บทที่ 507 หยางอี้เหอมาแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงโมโหจนต้องตบหัวเธอเบาๆ ก่อนจะขยี้ผมที่เปียกชื้นของเธออย่างแรงจนหัวสั่นหัวคลอน
เสี่ยวอวี้โวยวายเสียงอู้อี้ "หัวหนูจะพังอยู่แล้วเนี่ย"
"สมน้ำหน้า" เขาดุขณะเช็ดผมให้จนเกือบแห้ง
"ถ้าน้องยังกล้าตากฝนอีกนะ อาทิตย์นี้น้องอดกินขนมไปเลย!"
เสี่ยวอวี้ทำหน้ามุ่ยอ้อนวอนพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย "หนูไม่กล้าแล้วค่า"
แต่เฮ่ออวี้เสียงไม่เชื่อคำพูดของเธอเลยสักนิด เด็กคนนี้พูดอย่างทำอย่างเก่งเป็นที่หนึ่ง ทว่าเพราะใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว เขาจึงทำได้แค่ข่มอารมณ์แล้วกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
ฟู่ซูเยี่ยนที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงเอ่ยขึ้น "เฮ่ออวี้เสียง เสี่ยวอวี้เชื่อฟังนายดีจังเลยนะ เป็นเพราะว่านายเป็นพี่ชายของเธอเหรอ"
เฮ่ออวี้เสียง "หืม?"
เสี่ยวอวี้เนี่ยนะเชื่อฟังเขา ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถ้าการพูดอย่างลับหลังทำอีกอย่างนับว่าเป็นการเชื่อฟังล่ะก็ เสี่ยวอวี้ก็คงเป็นคนที่เชื่อฟังจนหาใครเทียบไม่ได้แล้ว
ฟู่ซูเยี่ยนไม่สนใจท่าทีของเฮ่ออวี้เสียง ดวงตาของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า "นายว่า... ถ้านายยอมให้ฉันเป็นพี่ชายของเสี่ยวอวี้บ้าง เธอจะชอบฉันเหมือนที่ชอบนายไหม"
เฮ่ออวี้เสียง "..."
"นายก็ลองดูสิ"
"ได้! งั้นฉันจะลองดู!" ฟู่ซูเยี่ยนได้เป้าหมายใหม่ในชีวิตแล้ว เขาจะต้องเป็นพี่ชายของเสี่ยวอวี้ให้ได้ เพื่อนเป็นได้แค่ชั่วคราว แต่ครอบครัวสิถึงจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
เฮ่ออวี้เสียงเห็นท่าทางมุ่งมั่นนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ พอเริ่มเรียนไปได้ครึ่งทาง เขาจึงเขียนข้อความลงบนกระดาษแผ่นเล็กๆ ส่งให้ฟู่ซูเยี่ยน
"นายลองหาเพื่อนคนอื่นๆ ดูบ้างก็ได้นะ ไม่เห็นจะต้องยึดติดกับเพื่อนคนแรกมากขนาดนั้นเลย"
ฟู่ซูเยี่ยนอ่านจบก็เขียนตอบกลับมา "แล้วทำไมนายถึงให้ความสำคัญกับเหมาเหมาล่ะ"
เฮ่ออวี้เสียง "นั่นมันเรื่องของฉัน"
ฟู่ซูเยี่ยน "ฉันก็ไม่ต้องให้นายมายุ่งเหมือนกัน!"
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกว่าฟู่ซูเยี่ยนเป็นคนที่พูดจาไม่รู้เรื่อง ขณะที่ฟู่ซูเยี่ยนก็รู้สึกว่าเฮ่ออวี้เสียงเป็นคนที่ไร้เหตุผล ทั้งสองต่างเมินหน้าหนี ไม่คุยกันอีก
หลินฉงผิงที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนลอบยิ้มพอใจ เขาเห็นสองคนนี้แอบส่งกระดาษหากันมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ดูเหมือนตอนนี้ทั้งคู่จะทะเลาะกันเองเสียแล้ว มันดีจริงๆ
หลินฉงผิงสอนต่อไปด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสจนจบคาบเรียน ก่อนจะปล่อยนักเรียนเขาก็ไม่ลืมเตือน "นักเรียนคนไหนที่มีผู้ปกครองมารับก็กลับบ้านก่อนได้เลยนะ”
“ส่วนคนที่ยังไม่มีผู้ปกครองมารับ ก็รอให้ฝนซาลงกว่านี้ก่อน หรือรอจนกว่าผู้ปกครองจะมารับ ค่อยกลับบ้าน เข้าใจไหม"
"เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ"
เด็กนักเรียนทุกคนต่างพากันชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูสถานการณ์
เฉินชิงถือร่มยืนรออยู่ที่หน้าประตู "เสี่ยวอวี้ เฮ่ออวี้เสียง เหมาเหมา"
สามสหายตัวน้อยหันไปมองทันที เสี่ยวอวี้ดีใจจนยิ้มกว้าง "คุณน้าคะ คุณน้ามารับหนูเหรอคะ!"
