บทที่ 487: ได้คืบเอาศอก
“เฉินชิง เธอนี่มันเป็นพวกชอบได้คืบเอาศอกจริงๆ”
ครั้งหนึ่งสีเกามินเคยชื่นชมเฉินชิงมากเพียงใด บัดนี้ความรู้สึกนั้นก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่รุนแรงเทียบเท่ากัน
เฉินชิงเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใคร่จะอดทนนัก “รายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยละเอียดค่ะ”
เอกสารฉบับนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการอนุมัติโครงการจากหัวหน้าจาง
ก่อนหน้านี้ สหายจากคณะกรรมการการวางแผนมณฑลได้พยายามติดต่อสีเกามินแล้ว แต่เธอก็หาข้ออ้างร้อยแปดเพื่อประวิงเวลาออกไป
เจตนาที่แท้จริงก็เพื่อบีบให้เฉินชิงต้องดั้นด้นมาอ้อนวอนขอความเมตตาด้วยตัวเอง
เฉินชิงมองท่าทางกอดอกสบายอารมณ์ของอีกฝ่าย ที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนราวกับหมูไม่กลัวน้ำร้อน ก็ได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
สีเกามินเอ่ยขึ้น “เฉินชิง ฉันรู้ดีว่าเธอเจ้าเล่ห์แสนกลและร้ายกาจแค่ไหน ฉันจึงได้ดำเนินการขออนุมัติผ้าสำหรับผลิตเสื้อผ้าล็อตนี้มาล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว”
เธอยิ้มออกมาอย่างเป็นต่อ
การที่เธอพลาดท่าเสียทีมานับครั้งไม่ถ้วน มันก็ควรจะทำให้เธอเติบโตและเรียนรู้ขึ้นบ้าง
แบบร่างการออกแบบอยู่ในกำมือของเฉินชิง และด้วยพื้นนิสัยที่คิดเล็กคิดน้อยของอีกฝ่าย มีหรือที่จะไม่ฉวยโอกาสนี้ใช้แบบร่างมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับเธอ
และมันก็เป็นไปตามคาด
เฉินชิง คนเจ้าเล่ห์คนนี้ คิดจะใช้แบบร่างการออกแบบมาบีบคั้นเธอจริงๆ โชคยังดีที่เธอเตรียมทางหนีทีไล่ไว้พร้อมแล้ว
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ความหมายของผู้จัดการสีคือ คุณไม่เต็มใจที่จะมอบรายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยละเอียดให้ฉัน”
“โอ๊ย จะเป็นไปได้ยังไงกัน สหายเฉินถือเป็นผู้มีพระคุณอย่างสูงของฉันเลยนะ ถ้าเผื่อว่ารายงานการสำรวจทางธรณีวิทยาโดยละเอียดอยู่กับตัว ฉันรีบส่งให้เธอเป็นคนแรกเลย”
“แต่บังเอิญว่าห้องข้อมูลของเราเกิดปัญหาติดขัดนิดหน่อย ข้อมูลส่วนใหญ่เลยถูกส่งไปให้ทางคณะกรรมการปฏิวัติพิจารณาตรวจสอบแล้ว ขั้นตอนการส่งไปส่งกลับนี่ อย่างน้อยที่สุดก็คงต้องใช้เวลาสักหนึ่งสัปดาห์ สหายเฉินคงต้องอดทนรอหน่อยนะ”
สีเกามินเพลิดเพลินกับการมองสีหน้าอัดอั้นกล้ำกลืนของเฉินชิง มันให้ความรู้สึกสดชื่นสะใจราวกับได้ดื่มด่ำกับแตงโมหวานฉ่ำในท่ามกลางความร้อนระอุของฤดูร้อน
ความสะใจนั้นฉายชัดออกมาบนใบหน้าจนปิดไม่มิด
เฉินชิงค่อยๆ รวบผมหางม้าต่ำที่ปล่อยสบายๆ ของตนเองขึ้นไปขมวดเป็นมวยยุ่งๆ ไว้บนศีรษะอย่างไม่ใส่ใจนัก
สีเกามินมีท่าทีตื่น “เธอ... เธอจะทำอะไรน่ะ”
อยู่ดีๆ จะมารวบผมจัดทรงใหม่ทำไมกัน
เดิมทีทรงผมนั้นดูสบายๆ และค่อนข้างยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่ด้วยเพราะเฉินชิงมีผิวพรรณที่ขาวผ่องราวหิมะและเครื่องหน้าที่งดงามโดดเด่น
