บทที่ 506 แบรนด์หรูหรา
หลังจากผิดหวังจากที่แรก เฉินชิงและเถียนเมิ่งหย่าก็พากันเดินทางไปดูโรงเรียนสอนตัดเย็บแห่งที่สอง ซึ่งแม้ว่าที่นี่จะมีการเรียนการสอนด้านตัดเย็บจริง แต่ปัญหาใหม่ที่พบก็คือสถานที่นั้นเล็กเกินไปอย่างน่าใจหาย
ขนาดอันคับแคบของมันย่อมไม่สามารถรองรับนักเรียนในจำนวนที่เธอคาดหวังไว้ได้เลย เฉินชิงถอนหายใจเบาๆ โดยฝากความหวังทั้งหมดไว้กับโรงเรียนแห่งที่สามอันเป็นจุดหมายสุดท้ายของวันนี้
ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงการเดินทางต่อ เม็ดฝนเล็กๆ ก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟ้า เฉินชิงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เมื่อครู่ยังสดใส พลันถูกบดบังด้วยเมฆดำทะมึนที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ดูท่าแล้วฝนคงจะเทลงมาอย่างหนักในไม่ช้า “แย่แล้วสิ”
ทั้งสองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขอยืมร่มสองคันจากโรงเรียนเพื่อเดินไปขึ้นรถประจำทาง
ธุระของเธอยังไม่จบสิ้น เธอต้องรีบกลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ก่อน แล้วจึงค่อยหยิบร่มที่บ้านเพิ่มอีกสองคันเพื่อเอาไปให้เด็กๆ ที่โรงเรียน
เสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นสลับกับแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ ทำให้เถียนเมิ่งหย่าขมวดคิ้วแน่น “อากาศแบบนี้น่ารำคาญจริงๆ เลยนะ”
“เดี๋ยวนะ!” เฉินชิงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“พื้นที่ก่อสร้าง!” ฝนที่โหมกระหน่ำลงมาขนาดนี้ย่อมหมายความว่างานก่อสร้างที่โรงงานสาขาจะต้องหยุดชะงักลงอย่างไม่มีทางเลี่ยง เฉินชิงหงุดหงิดจนเผลอกัดฟันแน่น
เธออยากจะตะโกนต่อว่าท้องฟ้านัก แต่พอดียังมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาอีกครั้งพร้อมเสียงคำรามลั่น สว่างวาบไปครึ่งค่อนฟ้า ทำให้เฉินชิงต้องรีบสงบสติอารมณ์ลง
การโทษดินฟ้าอากาศก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ท้องฟ้าไม่ได้ทำอะไรผิด มันเพียงแค่ทำหน้าที่ของมันตามปกติ มีแต่เธอเองที่คาดการณ์เวลาผิดพลาดไป ความเครียดและความหงุดหงิดที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันทำให้เฉินชิงปวดหัวจี๊ดขึ้นมา
หนักเข้าก็เริ่มรู้สึกคลื่นไส้พะอืดพะอมจนต้องก้มตัวลงใช้มือกุมท้อง สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความเจ็บปวดอย่างชัดเจน
เถียนเมิ่งหย่าเห็นเพื่อนมีอาการไม่ดีก็ตกใจ รีบเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง “เฉินชิง เธอเป็นอะไรไปน่ะ นี่เธอเมารถขนาดนี้เลยเหรอ? พวกเราเพิ่งขึ้นรถมาไม่ถึงสิบนาทีเองนะ”
“ทำไมจู่ๆ ถึงเมารถหนักขนาดนี้! ทนหน่อยนะ อีกแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านแล้ว เดี๋ยวฉันพาเธอไปหาหมอ!”