"ใช่จ้ะ" เฉินชิงยื่นร่มที่เหลืออีกสี่คันให้เฮ่ออวี้เสียง เหมาเหมา หยางอี้เหอ และฟู่ซูเยี่ยน
หยางอี้เหอรับร่มมาถือไว้ในมือ "ขอบคุณค่ะคุณน้า"
ที่บ้านของเธอกำลังวุ่นวาย คงไม่มีใครคิดถึงเรื่องมารับเธอแน่ ตอนแรกเธอนึกว่าจะต้องรอให้ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว ค่อยแอบเดินออกไปเงียบๆ เสียอีก
ไม่คิดว่าจะมีคนยื่นร่มมาให้เธอแบบนี้ นี่อาจจะเป็นประสบการณ์ที่แม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ก็ไม่เคยให้เธอได้ หยางอี้เหอรู้สึกตื้นตันใจ เธอกอดร่มคันนั้นไว้แน่น ค่อยๆ กางมันออกแล้วเดินกลับบ้าน
ส่วนฟู่ซูเยี่ยนซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักรับรองก็บังเอิญกลับทางเดียวกับหยางอี้เหอ ทั้งสองเลยเดินกลับด้วยกัน แต่ต่างคนต่างเงียบไม่มีใครคุยกับใคร
เมื่อหยางอี้เหอกลับถึงบ้าน เธอก็วางร่มคันนั้นไว้อย่างดี แล้วบอกกับป้าสะใภ้ว่า "นี่เป็นร่มของบ้านเสี่ยวอวี้เพื่อนหนูค่ะ ต้องเอาไปคืน"
บ้านหลังนี้เดิมทีมีสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ซึ่งก็เพียงพอสำหรับครอบครัวของเธอ แต่ตอนนี้พอครอบครัวของลุงกับป้าสะใภ้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน บ้านก็เลยดูคับแคบไปถนัดตา
การที่เธอยังคงได้นอนห้องเดี่ยวคนเดียวแบบนี้ จึงกลายเป็นเหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจของทุกคนในบ้าน
"ใครเขาอยากได้ร่มเก่าๆ ของเธอ!"
ป้าสะใภ้ของเธอเตะไปที่ขาของหยางอี้เหอหนึ่งที พอเห็นเด็กสาวล้มลงกับพื้น เธอก็ยิ่งอารมณ์เสีย เดินกระแทกเท้าปึงปังออกไปข้างนอก
คุณยายรีบเข้ามาพยุงหยางอี้เหอให้ลุกขึ้น "เสี่ยวเหอ อย่าไปถือสาป้าของลูกเลยนะ ลูกก็รู้ว่าเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ”
“ปากไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่อย่างน้อยต่อไปเขาก็ต้องเลี้ยงดูพวกเราทั้งบ้าน เราต้องอดทนนะ"
"ค่ะ"
หยางอี้เหอรับคำเบาๆ แล้วเดินเข้าห้องไป เธอปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา
เธอหยิบกุญแจที่ซ่อนไว้ออกมาไขเปิดลิ้นชัก ภายในนั้นมีทั้งพู่กันและกระดาษวาดรูปเก็บไว้
เด็กสาวนั่งลงที่โต๊ะ เริ่มวาดภาพด้วยสีเทียน สีสันสดใสเหล่านั้นได้ถ่ายทอดความงดงามที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของเธอออกมาเป็นภาพวาดที่เต็มไปด้วยสีสันเจิดจ้า
ในภาพนั้นมีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้วาดใบหน้า แต่รูปร่างนั้นกลับดูงดงามอ่อนช้อยราวสายน้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความคมกล้าดุจคมดาบ โดดเด่นอยู่ท่ามกลางสีสันอันฉูดฉาด
ภาพวาดนี้ช่วยให้เธอได้หลบหนีจากเสียงอึกทึกครึกโครมภายนอกห้องได้ชั่วคราว
หยางอี้เหอเก็บภาพวาดและอุปกรณ์ทั้งหมดกลับเข้าลิ้นชักตามเดิม ก่อนจะเดินออกไปช่วยงานบ้าน
ซูม่านม่านตะโกนด่าทันทีที่เห็นหน้า "เธอหูหนวกหรือไง! ไม่ได้ยินที่ฉันเรียกเหรอ! วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในห้อง”
“ไม่รู้ว่าทำอะไรนักหนา พ่อแม่เธอก็ไม่ใช่คนดีอะไร เธอเองก็คงเหมือนกันนั่นแหละ!"
