บทที่ 463: บอกเด็กทั้งสองเรื่องการตั้งท้อง
นับตั้งแต่มหรกรรมการค้ากวางเจาได้เริ่มต้นขึ้น แม่เฒ่าฉินก็เปลี่ยนท่าทีมาประจบประแจงเฉินชิงอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งเมื่อรู้ว่าลูกสะใภ้คนเล็กมีความสัมพันธ์อันดีกับเฉินชิง ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เธอจึงเลิกดุด่าลูกสะใภ้คนเล็กไปโดยปริยาย
ก็เฉินชิงคือหัวหน้างานโดยตรงของเธอนี่นา เป็นคนสำคัญที่จะนำพาเธอไปสู่การทำเงินเดือนละร้อยหยวน!
รายได้ต่อเดือนทะลุร้อยหยวน แม่เฒ่าฉินแค่คิดภาพตามดวงตาก็พลันลุกวาวขึ้นมา
ขอเพียงแค่ได้เงินร้อยหยวนนั้นมาไว้ในกำมือ ครอบครัวของเธอเก็บหอมรอมริบอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถซื้อจักรยานสักคันไว้ใช้งานได้แล้ว
เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ แม่เฒ่าฉินจึงยิ่งกล่าวรับประกันกับเฉินชิงอย่างแข็งขัน “เฉินชิง เธอวางใจได้เลยนะ ต่อไปนี้ฉันจะตั้งอกตั้งใจทำงานอย่างสุดความสามารถเลย”
เฉินชิงพยักหน้าด้วยความชื่นชม “ฉันเชื่อมั่นในความสามารถของป้าอยู่แล้ว สหายท่านอื่นๆ ก็อย่าเพิ่งย่อท้อนะ บนเวทีแห่งนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากแล้ว”
“และในโอกาสนี้ขอชื่นชมสหายเมิ่งฮวนฮวนเป็นพิเศษ เธอคือสหายที่มีความอดทนมากที่สุดตลอดงาน”
“แม้จะต้องเผชิญหน้ากับลูกค้าที่จู้จี้จุกจิกหรือมีเงื่อนไขยุ่งยาก เธอก็ยังสามารถรับมือด้วยความเป็นมืออาชีพอย่างดีที่สุดเสมอ พวกเรามาปรบมือให้สหายเมิ่งฮวนฮวนกันหน่อยค่ะ”
เมิ่งฮวนฮวนกลับรู้สึกสับสนในใจ ไม่แน่ใจว่าควรจะดีใจหรือกังวลกับคำชมนี้ดี หากถามว่าทำไมเธอถึงมีความอดทนได้สูงส่งถึงเพียงนั้น ก็เพราะว่าเธอเป็นพยาบาลมาก่อนน่ะสิ!
ในทุกครั้งที่มีการประชุมกลุ่มย่อย เฉินชิงจะพยายามอย่างที่สุดที่จะเอ่ยชมทุกคนให้ทั่วถึง เพราะทุกคนที่ติดตามเธอมาปฏิบัติงานในครั้งนี้ต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก
เกินกว่าที่เธอเคยคาดคิดจินตนาการไว้มากมายนัก เธอจึงไม่อยากที่จะละเลยหรือมองข้ามความตั้งใจของใครไปแม้แต่คนเดียว
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมย่อย เฉินชิงก็ได้แจกจ่ายตั๋วเนื้อสัตว์ให้แก่ทุกคน
ระหว่างเส้นทางกลับบ้านบนรถโดยสาร แม่เฒ่าฉินพลันเปลี่ยนอารมณ์จากท่าทีประจบประแจงที่แสดงต่อหน้าเฉินชิงโดยสิ้นเชิง
เธอมุ่งตรงมายังจางตงเฟยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม “ไม่รู้ว่าเป็นใครกันนะที่เพิ่งเข้ามาในเมือง ก็มาขออาศัยอยู่บ้านฉันเสียนานสองนาน”
“ฉันอุตส่าห์เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีทั้งเรื่องที่กินที่อยู่ ถ้าหากว่าเป็นฉัน ที่มีญาติใจดีเลี้ยงดูปูเสื่อดีขนาดนี้ล่ะก็ ต่อให้ฉันมีเงินติดตัวแค่เฟินเดียว ฉันก็จะยกให้ญาติไปแล้ว นับประสาอะไรกับแค่ตั๋วเนื้อสัตว์”
จางตงเฟยโกรธจนแทบกระอักเลือด เขากำตั๋วเนื้อสัตว์ในมือกไว้แน่น “ผมไม่มีวันให้ตั๋วเนื้อสัตว์กับยัยแก่ใจร้ายอย่างคุณหรอก”
เขายังต้องเก็บมันไว้รอจนกว่ามหรกรรมการค้ากวางเจาจะจบสิ้น เพื่อที่จะซื้อเนื้อกลับไปฝากพ่อแม่ของเขา
แม่เฒ่าฉินเมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มเปิดฉากปะทะคารมกับเขาทันที
พนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถได้แต่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนุกสนาน คนทั้งสองยังคงโต้เถียงกันไม่หยุดมาตลอดเส้นทาง จนกระทั่งจางตงเฟยเป็นฝ่ายลงจากรถไปก่อน
เวลาผ่านไปไม่นาน เฉินชิงและคนอื่นๆ ก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน
เสี่ยวอวี้กำลังฟุบใบหน้าลงกับโต๊ะ แก้มกลมยุ้ยของเธอถูกกดทับจนแบน “วันนี้หนูทำยอดขายได้แย่จังเลยค่ะ”
แม้แต่อุตส่าห์ติดกิ๊บสวยๆ ก็ยังไม่ช่วยอะไรเลย!
