บทที่ 476: เกี่ยวก้อย
เฉินชิงโอบกอดเสี่ยวอวี้ไว้แน่น เธอกำลังสัมผัสกับความหมายของคำว่า 'ได้คืนกลับมา' อย่างลึกซึ้งว่ามันดีเพียงใด ทว่าเธอกลับรู้สึกได้ว่าเอวของเสี่ยวอวี้ดูหนาขึ้นผิดปกติ
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพียงแค่วันเดียวที่ไม่ได้กอด เหตุใดจึงรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้
เฉินชิงจึงก้มลงมองเอวของเสี่ยวอวี้ด้วยความสงสัย เมื่อสังเกตว่ารอบเอวดูไม่ปกติจึงใช้มือลูบคลำดูก่อนจะขมวดคิ้ว
ในจังหวะที่เธอกำลังจะเปิดเสื้อของเสี่ยวอวี้ขึ้น เฮ่อหย่วนยังอุทานคำว่า “เดี๋ยวก่อน”
ไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ เขาก็เห็นเฉินชิงตกใจจนทรุดเข่าลงกับพื้นต่อหน้าเสี่ยวอวี้
เสี่ยวอวี้รีบถอยห่างออกไปสามก้าว “คุณน้า... หนู... หนู... หนู...”
เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณน้าตกใจเลยสักนิด!
เฮ่อหย่วนรีบตรงเข้าไปประคองเฉินชิงให้ลุกขึ้นยืน
เฉินชิงมีสีหน้าราวกับหมดสิ้นทุกอย่าง “ฉันขอไปล้างมือก่อน!”
เธอ!
เพิ่งจะไปจับงูตัวเป็นๆ เข้า
แถมยังเห็นส่วนหัวของมันอย่างชัดเจน!
นี่เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าชีวิตของเธอจะรับไหวจริงๆ
ระบบโรงพยาบาลในฮ่องกงนับว่าพัฒนาไปมาก เฉินชิงจึงหาห้องน้ำเจอได้อย่างรวดเร็วและลงมือล้างมืออย่างรุนแรง ขณะที่ล้างมือเธอก็พูดคุยแลกเปลี่ยนสถานการณ์ของเด็กทั้งสองคนกับเฮ่อหย่วนไปด้วย
เฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เมื่อเฉินชิงกลับมาอีกครั้ง ทุกคนก็ไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นเหมือนตอนแรก เฉินชิงจึงฝากให้เฮ่อหย่วนกับเสี่ยวอวี้ช่วยเฝ้าเหมาเหมาไว้ ก่อนจะดึงตัวเฮ่ออวี้เสียงให้ไปนั่งที่ม้านั่งในสวนสาธารณะด้านล่างอาคาร “เรามาคุยกันหน่อย”
เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับ “ไม่มีอะไรต้องคุยครับ”
“น้าฟังอาของเธอพูดแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะตกใจอยู่ไม่น้อย เรื่องนี้เป็นความผิดของน้ากับอาจริงๆ ที่อาชีพการงานของเราเป็นต้นเหตุให้พวกเธอต้องมาเผชิญกับเรื่องน่ากลัวแบบนี้ โดยเฉพาะเหมาเหมา นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชัดๆ”
ตอนที่เธอมาถึงโรงพยาบาล คนแรกที่เฉินชิงพบคือเหมาเหมา ปกเสื้อของเขาชุ่มไปด้วยเลือด ภาพนั้นทำให้เธอรู้สึกผิดและสงสารจับใจ
เฮ่ออวี้เสียงยืนยัน “พวกเราไม่ได้เป็นอะไรมากครับ น้าอย่าคิดมากเลย”
เฉินชิงโน้มน้าว “ถ้างั้นเธอลองเล่าให้น้าฟังหน่อยได้ไหม ว่าพวกเธอรับมือกับเลขาธิการพรรคหยางยังไงบ้าง”
