บทที่ 477: ค่ำคืนในฮ่องกง
เมื่อเฉินชิงเห็นประกายความมีชีวิตชีวากลับคืนมาในแววตาของเฮ่ออวี้เสียง เธอก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
คนเราทุกคนย่อมมีบาดแผลฝังใจจากวัยเด็กไม่มากก็น้อย แต่เฉินชิงยังคงหวังเสมอว่าเด็กทั้งสองคนที่บ้านของเธอ จะสามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้มากกว่านี้
“อ๊ากกกกกกก...”
เหมาเหมาเดินออกมาพร้อมกับน้ำตาสองสายที่ไหลอาบลงมา
“ชีวิตผมนี่มันอนาถจริงๆ อนาถสุดๆ ไปเลย หน้าผมเจ็บแสบไปหมด พูดจาก็ฟังไม่รู้เรื่อง มือก็หัก เรียกได้ว่า ปากเบี้ยว ตาเหล่ มือพิการครบสูตร”
เฉินชิงถึงกับไปไม่เป็น...
ถ้าเธอขำออกมาตอนนี้ แต้มบุญที่มีคงถูกหักออกไปแน่
เสี่ยวอวี้กลับหลุดขำพรืดออกมา “เหมาเหมา นายนี่ตลกชะมัดเลย”
เหมาเหมาเองก็อารมณ์ดีขึ้นมา “จริงเหรอ ฉันอุตส่าห์คิดคำนี้อยู่นานเลยนะ บาดแผลที่ฉันได้รับทั้งหมดนี้ คือเหรียญกล้าหาญของนักรบ!!”
“คุณน้าครับ คุณอาครับ พวกคุณต้องช่วยผมขอขึ้นพูดสุนทรพจน์หน้าเสาธงให้ได้นะ ผมจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่าผมยิ่งใหญ่ขนาดไหน!”
เฉินชิงยกนิ้วโป้งให้ในความคิด เหมาเหมายังคงเป็นเหมาเหมาที่เก่งกาจไม่เปลี่ยน!
เฮ่อหย่วนเองก็ทึ่งในจิตใจที่แข็งแกร่งของเด็กน้อย “ได้ อารับปากเธอ”
เหมาเหมาแสดงความดีใจออกมา จนผมสีทองฟูฟ่องของเขาสะบัดไหวไปมา
คุณหมอเอ่ยเสียงเย็น “อย่าขยับ!”
เหมาเหมาทำหน้าตาน่าสงสารขณะหลบอยู่ด้านหลังเฮ่ออวี้เสียง เขาพิงแผ่นหลังนั้นไว้แล้วฟ้อง
“หมอคนนี้ตอนแรกด่าฉันเป็นภาษากวางตุ้ง พอเขารู้ว่าฉันพูดภาษาอังกฤษได้ เขาก็เปลี่ยนมาด่าฉันเป็นภาษาอังกฤษอีก ถ้ารู้แบบนี้ฉันไม่คุยโวว่าพูดภาษาอังกฤษเป็นหรอก”
เฮ่ออวี้เสียงช่วยจัดเสื้อผ้าให้เขาอย่างจนปัญญา “ปกเสื้อของนายเปื้อนเลือดเต็มไปหมด เดี๋ยวเราค่อยไปซื้อเสื้อตัวใหม่ให้นะ”
“เป็นเสื้อผ้าของฮ่องกงเหรอ แบบนั้นฉันก็มีของที่ระลึกแล้วสิ!” ดวงตาของเหมาเหมาเปล่งประกายสดใส
“ฉันซื้อให้แม่ฉันด้วยได้ไหมค แม่ฉันชอบของจากข้างนอก พ่อฉัน... พ่อฉันก็ซื้อด้วยดีกว่า ว่าแต่ พ่อกับแม่รู้เรื่องที่ฉันมาฮ่องกงหรือยัง เราบอกพวกเขาหน่อยได้ไหม”
เขาถามคำถามออกมาไม่หยุด จนเฮ่ออวี้เสียงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตอบคำถามไหนก่อนดี
เฮ่อหย่วนจึงเป็นคนตอบเหมาเหมา “เดี๋ยวจะมีคนไปบอกพ่อแม่ของเธอว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว คงไม่มีเวลาไปเลือกซื้อของด้วยตัวเอง แต่ถ้าเธออยากซื้อของขวัญให้พ่อแม่ เดี๋ยวอาจะหาคนไปซื้อมาให้”