เมื่อผมหางม้าต่ำที่เคยช่วยขับเน้นความอ่อนโยนของเธอถูกรวบตึงขึ้น บรรยากาศรอบตัวเธอก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบขาดและเยือกเย็นในทันที
เฉินชิงตอบเรียบๆ “เปล่าค่ะ พอดีอากาศมันร้อน รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวก็เลยมัดผมขึ้นเท่านั้นเอง การที่ฉันเจรจากับผู้จัดการสีไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไปเจรจากับรองผู้จัดการโรงงานไม่สำเร็จนี่คะ”
เธอขยับตัวเตรียมจะลุกจากไป
สีเกามินรีบร้องห้ามเธอไว้ “เธอคิดจะไปร่วมมือกับรองผู้จัดการโรงงานของโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐ เพื่อหันมาเล่นงานฉันอย่างนั้นเหรอ”
เฉินชิงในยามนี้รู้สึกอ่อนล้าอยู่บ้าง “ผู้จัดการสีอุตส่าห์วางแผนการทุกอย่างไว้รอบคอบขนาดนี้ งั้นฉันขอยอมแพ้ก็ได้ การที่ฉันถอยไปหาคนอื่นช่วย มันก็ควรจะตรงตามความประสงค์ของคุณแล้วไม่ใช่หรือคะ”
สีเกามินรู้สึกว่ามันก็ถูก แต่ขณะเดียวกันก็มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
เหตุผลก็เพราะเธอคือบุคคลที่คอยคานอำนาจจากทั้งสองฝ่ายของกลุ่มผู้นำในโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐ หากเฉินชิงกระโดดเข้าไปให้ความช่วยเหลือรองผู้จัดการโรงงานอย่างกะทันหัน ฝ่ายนั้นก็จะขยายอิทธิพลได้อย่างรวดเร็วจนน่ากลัว
ผู้นำส่วนใหญ่ในโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐต่างก็มีนิสัยชอบการแข่งขันแย่งชิงและโปรดปรานการต่อสู้ห้ำหั่นกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
การต่อสู้กันไปมานั้น จุดมุ่งหมายสูงสุดก็หนีไม่พ้นการโค่นล้มเธอที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานลงไม่ใช่หรืออย่างไร
“ถ้าฉันยอมให้รายงานกับเธอ แล้วเธอจะสามารถให้อะไรเป็นการตอบแทนฉันได้บ้างล่ะ”
เฉินชิงกอดอกพลางมองเธอด้วยสายตาที่สงบนิ่ง “ผู้จัดการสี ดูเหมือนคุณจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ในระยะสั้นเป็นพิเศษอยู่เสมอนะคะ”
“เธอหมายความว่ายังไง” สีเกามินถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
เฉินชิงอธิบาย “ความหมายตามตัวอักษรก็คือ คุณสายตาสั้นเกินไปค่ะ ตอนนี้คุณกวาดออเดอร์ผ้าส่วนใหญ่ของสินค้าส่งออกต่างประเทศไปครองทั้งหมด แถมยังเป็นการกวาดโควตาผ้าสำหรับโรงงานทั้งหมดในระยะเวลาหนึ่งปี”
“ช่างเป็นความกล้าที่น่าทึ่งจริงๆ แต่คุณเคยเผื่อใจคิดถึงโรงงานอื่นบ้างไหมคะ เคยคิดบ้างไหมว่าอาจจะมีคนยื่นเรื่องฟ้องคุณในข้อหาการผูกขาดทางการค้า”
“แล้วคุณเคยคิดเผื่อไว้บ้างหรือเปล่า ว่าถ้าหากลูกค้าเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา แล้วพวกเขายกเลิกออเดอร์ล็อตใหญ่นี้ คุณจะหาทางระบายผ้ากองมหึมานั่นไปไว้ที่ไหน”
บางครั้งเธอก็รู้สึกว่า คนบางคนยอมที่จะทำร้ายตัวเองเพียงเพื่อที่จะได้เล่นงานเธอ การกระทำในลักษณะนี้มันช่างน่าปวดหัวเสียจริง