เสี่ยวอวี้จึงยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง “ที่เขาว่าใช้หน้าตาหากินมันอยู่ได้ไม่นานนี่ท่าจะจริงนะคะ”
เฉินชิงถึงกับหัวเราะจนตัวสั่น “นี่หนูกำลังพูดเรื่องอะไรของหนูน่ะ”
การขายของมันไม่ใช่เรื่องง่าย เสี่ยวอวี้จึงได้แต่ถอนหายใจออกมา
เสี่ยวอวี้แสดงสีหน้าเศร้าสร้อย
ในวันนี้เฮ่ออวี้เสียงเองก็รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างเช่นกัน แม้ว่าคุณน้าจะเอ่ยชมเขาว่าวันนี้ขายของได้ดี แต่การประชุมย่อยนั้นจัดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง ที่คุณน้าชมหมายถึงยอดขายเก่าๆ ที่เคยทำไว้ดีต่างหาก แต่วันนี้ยอดขายของเขากลับตกลง!
เฮ่ออวี้เสียงจึงเดินไปหยิบสมุดโน้ตส่วนตัวออกมา แล้วเริ่มนั่งขบคิดอย่างจริงจังว่าจะพัฒนาวิธีการเพื่อเพิ่มยอดขายของตัวเองได้อย่างไร
ทว่าขณะที่เขากำลังจดจ่ออยู่กับการเขียนอยู่นั้น จมูกก็พลันได้กลิ่นหอมตลบอบอวลที่โดดเด่นโชยเข้ามาในอากาศ
เฮ่ออวี้เสียงจึงรีบผลุนผลันออกไปดู แล้วก็พบว่าอากำลังยืนคุมหม้อตุ๋นซุปไก่แก่อยู่ “วันนี้พวกเราจะได้กินไก่กันเหรอครับ!”
“อืม พอดีมีเรื่องสำคัญต้องคุยด้วยหน่อย”
หลังจากที่ได้ทราบข่าวดีเรื่องการตั้งครรภ์ สองสามีภรรยาก็ได้ตกลงกันว่าจะต้องแจ้งข่าวนี้ให้เด็กทั้งสองคนในบ้านได้รับรู้อย่างเป็นทางการ เฮ่อหย่วนจึงไปหาซื้อไก่มาหนึ่งตัวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
สัญชาตญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนเฮ่ออวี้เสียงว่านี่จะต้องเป็นเรื่องใหญ่มากแน่ๆ
เสี่ยวอวี้ร้องเสียงดังลั่น “ว้าวๆๆ! เนื้อไก่ของโปรด~”
เธอไม่ได้ลิ้มรสเนื้อไก่มานานมากแล้ว
เฮ่อหย่วนตักแบ่งน่องไก่ทั้งสองข้างใส่ลงในชามของเสี่ยวอวี้และเฮ่ออวี้เสียง ที่บ้านของพวกเขามีข้อตกลงกันว่าจะต้องสลับกันกินน่องไก่ และในรอบนี้ก็มาถึงคราวของเด็กทั้งสองคนพอดี
เสี่ยวอวี้จ้องมองน่องไก่ในชามตาเป็นมันด้วยความอยาก พอน่องไก่ชิ้นโตมาอยู่ในชามของตัวเอง เธอก็เตรียมพร้อมที่จะจัดการมันลงท้องทันที
เฮ่ออวี้เสียงต้องรีบยื่นมือไปรั้งน้องสาวเอาไว้ แล้วหันไปถามอา “อามีเรื่องอะไรจะพูดเหรอครับ มันเกี่ยวข้องกับที่พวกคุณสองคนต้องออกไปข้างนอกกันตั้งแต่เช้ามืดวันนี้หรือเปล่าครับ”
เสี่ยวอวี้พยายามอย่างยิ่งที่จะละสายตาออกจากน่องไก่ แล้วหันมาตั้งใจฟังคุณอาพูด
เฮ่อหย่วนตอบ “ใช่ มันเกี่ยวข้องกับที่พวกเราออกไปแต่เช้ามืดนั่นแหละ เพราะว่าอาพาน้าของพวกเธอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แล้วผลตรวจก็พบว่าน้าของพวกเธอท้องแล้ว”
เสี่ยวอวี้กะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนจะปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอเพ่งมองไปที่หน้าท้องของคุณน้า
“คุณน้าท้องน้องสาวเหรอคะ!”
