คุ้นเคยนัก แต่ตอนที่เขาประจำอยู่ที่โรงงานเครื่องจักรก็ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องราวของเธอมาไม่น้อย
ว่าเป็นสหายหญิงที่ทั้งเก่งและเด็ดเดี่ยวมากคนหนึ่ง สองสามีภรรยาคู่นี้ล้วนเป็นคนมีความสามารถ การสร้างสัมพันธ์อันดีไว้ด้วยย่อมไม่มีอะไรเสียหาย
คิดได้ดังนั้น วันรุ่งขึ้นฟู่อันหัวจึงไปจัดการเรื่องการเดินทางไปรับครอบครัวเฮ่อหย่วนด้วยตัวเอง
ทางด้านครอบครัวของเฉินชิง พวกเขาจัดการเก็บสัมภาระทุกอย่างเรียบร้อยภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อเตรียมตัวขึ้นรถไฟในเวลาตีห้าของวันรุ่งขึ้น
ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ถูกเชิญไปร่วมงาน เธอกับเฮ่อหย่วนจึงได้รับตั๋วรถไฟตู้นอนที่ทางองค์กรจัดหาไว้ให้ แต่ปัญหาคือเฮ่ออวี้ถิงกับเฮ่ออวี้เสียงไม่มีตั๋ว
สองสามีภรรยาต้องวิ่งเต้นใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะได้ตั๋วตู้นอนในรถไฟขบวนเดียวกันมาเพิ่มอีกสองใบ ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่อยากพาครอบครัวไปร่วมยินดีที่ปักกิ่ง
คนอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลต่างก็อยากให้คนสำคัญในชีวิตได้ไปร่วมสัมผัสเกียรติยศในวาระสำคัญนี้ด้วยกันทั้งนั้น ส่งผลให้ตั๋วรถไฟสองใบนี้กลายเป็นของล้ำค่าที่ได้มาอย่างยากลำบาก
เมื่อขึ้นมาบนรถไฟ เฮ่ออวี้ถิงปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นบนอย่างตื่นเต้น แล้วยื่นมือลงมาหาพี่ชาย “พี่จ๋า ดูสิ ที่นอนของเราอยู่สูงจังเลยค่ะ”
เฮ่ออวี้เสียงที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงของเขา ทำเพียงแค่มองแสงสีมืดสลัวที่วิ่งผ่านนอกหน้าต่าง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างขอไปทีว่า “อืม”
เฉินชิงตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อมาเตรียมตัว และถึงตอนนี้เธอก็ยังนอนไม่หลับ ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก
เธอคิดอยากจะเตรียมชุดหมากล้อมมาเล่นหมากเก็บแก้เบื่อก็ทำไม่ได้ หรือจะพกไพ่มาเล่นกันทั้งครอบครัวก็ไม่เหมาะสมอีก เพราะนี่คือรถไฟสำหรับเจ้าหน้าที่
การจะมามัวเมาอยู่กับการเล่นสนุกคงดูไม่ดี เฉินชิงเหลือบมองสามีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
เธอก็รู้สึกหงุดหงิดอยากจะระบายอารมณ์ แต่การจะไปต่อว่าสามีที่กำลังใฝ่รู้ใฝ่เรียนก็ดูจะไร้เหตุผลเกินไป เธอจึงทำได้เพียงอดทนความเบื่อหน่ายนั้นไว้
“เสี่ยวอวี้ ลงมาเล่นเป็นเพื่อนน้าหน่อยดีไหมจ้ะ”
“ดีค่ะ!” เฮ่ออวี้ถิงไม่รอช้า กระโดดผลุงลงมาจากเตียงบนทันที พร้อมกับหยิบม้วนเชือกคู่ใจของเธอออกมา
“คุณน้าคะ เรามาเล่นพันด้ายกันเถอะค่ะ”
“ได้เลยจ้ะ น้าก็เล่นเกมนี้เป็นพอดี” เฉินชิงตอบรับอย่างกระตือรือร้น แล้วทั้งสองก็เริ่มเล่นพันด้ายกันอย่างสนุกสนาน