เฮ่ออวี้เสียงเงยหน้ามองน้าของตัวเอง เขารู้สึกว่าเธอกำลังหลอกล่อให้เขาพูด “คุณครูของพวกเราท้องเสียครับ มีคนจงใจวางยาพวกเรา พอเรารู้ตัวก็เลยให้เหมาเหมากลับบ้านก่อน ส่วนเสี่ยวอวี้ก็เอาเสี่ยวเฮยมาพันไว้ที่ตัว”
“แต่ไม่คิดว่าเหมาเหมาจะตามมา พอถึงบนเรือ เขาก็ใช้เหมาเหมาเป็นเหยื่อล่อ หลังจากเหมาเหมาถูกจับออกไป ผมกับเสี่ยวอวี้เลยแยกกัน ผมวิ่งไปที่ห้องคนขับ หาตู้ไฟจนเจอแล้วก็ปิดมันทันที”
“ในห้องคนขับยังมีไฟฉุกเฉิน ผมเลยทุบหลอดไฟทิ้ง แล้วถึงได้ข่มขู่ตาแก่หยางคนนั้น พอผมเริ่มหมดแรง เสี่ยวอวี้ก็เข้ามารับช่วงต่อพอดี หลังจากนั้น อาก็มาถึงครับ”
“ตอนที่เธอขู่ตาแก่หยางคนนั้น เขามีท่าทีอะไรพิเศษบ้างไหม อย่างเช่น ข่มขู่เธอ หรือคุกคามเธอ”
เฉินชิงรู้จักอุปนิสัยของหยางสีเหวินเป็นอย่างดี เขาเป็นประเภทที่เมื่อเจอปัญหาก็จะสงบสติอารมณ์และหาทางแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามของเฮ่ออวี้เสียง เขาย่อมต้องคิดหาทาง 'จัดการ' เฮ่ออวี้เสียงอย่างแน่นอน
เฮ่ออวี้เสียงลดเปลือกตาลงเล็กน้อย “ผมหลอกเอาเงินที่เขาซ่อนไว้ออกมาได้ครับ เงินเยอะมากจริงๆ กองเหมือนภูเขาลูกเล็กๆ เลย”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
เฉินชิงยังคงซักไซ้ต่อ
“จากนั้นผมก็จัดการ...”
เฮ่ออวี้เสียงยังพูดไม่ทันจบประโยคดี เฉินชิงก็ถูกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องพาตัวแยกออกไปเสียก่อน
เฮ่ออวี้เสียงเองก็ถูกส่งตัวกลับไปหาแพทย์ที่ดูแลเหมาเหมา
เด็กทั้งสามคนถูกจัดให้อยู่ด้วยกัน ขณะที่เฉินชิงกับเฮ่อหย่วนกำลังรับฟังหลักฐานความผิดที่ผู้ต้องหาให้การ
“เด็กบ้านคุณไหวพริบดีมากจริงๆ ครับ แต่ดูเหมือนบุคลิกจะค่อนข้างสุดโต่งไปหน่อย ความคิดเห็นในประเด็นเรื่องการแต่งงาน การค้ามนุษย์ และการทำผิดกฎหมายยังไม่หนักแน่นเพียงพอ”
“เขาเพิ่งจะอายุ 8 ขวบเท่านั้น แต่กลับมีความคิดที่ร้ายกาจเกินไป หวังว่าพวกคุณจะอบรมสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้นะครับ”
เฉินชิงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “คุณคะ ฉันอดสงสัยไม่ได้เลยว่าคุณเป็นคนของฝ่ายตรงข้าม เขาเป็นเด็กอายุแค่ 8 ขวบนะคะ เขารู้จักใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีรอบตัว เพื่อสกัดกั้นเงินทุนจำนวนมหาศาล”
“แถมยังหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เลวร้ายที่น้องชายกับน้องสาวจะต้องถูกทำร้าย เขาไม่ได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ แต่ในสายตาพวกคุณ เขากลับกลายเป็นฝ่ายผิดงั้นเหรอคะ?”