ทางด้านเฮ่ออวี้เสียงเองก็ตกตะลึงกับข่าวนี้ไม่ต่างกัน เขาอ้าปากพะงาบๆ ราวกับมีคำพูดมากมายจุกอยู่ที่ลำคอ แต่กลับเรียบเรียงออกมาไม่ถูก
เฉินชิงจึงยิ้มพลางตอบเสี่ยวอวี้ “ก็มีโอกาส 50% ที่จะเป็นน้องสาวจ้ะ”
“ถ้างั้นน้องก็ต้องเรียกหนูว่าพี่สาวสิคะ! ถ้าน้องยอมเรียกหนูว่าพี่สาว หนูก็จะยอมยกของเล่นของหนูให้น้องเล่นด้วยเลย”
เสี่ยวอวี้นั้นรู้มาโดยตลอดว่าคุณน้าและคุณอาจะต้องมีลูกของตัวเองในสักวันหนึ่ง ในตอนแรกเธอก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่พอนานวันเข้าความรู้สึกนั้นก็จางลงไป
จนกระทั่งในตอนนี้ เธอมั่นใจและสัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยมว่าคุณน้าและคุณอารักเธอมากเพียงใด ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยที่เปี่ยมล้นนี้เอง ที่ทำให้เธอรู้สึกตั้งตารอและพร้อมที่จะเปิดรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว
เฉินชิงกล่าว “ได้เลยจ้ะๆ ถ้าเกิดน้องดื้อขึ้นมา ให้เสี่ยวอวี้ตีก้นสั่งสอนได้เลย”
เสี่ยวอวี้หัวเราะคิกคัก “พี่ชายเคยบอกว่าห้ามตีเด็กค่ะ หนูไม่ตีน้องชายหรือน้องสาวของหนูหรอก”
พูดจบเธอก็กระโดดลงจากเก้าอี้ แล้วรีบวิ่งมาหยุดอยู่ข้างๆ คุณน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องของคุณน้าด้วยแววตาแป๋วแหวว “คุณน้าคะ หนูขอลองจับท้องคุณน้าหน่อยได้ไหมคะ”
เฉินชิงตอบ “แน่นอนจ้ะ”
ฝ่ามือน้อยๆ ของเสี่ยวอวี้ค่อยๆ วางทาบลงบนหน้าท้องของคุณน้าอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอเปล่งประกายสดใส ฉายชัดถึงความปลาบปลื้มยินดี
“สวัสดีจ้ะ พี่ชื่อเฮ่ออวี้ถิงนะ ปีนี้พี่อายุ 6 ขวบแล้ว พี่คือพี่เสี่ยวอวี้ของเธอนะจ๊ะ ตอนที่อยู่ในท้องคุณน้าต้องเป็นเด็กดีนะรู้ไหม”
“อย่าดื้อกวนคุณน้าล่ะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวที่จะเกิดมาบนโลกใบนี้เลยนะ เพราะทันทีที่เธอเกิดมา ก็จะมีคนถึง 4 คนที่รักเธอ เธอจะเป็นเด็กที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยล่ะ”
เฉินชิงรู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน มันเป็นความรู้สึกที่ช่างมหัศจรรย์ ยากจะอธิบาย แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
เสี่ยวอวี้ของเธอคนนี้ ช่างเป็นเด็กที่รู้จักมอบความรักให้คนอื่นจริงๆ
หลังจากที่เสี่ยวอวี้แนะนำตัวเองเสร็จ เธอก็ไม่ลืมที่จะดึงแขนพี่ชายให้เข้ามาคุยกับน้องในท้องด้วย “พี่รีบมาทักทายน้องเร็วเข้าสิคะ”
เฮ่ออวี้เสียงกลับรู้สึกว่าการกระทำแบบนี้มันช่างน่าอายสิ้นดี
เฉินชิงและเฮ่อหย่วนต่างก็หันมามองเขาเป็นตาเดียวอย่างรอคอย