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองภาพของเสี่ยวอวี้กับคุณน้าที่กำลังหัวเราะคิกคักกับการเล่นเชือก เขารู้สึกว่าทั้งสองคนนี้มีอายุสมองไม่น่าจะเกินสามขวบ เขาหันกลับไปจดจ่ออยู่กับหน้าต่างดังเดิม
เฝ้ารอคอยแสงอาทิตย์แรกของวัน เมื่อแสงสีทองเริ่มสาดส่องลงบนผืนนาที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มุมปากของเฮ่ออวี้เสียงก็ยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นอีกครั้งที่เขาได้ออกมาเห็นโลกภายนอก
ขบวนรถไฟเคลื่อนผ่านทิวทัศน์และสถานที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว แต่เฮ่ออวี้เสียงก็ยังคงจ้องมองภาพเหล่านั้นไม่ยอมละสายตา
พอถึงเวลากลางคืน เฉินชิงกับเฮ่อหย่วนก็ตกลงกันว่าจะผลัดกันนอนเฝ้า เพราะทั้งคู่ต่างก็ไม่แน่ใจในความปลอดภัย
เกรงว่าอาจจะมีพวกค้ามนุษย์แฝงตัวมา เพื่อความปลอดภัยของเด็กทั้งสอง การนอนน้อยลงสักหน่อยก็ถือว่าคุ้มค่า
สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟครั้งนี้ของเฉินชิงกลับไม่น่าเบื่อเหมือนเคย เพราะการมีเสี่ยวอวี้อยู่ด้วยทำให้บรรยากาศคึกคักและสนุกสนานขึ้นมาก จนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ถึงกระนั้น การเดินทางที่ยาวนานเกือบสี่สิบชั่วโมงก็ยังทำให้เฉินชิงรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่ดี เมื่อขบวนรถไฟจอดเทียบชานชาลา เฮ่อหย่วนก็รับหน้าที่จัดการขนสัมภาระทั้งหมด
ส่วนเฉินชิงรับหน้าที่จูงมือเด็กทั้งสองไว้ให้แน่นที่สุด เธอถึงกับต้องใช้เชือกเส้นเล็กๆ ผูกข้อมือตัวเองไว้กับเด็กๆ
เพราะเธอกลัวจริงๆ ว่าหากเผลอเพียงชั่วครู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกเขาก้มหน้า หรือเดินช้ากว่าเพียงก้าวเดียว เด็กๆ ก็อาจจะหายตัวไปได้
ครอบครัวทั้งสี่คนจึงค่อยๆ เดินฝ่าฝูงชนออกไปทางด้านนอกอย่างไม่รีบร้อนนัก ต่างจากฟู่ซูเยี่ยนที่ยืนรออยู่ด้วยความร้อนใจ
“เสี่ยวอวี้จะมาเมื่อไหร่ครับพ่อ”
“ใกล้แล้วล่ะๆ” ฟู่อันหัวก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งพอดี ก็น่าจะใกล้ถึงเต็มทีแล้ว เมื่อเห็นว่ารถไฟขบวนที่เฮ่อหย่วนกับเฉินชิงโดยสารมาได้จอดเทียบชานชาลาแล้ว
เขาก็พาลูกชายเดินไปรอที่จุดนัดพบ เขายืนมองฝูงชนที่ทยอยเดินออกมาจากชานชาลาทางออกอยู่นาน สองพ่อลูกต้องยืนต้านลมหนาวเพื่อมองหาคนทั้งสี่ในกลุ่มคนเหล่านั้น
เมื่อเห็นว่าคนส่วนใหญ่ทยอยลงจากรถไฟจนเกือบหมดแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็เห็นร่างที่คุ้นเคยเดินออกมา
ฟู่ซูเยี่ยนแอบยืนอยู่ด้านหลังพ่อของเขาอย่างเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ โบกมือให้เสี่ยวอวี้เบาๆ
แต่เฮ่ออวี้ถิงกลับตะโกนเรียกชื่อเล่นของเขาอย่างร่าเริงและดังลั่น “พี่หงหง!”
ทันทีที่เฉินชิงได้ยินชื่อเรียกที่แสนจะคุ้นเคยนี้ เธอก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางหันไปมองเฮ่ออวี้เสียงที่ยืนอยู่ข้างๆ สลับกับมองไปยังฟู่ซูเยี่ยนที่ยืนอยู่กับพ่อของเขา
นี่สินะ ที่เรียกว่าตัวร้ายกับพระเอกได้มาเจอกันแล้ว
[จบบท]