“ขอบคุณครับคุณอา!” นับตั้งแต่ที่คุณอาปรากฏตัวมาช่วยพวกเขา เหมาเหมาก็รู้สึกนับถือบูชาคุณอาคนนี้อย่างที่สุด
เท่อะไรอย่างนี้! สมแล้วที่เป็นผู้ชายที่คุณน้าของเขาเลือก! คุณน้าของเขาช่างตาแหลมคมจริงๆ
เหมาเหมาอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด เฮ่ออวี้เสียงไม่รู้ว่าเขากำลังยินดีกับเรื่องอะไร จึงพาเด็กชายไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ
เฮ่อหย่วนเดินตามไปอย่างไม่ค่อยวางใจนัก ปล่อยให้เฉินชิงยืนอยู่ที่เดิมเพื่อพูดคุยกับคุณหมอต่อ
แขนของเหมาเหมาแค่หลุด เมื่อต่อกลับเข้าที่ก็ไม่เป็นอะไรมาก บาดแผลบนใบหน้าแม้จะดูน่ากลัว แต่เพียงพักฟื้นสักระยะก็จะดีขึ้นเอง ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องฟัน
คุณหมอเดินมาบอกเฉินชิง “เขาเพิ่งอายุ 8 ขวบ ฟันที่หลุดไปสองซี่เป็นฟันแท้ที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ ถ้าหลังจากนี้ฟันซี่ใหม่ขึ้นมาได้ดี ก็ไม่ต้องกังวลอะไร แต่ถ้ามันขึ้นมาไม่สวย แนะนำให้มาจัดฟันนะครับ”
“ค่ะ” เฉินชิงซักถามถึงข้อควรระวังต่างๆ ในการดูแลร่างกายของเหมาเหมา
คุณหมอแจ้งพวกเขาทีละข้อ ก่อนจะกำชับปิดท้าย “ผมพอจะทราบถึงสภาพการแพทย์ของแผ่นดินใหญ่ดี เรื่องฟันเป็นเรื่องสำคัญมาก จะปล่อยปละละเลยไม่ได้นะครับ”
“คุณวางใจได้เลยค่ะ ถ้าหากมาตรฐานการแพทย์ที่มณฑลกวางตุ้งยังไม่ดีพอ ฉันจะส่งเขาไปรักษาที่เมืองหลวงจนกว่าจะหายดีแน่นอนค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ” คุณหมอวางใจได้ในที่สุด แม้ว่าเขาจะดุเหมาเหมาไปบ้าง แต่พอได้คุยกัน เขาก็รู้สึกชอบเด็กคนนี้ขึ้นมา เป็นเด็กที่ดูสดใสร่าเริงมากจริงๆ
เพราะการมาฮ่องกงของเฮ่อหย่วนและคนอื่นๆ ถือเป็นเหตุบังเอิญ ประกอบกับตอนนี้ยังต้องดำเนินการสอบสวนหยางสีเหวินกับลูกน้อง
ทำให้ทั้งฝ่ายแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงจำเป็นต้องเจรจาหารือกัน ส่งผลให้ทั้งห้าคนได้รับอนุญาตให้เข้าพักที่โรงแรมในฮ่องกงเป็นการชั่วคราว
ในเวลาไม่นานก็มีคนขับรถมารับพวกเขา
ฮ่องกงในยุค 70 นั้นเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าเรียงราย เด็กทั้งสามคนจึงรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้หลุดเข้ามาในโลกใบใหม่
เสี่ยวอวี้อุทานออกมาอย่างตื่นตา “ดูสิ พวกเขาออกมาเล่นกันตอนกลางคืนได้ด้วย”
ตอนนี้เวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว แต่ยังมีผู้คนมากมายหัวเราะหยอกล้อกันอยู่บนท้องถนน แสงไฟก็สว่างไสวหลากสีสัน บนถนนยิ่งเต็มไปด้วยรถเก๋งมากมาย!