ไม่ว่าจะพิจารณาจากแง่มุมใด เธอก็คือคนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐมาโดยตลอด เพราะความช่วยเหลือของเธอ โรงงานแห่งนี้จึงได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
และยังสามารถขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว คุณภาพชีวิตและเงินเดือนของพนักงานก็สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดนี้มันควรจะถูกนับว่าเป็นคุณูปการไม่ใช่หรือ
แต่บุคลากรของโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐกลับชื่นชอบการเจริญรอยตามผู้นำของตนอย่างแข็งขัน
เมื่อผู้นำสายตาสั้น
ลูกน้องก็ย่อมไม่แตกต่างกัน
พวกเขาจดจ้องอยู่แต่กับการแย่งชิงผลประโยชน์กับเธอเพียงคนเดียว
ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว แต่คนเหล่านี้กลับยังคงยึดติดกับระบบราชาธิปไตยแบบเก่า เธอเปรียบไปก็เหมือนแม่ทัพผู้สร้างผลงานการรบมาอย่างโชกโชน
แต่ดันหลงเข้าไปในท่ามกลางหมู่ขุนนางบู๊บุ๋นในราชสำนัก ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้จึงจำเป็นต้องคอยระแวดระวังเธอ และคอยหาช่องทางเล่นงานเธออยู่ตลอดเวลา
เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นก็คิดเห็นไม่ต่างกัน พวกเขามองว่าเธอเป็นเพียงคนนอกที่เข้ามารุกล้ำอาณาเขตของตน
ไม่เคยมีผู้ใดคิดเลยว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากคนอย่างเธอได้อย่างไร
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเกลี้ยกล่อมหรือโน้มน้าวให้เธอมาเป็นพันธมิตรด้วยอย่างจริงจัง
เฉินชิงมองสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของสีเกามินแล้ว ก็รู้สึกอยากจะถอนหายใจยาวๆ
ในบรรดาโรงงานเสื้อผ้าทั้งหมดในตัวเมือง ผู้จัดการโรงงานที่เป็นสตรีมีเพียงสีเกามินแค่คนเดียว อีกทั้งโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐก็ตั้งอยู่ไม่ไกล ในตอนแรกเฉินชิงจึงคาดหวังว่าจะสามารถร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี
ทว่าเมื่อได้ร่วมงานกันหลายครั้ง เธอก็เริ่มเข้าใจถึงธาตุแท้และนิสัยใจคอของพวกเขาอย่างถ่องแท้ มันทำให้เธอค่อนข้างผิดหวังในตัวพวกเขา และในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดหวังในสายตาของตัวเองเล็กน้อยด้วย
สีเกามินโพล่งออกมา “หมายความว่าถ้าฉันให้รายงานกับเธอ เธอก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดนั่นให้ฉันได้ใช่ไหม”
เฉินชิง “???”
เธอคนนี้กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่
สีเกามินกล่าวต่อ “นี่มันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการมาตลอดหรอกเหรอ เธออยากเห็นฉันก้มหัวอ้อนวอนขอร้องเธอ และตอนนี้ฉันก็กำลังขอร้องเธออยู่นี่ไงล่ะ พอใจเธอหรือยัง”
เฉินชิง “???”
ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นอย่างว่างเปล่า
เฮ้อ
เดี๋ยวนะ
เธออธิบายไปยืดยาวตั้งมากมาย แต่ในสมองของสีเกามินกลับประมวลผลและตีความมันออกมาเป็นความหมายแบบนั้นไปได้อย่างไรกัน
“ความหมายที่แท้จริงของฉันคือ หวังว่าในอนาคตคุณจะหัดมองการณ์ไกลให้มากกว่านี้หน่อย...”