ปกติแล้วเฉินชิงไม่ใช่คนเมารถง่ายดายขนาดนั้น แต่เพราะข้างนอกฝนตกหนัก ผู้โดยสารคนอื่นจึงพากันปิดหน้าต่างจนหมด ทำให้อากาศภายในรถโดยสารทั้งอับและร้อนอบอ้าวจนหายใจไม่สะดวก
เฉินชิงรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง อาการปวดแปลบที่ขมับเต้นตุบๆ เป็นจังหวะ เธอพยายามจิกปลายนิ้วลงบนพนักพิงที่นั่งด้านหน้าที่มีสีถลอกปอกเปิก หวังใช้ความเจ็บมากลบเกลื่อนอาการเมาเวียนที่เกิดขึ้น แต่มันก็แทบไม่ได้ผล
พนักงานเก็บค่าโดยสารสังเกตเห็นท่าทางของเธอจึงเดินเข้ามาดู ก่อนจะใช้มือหมุนแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อยเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้ามา “สหายคะ ตอนนี้ฝนตกหนัก เปิดกว้างมากไม่ได้นะคะ เดี๋ยวพวกคุณจะไม่สบายกัน”
พอได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป เฉินชิงก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย จึงกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ขอบคุณมากนะคะ”
เถียนเมิ่งหย่ายังคงมองเพื่อนด้วยความกังวล “อาการเมารถของเธอดูหนักจริงๆ นะ”
เพียงชั่วครู่ใบหน้าของเธอก็ซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากไร้สีเลือดจนดูน่ากลัว
เฉินชิงยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เธออยากจะบอกเพื่อนเหลือเกินว่านี่ไม่ใช่อาการเมารถ แต่เป็นอาการแพ้ท้องต่างหาก
การตั้งครรภ์คงไปกระตุ้นให้อาการเมารถเพียงเล็กน้อยที่เธอเคยมีมันรุนแรงขึ้นกว่าปกติ ลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามาแม้จะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ แต่ไอเย็นและความชื้นจากสายฝนก็ทำให้เธอหนาวสั่น “ฉันขอกางร่มในรถได้ไหมคะ?”
ฝนสาดเข้ามาจริงๆ หากไม่หาอะไรมาบัง เธอต้องเป็นหวัดแน่ สำหรับคนท้องไม่ถึงสามเดือน การเป็นหวัดหมายถึงการต้องทนให้หายเองโดยไม่สามารถกินยาได้ ซึ่งเฉินชิงไม่อยากป่วยเลยแม้แต่น้อย
พนักงานเก็บค่าโดยสารลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของเธอก็พยักหน้า “คุณย้ายมานั่งแถวหน้าสุดนี่ดีกว่าค่ะ นั่งตรงนั้นจะไม่ค่อยเมารถเท่าไหร่”
เฉินชิงค่อยๆ พยุงตัวเองเดินโซเซไปนั่งที่แถวหน้า “ขอบคุณมากนะคะสหาย” เธอเผลอยกมือขึ้นกุมท้องด้วยท่าทางเจ็บปวด
พนักงานเก็บค่าโดยสารจึงเอ่ยถาม “นี่คุณกำลังท้องเหรอคะ?”
เฉินชิงประหลาดใจจนเบิกตากว้าง “นี่ฉันดูออกแล้วเหรอคะว่าท้อง?”
“ยังหรอกค่ะ” พนักงานเก็บค่าโดยสารหัวเราะ
“แต่ดูจากท่าทางของคุณก็พอจะเดาได้แล้วล่ะค่ะ”
เฉินชิง “คุณเก่งจังเลยนะคะ”
“โอ๊ย เรื่องแค่นี้เอง ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกค่ะ” พอถูกชมเธอก็รู้สึกเขินขึ้นมา
“นี่ท้องที่เท่าไหร่แล้วล่ะคะ?”
เฉินชิงตอบ “ท้องแรกค่ะ”
พนักงานเก็บค่าโดยสารจึงให้คำแนะนำ “ท้องแรกน่ะ จะได้ลูกชายหรือลูกสาวก็ดีทั้งนั้นแหละค่ะ คุณอย่าไปกดดันตัวเองนะ”
“ค่ะ ฉันเข้าใจ” อันที่จริงเฉินชิงก็แอบหวังอยากได้ลูกสาว แต่เรื่องเพศของลูกเธอก็ตัดสินใจไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเธอก็รักทั้งนั้น
เพราะฝนตกหนักผู้โดยสารบนรถจึงค่อนข้างน้อย พนักงานเก็บค่าโดยสารเลยมีเวลาว่าง เธอยืนอยู่ข้างๆ เฉินชิงและเริ่มแบ่งปันความรู้เรื่องการเตรียมตัวตั้งครรภ์
“นี่ฉันจะบอกอะไรให้นะคะ คุณต้องให้แม่สามีหมักเหล้าข้าวเตรียมไว้เยอะๆ เลยนะ แล้วก็ไปหาแลกไข่ไก่มาตุนไว้เยอะๆ ด้วย”
“ถึงตอนนั้นคุณจะได้มีของกินบำรุงตอนอยู่เดือนยังไงล่ะคะ... แต่ดูจากท่าทางของคุณแล้ว ก็น่าจะเป็นคนที่มีกินมีใช้อยู่หรอก ถ้างั้นก็ไปเตรียมหาซื้อไก่จากคนในชนบทสั่งจองไว้สักสองตัว”
“อ้อ แล้วก็ไตหมูอีก ทางที่ดีต้องไปติดต่อคนในโรงฆ่าสัตว์ไว้เลย ของพวกนี้ต้องเตรียมไว้ให้พร้อมนะคะ...”