เหมาเหมาเองก็เพิ่งเคยเห็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนี้เป็นครั้งแรก “เสี่ยวอวี้ เธอว่าที่เมืองหลวงสวย หรือว่าที่ฮ่องกงสวยกว่ากัน”
“ฮ่องกงจ้ะ” เสี่ยวอวี้ตอบออกมาโดยไม่มีความลังเล
ตอนที่เธออยู่ที่เมืองหลวง เธอยังไม่เคยเห็นตึกสูงมากมายขนาดนี้เลย อีกทั้งเสื้อผ้าที่ผู้คนในเมืองหลวงสวมใส่ก็ดูคล้ายๆ กับเพื่อนบ้านของเธอ คือเป็นชุดเรียบๆ ง่ายๆ แต่เหล่าพี่ชายพี่สาวที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้านี้กลับแต่งตัวได้ทันสมัยมาก
เสี่ยวอวี้มองทิวทัศน์นอกหน้าต่างขณะที่เส้นผมของเธอถูกลมพัดปลิวไสวเบาๆ “แต่แค่เราได้มีโอกาสมาที่ฮ่องกง ก็ถือว่าโชคดีมากแล้วล่ะ”
เหมาเหมาพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นสิ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้ออกมาไกลบ้านขนาดนี้ การได้มาเยือนสถานที่สวยงามแบบนี้สักครั้ง ต่อให้ต้องตายก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”
ทั้งเฉินชิง เฮ่อหย่วน และคนขับรถ ต่างก็รู้สึกชื่นชมในจิตใจที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็กทั้งสอง
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสี่ยวอวี้ก็มองไปยังร้านอาหารที่อยู่นอกหน้าต่างพลางพูดขึ้นว่า “ถ้าเราได้กินบาร์บีคิวของพวกเขาด้วย มันก็จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก~”
ทุกคน “...”
รถเก๋งขับมาจอดเทียบที่หน้าโรงแรมอย่างรวดเร็ว เด็กทั้งสามคนต่างพากันเงยหน้ามองตัวอาคารเป็นตาเดียว
เสี่ยวอวี้ยกมือขึ้นทำท่าลองนับว่าตึกนี้สูงแค่ไหน ก่อนจะได้ยินเสียงใครบางคนหลุดขำออกมา
“หนูน้อยครับ ตึกของเรามีทั้งหมด 17 ชั้นนะครับ เดี๋ยวผมจะพาพวกคุณขึ้นไปพักที่ชั้น 11 ดีไหมครับ” พนักงานเปิดประตูในชุดเครื่องแบบที่รีดจนเรียบกริบ แต่สีซีดจางลงบ้างตามกาลเวลา ยิ้มแล้วเอ่ยทักทาย
“สูงขนาดนั้นเลยหรอคะ!” เสี่ยวอวี้อ้าปากค้าง มือเล็กๆ นั้นกำชายเสื้อของคุณอาไว้แน่น เพราะตอนนี้คุณน้าอยู่ไกลจากตัวเธอ
พนักงานเปิดประตูยิ้มพยักหน้า ต้อนรับพวกเขาเข้าไปยังโถงลิฟต์ และเมื่อทั้งห้าคนก้าวเข้าไปในลิฟต์ พวกเขาก็ได้รับคำเตือนว่า “ถ้าหากพวกคุณจะออกไปข้างนอก กรุณาแจ้งพนักงานประจำชั้นของเราก่อนนะครับ”
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนจีนด้วยกัน การที่พวกเขาปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดสักหน่อย กลับจะเป็นผลดีต่อตัวพวกเขาเองมากกว่า เฉินชิงจึงกล่าวขอบคุณ