“หรือว่าเขาควรจะยอมเป็นตัวประกันเงียบๆ เพื่อให้คนใช้ข่มขู่สามีฉัน และทำลายผลประโยชน์ของประเทศจีนเราอย่างนั้นเหรอ ในสายตาคุณ แบบนั้นถึงจะเรียกว่าเป็นเด็กดี”
“เรื่องบางเรื่องเราต้องดูที่กระบวนการ แต่กับบางเรื่องเราก็ต้องเน้นที่ผลลัพธ์ คุณความสามารถไม่ถึง กรุณาเปลี่ยนคนอื่นมาคุยกับฉันดีกว่าค่ะ!”
เฉินชิงโกรธจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
เธอถึงว่า ทำไมเสี่ยวอวี้กับเหมาเหมาถึงได้ดูมีท่าทีปกติดี แต่เฮ่ออวี้เสียงกลับดูซึมเซา ที่แท้ก็โดนตาแก่หยางนั่นพูดจาน่าขยะแขยงใส่มานี่เอง!
ไอ้สารเลวคนนั้น
แค่ตายมันยังไม่สาสมกับความผิด!
การเจรจาจบลงด้วยความล้มเหลว เฉินชิงหันมาพูดกับเฮ่อหย่วนอย่างไม่พอใจ “คนพวกนี้สมองมีปัญหาจริงๆ! พวกหัวโบราณเต่าล้านปี!”
เฮ่อหย่วนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เด็กหลายคนที่ผูกพันกับพ่อแม่มากๆ หลังจากที่พ่อแม่ของพวกเขาจากไป ก็มักจะถูกคนอื่นใส่ร้ายว่าเป็นตัวซวย”
เขาก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้เช่นกัน
แต่เฉินชิงกลับไม่เคยเจอ
เพราะพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายดี!
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธของเฉินชิงลดลง “นี่มันชัดเจนว่าพวกนั้นอยากให้เราไล่เฮ่ออวี้เสียงออกไป หรือไม่ก็ทำให้เขาเกิดความสงสัยในไอคิวที่สูงเกินเกณฑ์ของตัวเอง เล่นโจมตีจิตใจกันขนาดนี้ ตาแก่หยางนี่มันร้ายกาจจริงๆ!”
เฮ่ออวี้เสียงเพิ่งจะอายุ 8 ขวบเท่านั้น
เขาเป็นเด็กที่โตเกินวัยอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ครอบครัวก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่า แถมยังมีคนรอบข้างที่ชอบพูดจาไร้สาระคอยบั่นทอนจิตใจอีก เขาย่อมต้องเกิดความสงสัยในตัวเองบ้างเป็นธรรมดา
ถ้าเฮ่ออวี้เสียงเป็นพวกเลือดเย็นไร้หัวใจจริงๆ นั่นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เด็กคนนี้กลับให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าใครๆ เขาขยันทำงานบ้านสารพัดอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง แถมยังตั้งใจไหว้บรรพบุรุษที่จากไปแล้วอย่างดีเสมอมา
เฉินชิงปาดน้ำตาที่ซึมออกมา ก่อนจะเดินขึ้นตึกกลับไปหาเฮ่ออวี้เสียงแล้วเอ่ยขึ้น “มีคนมาเล่าให้น้าฟังหมดแล้วนะ ว่าเธอทำอะไรในห้องคนขับบ้าง”
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกราวกับตัวเองกำลังตกลงไปในเหวน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
เฉินชิงขยี้ผมเขเบาๆ อย่างอ่อนโยน “เธอทำได้ดีมาก พวกเราทุกคนภูมิใจในตัวเธอมากนะ เวลาที่เราต้องเจอกับคนเลว เราก็จำเป็นต้อง 'เลว' กว่าเขา เพื่อที่เราจะปกป้องตัวเองได้”