พี่สาวพนักงานเก็บค่าโดยสารผู้นี้มีน้ำใจอย่างมาก เธอชวนเฉินชิงคุยมาตลอดทางจนได้ความรู้ใหม่ๆ มาเพียบ กระทั่งรถเดินทางมาถึงจุดหมาย
เฉินชิงจึงต้องบอกลาอย่างเสียดายเล็กน้อย “พี่คะ ฉันต้องลงแล้วล่ะ ขอบคุณพี่มากเลยนะคะ”
“อ้าว ถึงแล้วเหรอ โชคดีนะคะ” พี่สาวพนักงานโบกมือลาเธอเช่นกัน
พอลงจากรถ เถียนเมิ่งหย่าที่กางร่มเดินมาข้างๆ ก็ถามขึ้น “ทำไมพี่สาวคนนั้นเขาคุยกับเธอแต่เรื่องหลังคลอดล่ะ?”
เธอนั่งอยู่ด้านหลัง ได้ยินไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก็พอจับใจความได้บ้างจึงรู้สึกสงสัย
เฉินชิงคิดว่าแม้จะอยากรอให้ครบสามเดือนตามความเชื่อ แต่ดูเหมือนเพื่อนๆ รอบตัวจะเริ่มรู้กันหมดแล้ว “คือ... ฉันท้องน่ะ ตอนนี้ก็สองเดือนกว่าแล้ว”
“หา! จริงเหรอ!!!” เถียนเมิ่งหย่าตื่นเต้นจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก แต่แล้วก็นึกขึ้นได้
“แล้วนี่เธอท้อง แต่เฮ่อหย่วนยังไปทำงานต่างถิ่นอีกเหรอ เขาเป็นผู้ชายประเภทไหนกันเนี่ย?!” เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแทนเพื่อน
เฉินชิงหัวเราะเบาๆ “เขาก็มีเหตุผลของเขาน่า มันช่วยไม่ได้จริงๆ แต่เขาก็สัญญากับฉันแล้วนะ”
“ว่ารอให้ลูกคลอดออกมา เขาจะเป็นคนรับหน้าที่หลักในการเลี้ยงลูกเอง จะปล่อยให้ฉันได้ทำงานของฉันอย่างเต็มที่เลย”
แม้ข้อเสนอนี้จะฟังดูไม่เลว แต่เถียนเมิ่งหย่าก็ยังรู้สึกไม่พอใจแทนเพื่อนอยู่ดี
“แต่เธอกำลังท้องนะ แถมยังต้องทำงานหนักขนาดนี้ ร่างกายเธอจะรับไหวเหรอ? หรือเธอจะลองยื่นเรื่องกับองค์กร ขอลดงานลงหน่อยดีไหม?”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันทำได้ นี่เป็นโอกาสที่ฉันรอคอยมานานเลยนะ ฉันอยากจะคว้ามันไว้ให้แน่นๆ” แววตาของเฉินชิงที่พูดออกมานั้น ทั้งอ่อนโยนและมุ่งมั่นในเวลาเดียวกัน
สายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักทำให้ภาพของเฉินชิงที่เถียนเมิ่งหย่ามองเห็นนั้นดูพร่าเลือนไปบ้าง แต่เธอก็ยังสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในแววตาคู่นั้น เฉินชิงหันมายิ้มให้เพื่อน
“ฉันต้องรีบกลับบ้านไปเก็บผ้าก่อนแล้วล่ะ เธอก็รีบกลับบ้านเถอะนะ”
ทั้งสองคนแยกกันที่ทางแยก เฉินชิงเดินลุยฝนไปพลางคิดไปพลาง เธอรู้สึกว่าตัวเองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
ถึงแม้จะได้โอกาสย้อนเวลากลับมาอยู่ในยุค 70 แต่สิ่งที่เธอสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็คงมีไม่มากนัก ดังนั้น เธอจึงอยากทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีไปกับสิ่งที่เธออยากทำมากที่สุด