ประตูตะแกรงเหล็กและประตูแบบพับได้ค่อยๆ ปิดลงทีละชั้น จนเกิดเสียง “โครม” ทึบๆ ดังขึ้น และในวินาทีที่ประตูทั้งสองบานปิดสนิทลง เด็กทั้งสามคนก็พากันเกร็งจนตัวแข็งทื่อ
เฮ่อหย่วนหันไปมองเฉินชิง ก็พบว่าเธอกำลังยิ้มละไมขณะมองเด็กทั้งสามคน “กลัวกันเหรอ”
เฉินชิงเพียงรู้สึกว่านี่เป็นความรู้สึกที่ห่างหายไปนาน “มันแค่แปลกใหม่ดี” เธอเอื้อมมือกดปุ่มลิฟต์ไปยังชั้น ‘11’
เด็กทั้งสามคนเบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปยังแผงตัวเลขพลาสติกใสอันเล็กๆ ที่ติดตั้งอยู่เหนือประตู
ทันทีที่เข็มสีแดงกระโดดจากเลข ‘1’ ชี้ไปยังเลข ‘2’
พลันบังเกิดเสียงหึ่งๆ ต่ำๆ ดังขึ้น พร้อมกับความรู้สึกเหมือนไร้น้ำหนักที่เบาหวิวอย่างยิ่ง เหมาหมารู้สึกได้ว่าพื้นที่เขากำลังยืนอยู่นั้นกำลังเคลื่อนที่
ส่วนกำแพงรอบตัวกำลังลอยสูงขึ้น เขาเกร็งไปทั้งตัวจนต้องกลืนน้ำลาย มือข้างที่ยังดีอยู่ก็คว้าไปกอดคอของเฮ่ออวี้เสียงไว้แน่น
เฮ่ออวี้เสียง “...”
ช่างเป็นพี่น้องที่รักกันดีจริงๆ
เสี่ยวอวี้กลั้นหายใจเอาไว้ จนแก้มป่องราวกับลูกปลาปักเป้า พอประตูลิฟต์เปิดออก เธอก็รีบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “น่ากลัวจังเลยค่ะ หัวหนูหมุนไปหมดแล้ว”
ช่วงเวลาเพียงไม่กี่สิบวินาทีที่ลิฟต์เคลื่อนตัวสูงขึ้น กลับให้ความรู้สึกยาวนานราวกับหนึ่งศตวรรษสำหรับเด็กทั้งสามคน
ใบหน้าเล็กๆ ของพวกเขาซีดเผือดไปเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกมึนงงราวกับเพิ่งรอดชีวิตมาหมาดๆ ผสมปนเปกับความยำเกรงต่อสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
เฮ่ออวี้เสียงมองลิฟต์อย่างใจยังไม่หายหวาด ก่อนจะนึกย้อนไปถึงล็อบบี้ของโรงแรม เมื่อเปรียบเทียบกับลิฟต์แล้ว เขาประทับใจล็อบบี้มากกว่าอย่างเทียบไม่ติด!
การตกแต่งด้วยสีทองอร่าม โคมไฟคริสตัลที่ส่องแสงระยิบระยับ องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนทำให้โถงต้อนรับดูหรูหราอลังการ
ตอนที่เขาติดตามน้าไปที่เมืองหลวง สถานที่ที่พวกเขาเข้าพักล้วนเป็นที่พักธรรมดาทั้งสิ้น
เขาไม่เคยนึกเลยว่าฮ่องกงที่อยู่ใกล้กับพวกเขาเพียงแค่นี้ จะแตกต่างกันราวกับเป็นคนละโลก
มิน่าเล่า คนกลุ่มนั้นที่แซ่หยางถึงได้พยายามหนีออกมาข้างนอกกันนัก
เหมาเหมากุมท้องของตัวเอง “ฉันก็เวียนหัว แถมยังรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียนด้วย”
เสี่ยวอวี้กับเหมาเหมาขยับเข้ามายืนชิดกันแน่น ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกว่าสภาพของตัวเองช่างน่าสงสาร
[จบบท]