เฮ่ออวี้เสียงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับคุณน้า “น้าได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วเหรอครับ”
“ใช่จ้ะ น้าฟังจบหมดแล้ว พวกนั้นด่าเธอว่าเป็นตัวซวย นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ก็เพราะว่าเธอไปทำลายแผนการของเขาน่ะสิ เธอต้องรู้ไว้นะ ว่าถ้าศัตรูบอกว่าเธอเลว นั่นก็แสดงว่าเธอทำถูกทางแล้ว และตอนนั้นเธอก็ทำได้ดีมากๆ”
เฉินชิงรู้สึกว่าเฮ่ออวี้เสียงนั้นมีแววของตัวร้ายอยู่บ้าง นั่นคือความฉลาดและเด็ดขาด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเด็กเกินไป ขนาดผู้ใหญ่เองยังยากที่จะรับมือกับการโจมตีทางจิตใจซ้ำๆ ไหวเลย เขาเป็นแค่เด็ก ทำได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงมองน้าที่ไม่มีแววตาระแวงสงสัยแม้แต่น้อย เขาจึงถามออกมาด้วยเสียงที่เบาหวิว “น้าไม่กลัวเหรอครับ ว่าผมจะเป็น... แบบนั้นจริงๆ”
เฉินชิงใช้นิ้วดีดหน้าผากเขาเบาๆ หนึ่งที “เธอนี่ดูถูกน้าของเธอเกินไปแล้วนะ ถ้าน้าไปฟังคำพูดของคนนอก แล้วหันมาสงสัยคนในครอบครัวตัวเอง นั่นมันก็เท่ากับว่าน้าเดินเข้าไปติดกับพวกนั้นพอดีน่ะสิ”
“เฮ่ออวี้เสียง เธอต้องเชื่อใจน้ากับอาของเธอให้มากๆ เธอไม่ใช่เด็กที่จะถูกพวกเราทอดทิ้ง เธอคือสมาชิกคนสำคัญของบ้านเรา และเธอต้องจำไว้เสมอ ว่าน้ากับอารักเธอมาก”
“ระหว่างคำพูดของคนนอกกับคำพูดของน้า น้าหวังว่าเธอจะเลือกเชื่อน้า เธอน่ะเป็นเด็กที่ดีมากๆ ทั้งฉลาด กล้าหาญ และมีไหวพริบ แถมยังเป็นเจ้าบ้านคนสำคัญของพวกเราด้วยนะ”
เฮ่ออวี้เสียงรีบขยี้ตาตัวเองแรงๆ ด้วยความรู้สึกว่าการร้องไห้เป็นเรื่องน่าอาย
เสี่ยวอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เงยหน้าร้องไห้ออกมา “ฮือๆๆ...”
มันซาบซึ้งใจมาก
เธอก็คิดเหมือนกันว่าพี่ชายของเธอเก่งที่สุดแล้ว พวกคนเลวนั่นมันจงใจใส่ร้ายพี่ชาย!
เฮ่อหย่วนยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
เฮ่ออวี้เสียงซึ่งตาทั้งสองข้างแดงก่ำ มองน้าของเขา “ผมเข้าใจแล้วครับ น้าก็อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”
“ตกลง ถ้างั้นน้าจะไม่โทษตัวเอง เธอก็ห้ามฟังคำพูดของพวกนั้นเหมือนกันนะ” เฉินชิงยื่นนิ้วก้อยของเธอไปตรงหน้า
เฮ่ออวี้เสียงยื่นมือเล็กๆ ของเขาออกไป เกี่ยวก้อยสัญญากับน้าอย่างเด็กๆ
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าความรักเป็นเพียงสิ่งนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ในตอนนี้เขากลับรู้ซึ้งแล้ว ว่าความรักสามารถปัดเป่าเมฆหมอกอันมืดมิดให้จางหายไปได้
[จบบท]