ความฝันของเธอ คือการสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของประเทศจีนให้โด่งดังไกลในระดับสากล! นี่คือความฝันของเธอตั้งแต่เริ่มก้าวเข้ามาในวงการนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะเธอรู้ดีว่าในอีกห้าสิบปีข้างหน้า ประเทศจีนจะแข็งแกร่งมากพอที่จะสร้างแบรนด์หรูหราเป็นของตัวเองได้ ทั้งฝีมือช่าง อิทธิพลในเวทีโลก รวมถึงมาตรฐานในด้านต่างๆ ของประเทศ ล้วนอยู่ในระดับสูงสุดของโลก
การสร้างแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อส่งออกวัฒนธรรมและพลังของประเทศจะกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และเมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลก็จะให้การสนับสนุนแบรนด์ในประเทศที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่
และนั่น... คือโอกาสของเธอ! ทั้งชีวิตนี้ของเฉินชิง เธอขอแค่ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเพียงเรื่องเดียวก็พอ เดิมทีเธอคิดว่าคงต้องรอให้ถึงหลังปี 1978 ไปแล้ว ถึงจะเริ่มวางรากฐานให้กับความฝันนี้ได้
แต่ตอนนี้เมื่อมีโอกาสในการบริหารโรงงานเสื้อผ้าหยิบยื่นมาให้เธอตรงหน้า เฉินชิงจึงรู้สึกขอบคุณและอยากจะรักษามันไว้ให้ดีที่สุด
การมาถึงของลูกน้อยกะทันหันทำให้แผนการของเธอปั่นป่วนไปบ้าง แต่เฉินชิงก็เลือกที่จะยอมรับมันไว้ทั้งหมด ช่วยไม่ได้ ก็ใครใช้ให้เธอเป็นคนโลภที่อยากได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันล่ะ
เมื่อเฉินชิงกลับมาถึงบ้าน เสื้อผ้าที่ตากไว้ก็เปียกโชกไปหมดแล้ว เธอเก็บมันใส่กะละมังซักทำความสะอาดอีกรอบ
แล้วนำไปตากไว้บริเวณใต้ชายคาบ้านแทน จากนั้นจึงเข้าไปหยิบร่มสี่คันในบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนประถมของโรงงานเครื่องจักร
ที่โรงเรียน เฮ่ออวี้เสียงเองก็กำลังยืนกังวลเรื่องเสื้อผ้าที่บ้านอยู่เหมือนกัน เขามองออกไปข้างนอก เห็นฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
ป่านนี้เสื้อผ้าคงเปียกหมดแล้ว น่าหงุดหงิดชะมัด เมื่อไหร่เขาจะทายอากาศถูกบ้างนะ! ถ้ารู้ว่าฝนจะตก เสื้อผ้าก็คงไม่เปียกฝนแบบนี้!
คุณครูหลินตะโกนเรียกนักเรียนทุกคนให้กลับเข้ามาในห้องเรียน ห้ามออกไปยืนตากฝนที่ระเบียงทางเดิน “ถ้าโดนฝนสาด เดี๋ยวก็เป็นหวัดกันหมดหรอก กลับเข้าไปเล่นในห้องนู่นไป”
เฮ่ออวี้เสียงเดินกลับเข้าห้องอย่างเชื่อฟัง ระหว่างที่เดินผ่านโต๊ะของเสี่ยวอวี้ เขาก็ใช้ข้อนิ้วเคาะหัวเธอเบาๆ “ทำไมผมเปียกแบบนั้นล่ะ?”
เสี่ยวอวี้รีบยกมือกุมหน้าม้าที่เปียกชุ่มของตัวเอง เธอย่อคอลงอย่างรู้สึกผิด “เมื่อกี้หนูไปล้างหน้ามาน่ะค่ะ”
[จบบท]