“ใช่สิ ถ้าจะพูดกันถึงเรื่องการมองการณ์ไกล ใครมันจะไปเทียบสหายเฉินผู้ยิ่งใหญ่ของเราได้ล่ะ วางหมากเกมใหญ่ซ้อนแผนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วนี่”
สีเกามินแค่นเสียงหัวเราะหยันออกมา
ภายในแววตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่กำลังเดือดพล่าน
เธออุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปวิ่งเต้นหาคนมากมาย ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เธอก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ได้หยุดพักไม่ใช่หรือ ทั้งหมดก็เพียงเพื่อป้องกันไม่ให้ไพ่ตายในมือของตัวเอง ต้องกลับกลายเป็นเครื่องต่อรองในกำมือของเฉินชิงอีกครั้ง
แต่ณบัดนี้ ผลลัพธ์จากความพยายามอย่างหนักแทบเป็นแทบตายของเธอกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกเฉินชิงนำมาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานเธอเสียเอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอจะควบคุมสติอารมณ์ให้เยือกเย็นเพื่อพูดคุยกับเฉินชิงได้อย่างไร
เฉินชิงมองท่าทีที่ยังคงยึดมั่นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกของอีกฝ่ายอย่างเหนื่อยหน่าย เดิมทีเธอตั้งใจไว้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรจะปล่อยให้อารมณ์เดือดดาลบ่อยๆ เพราะนั่นย่อมไม่ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของลูกในท้อง
แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะคนเป็นแม่ เธอไม่ควรจะสั่งสอนลูกให้เข้าใจอย่างถ่องแท้หรอกหรือ ว่าการใช้ชีวิตและการทำงานนั้น ไม่สามารถที่จะยอมอ่อนข้อให้กับผู้อื่นจนเสียหลักการได้ตลอดเวลา
“ผู้จัดการสี ถ้าจะรื้อฟื้นกันจริงๆ ตอนนั้นคุณเป็นคนเริ่มหาเรื่องฉันก่อน พอเวลาผ่านไป เพื่อจักรเย็บผ้าเพียงไม่กี่เครื่อง คุณก็เลือกที่จะทิ้งฉันไปอย่างไร้เยื่อใย หลังจากนั้นก็ไม่มีการชดเชยใดๆ ตามมา มีเพียงคำพูดที่ว่าคุณเลือกเส้นทางผิดเอง”
“จากนั้นพอคุณเห็นฉันเติบโตและก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในโรงงานเครื่องจักร คุณก็เกิดความอิจฉาริษยาฉันอีก คุณเลยย้อนกลับมาขอความช่วยเหลือจากฉัน ตอนนั้นฉันพิจารณาแล้วว่าฉันมีความจำเป็นต้องใช้โรงงานเสื้อผ้า”
“และสถานการณ์ในตอนนั้นก็ค่อนข้างเร่งด่วน ฉันจึงได้ตกลงที่จะร่วมมือกับคุณ”
“แต่หลังจากที่เราเริ่มร่วมมือกัน ผู้นำในฝั่งของคุณก็คอยหาเรื่องโจมตีฉันอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน เรื่องนี้คุณรับปากว่าจะจัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณได้ลงมือจัดการอะไรบ้างหรือเปล่า เราสองคนต่างก็รู้ดีแก่ใจ”
“คุณไม่เพียงแต่จะไม่จัดการอะไรเลย ผู้จัดการสี คุณยังเป็นฝ่ายที่คอยส่งเสริมและปล่อยปละละเลยด้วยซ้ำไป”
“เหตุผลก็เพราะคุณอิจฉาฉัน อิจฉาที่ฉันเป็นแค่คนนอก แต่กลับสามารถสร้างชื่อเสียงที่ดีงามในโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐได้ แถมยังได้รับเกียรติยศและคำชื่นชมมากมาย”
“คุณก็เลยถือดีเหมารวมเอาเองว่าความร่วมมือของเราในครั้งนั้นเป็นผลงานของคุณแต่เพียงผู้เดียว และตีตราว่าการที่ฉันไม่ได้คอยก้มหัวแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณของคุณอยู่ตลอดเวลานั้น คือการกระทำของคนเนรคุณ”
“คุณน่ะแค่ได้เป็นแม่ของลูกคุณ แต่คุณไม่ได้มาเป็นแม่ของฉัน เข้าใจที่ฉันพูดไหมคะ”
[จบบท]