เฮ่ออวี้เสียงนั้นไม่ค่อยชอบการสัมผัสเนื้อตัวผู้อื่น เขาจึงทำเพียงแค่ขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วพูดกับหน้าท้องของคุณน้าแทน “พี่เป็นพี่ชายใหญ่นะ ต่อไปนี้พี่จะคอยดูแลเธอเอง”
แค่นี้ก็พอแล้ว
มันช่างน่าเขินอายจริงๆ
เฮ่ออวี้เสียงชักทนความเขินไม่ไหว “น้องยังไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นแหละ รีบๆ ทานข้าวกันได้แล้วครับ!”
แม้เขาจะแสร้งทำเสียงดุ แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำลามไปทั่วทั้งลำคอ
เสี่ยวอวี้เบะปากพลางคิดว่าพี่ชายของเธอน่าเบื่อสิ้นดี เธอน่ะน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ น้องที่เกิดมาจะต้องชอบเธอมากกว่าแน่ๆ!
พอคิดมาถึงตรงนี้ เสี่ยวอวี้ก็เผลอเอามือขึ้นมาปิดปากแล้วหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
เฮ่ออวี้เสียงมองอาการของน้องสาวแล้วส่ายหน้า “ท่าจะบ้าไปแล้ว รีบกินข้าวได้แล้ว!”
“ทราบแล้วค่ะ”
เสี่ยวอวี้ยอมกลับไปนั่งที่ของตัวเองอย่างเรียบร้อย แต่ทว่าสายตาของเธอก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่คุณน้าไม่วางตา
เฮ่อหย่วนและเฉินชิงเมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองไม่ได้แสดงอาการต่อต้านหรือโวยวายอะไร ก็ค่อยรู้สึกวางใจลงได้บ้าง
เฮ่อหย่วนจึงกล่าวต่อ “เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ข่าวที่น้าตั้งท้อง พวกเราเลยตัดสินใจบอกพวกเธอก่อนเป็นอันดับแรก”
“แต่สำหรับการบอกเพื่อนๆ หรือคนอื่นๆ นั้น เราจะรอให้ผ่านไปอีก 3 เดือนก่อน พวกเธอเข้าใจใช่ไหม”
สองพี่น้องพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
เฮ่อหย่วนพยักหน้าเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกำชับอีกแล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็กินข้าวกันเถอะ”
เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยถามขึ้น “แล้วมีอะไรบ้างไหมครับที่น้ากินไม่ได้หรือว่าทำไม่ได้”
เฉินชิงรีบชิงตอบ “ไม่มี! สำหรับคนท้องแล้ว ความสุขคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ต่อไปนี้พวกเธอทั้ง 3 คนจะต้องฟังน้าคนเดียวเท่านั้น”
เฮ่อหย่วนรีบกล่าวสนับสนุน “เธอพูดถูกแล้ว พวกเราทุกคนต้องฟังเธอ”
อันที่จริงการตั้งครรภ์มันก็มีข้อควรระวังอยู่มากมาย แต่เดี๋ยวเขาค่อยหาเวลาไปอธิบายให้เฮ่ออวี้เสียงฟังทีหลังก็ได้
เฉินชิงทำหน้าเปี่ยมเลศนัย “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพวกเธอ 3 คนต้องเต้นให้น้าดูเป็นการตอบแทนนะ”
เฮ่อหย่วนรีบปฏิเสธทันควัน “แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องฟังคนท้องไปเสียทุกเรื่อง 100% หรอกนะ”
เฮ่ออวี้เสียงรีบยกมือ “ผมเห็นด้วยครับ!”
เสี่ยวอวี้ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
[จบบท]