พอได้ยินซูม่านม่านเริ่มด่าหยางอี้เหอ ลุงกับป้าสะใภ้ก็รีบผสมโรงทันที ทั้งสามคนรุมต่อว่าหยางอี้เหออย่างสนุกปาก
คุณตาคุณยายเห็นท่าไม่ดี จึงรีบออกตัว ทำทีเป็นใจดีบอกให้หยางอี้เหอรีบไปทำงาน เพื่อช่วยให้หลานสาวรอดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้
หยางอี้เหอเดินไปทำอาหารด้วยท่าทางเฉยชา จากนั้นเธอก็กางร่มเดินออกไปซักผ้าอ้อมกองโตของน้องชายคนเล็ก
ซูม่านม่านเห็นท่าทางอืดอาดของเธอก็ยิ่งอารมณ์เสีย "เลี้ยงเธอไว้ก็ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไร!"
ช่วงนี้เธออารมณ์ไม่ดีเป็นพิเศษ
เธออยากกลับบ้านเต็มแก่ แต่พ่อแม่ของเธอกลับไม่ยอมให้เธอกลับไป ถ้าเธอยังไม่ยอมทิ้งลูกชายที่เกิดจากอาชญากรคนนั้นไปเสีย
พวกเขาสั่งให้เธอเอาเด็กไปไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แล้วกลับไปตัวเปล่า แบบนั้นเธอถึงจะหาสามีใหม่และมีลูกใหม่ได้ง่ายขึ้น การมีลูกติด แถมยังเป็นลูกของนักโทษอีก ใครเขาจะอยากได้
ซูม่านม่านไม่ยอม เธอด่าพ่อแม่ของตัวเองทางโทรศัพท์ว่าใจร้ายใจดำ พ่อแม่ของเธอก็วางสายไปเลย แล้วยังขู่ทิ้งท้ายไว้อีกว่า "ถ้ายังไม่เอาเด็กไปทิ้ง ก็ไม่ต้องกลับมา!"
ซูม่านม่านรู้สึกว่าพ่อแม่ของตัวเองช่างเลือดเย็นและไร้หัวใจ แต่เงินเดือนของเธอจะไปพอเลี้ยงลูกชายได้ยังไง
ไหนจะตาเฒ่ายายเฒ่าอีกสองคนที่ไม่มีเงินแถมยังมาเป็นภาระให้เธออีก แล้วยังต้องมาเลี้ยงดูหยางอี้เหออีกคน รวมเป็นสามคน คิดยังไงก็ขาดทุน!
เงินเดือน 36 หยวนของเธอคนเดียว จะไปเลี้ยงคนตั้ง 5 ปากท้องได้ยังไง
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด
ซูม่านม่านเกลียดเจ้าหน้าที่สำนักงานการจัดการที่อยู่อาศัยคนนั้นจริงๆ ที่ดันตาบอดโอนบ้านหลังนี้ให้เป็นชื่อของหยางอี้เหอ ไม่อย่างนั้นนะ เธอไล่สามคนตา ยาย หลาน ออกจากบ้านไปนานแล้ว
ซูม่านม่านยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เลยหันไประบายอารมณ์ด้วยการทะเลาะกับป้าสะใภ้ของหยางอี้เหอแทน
พอกว่าหยางอี้เหอจะซักผ้าอ้อมเสร็จ กลับขึ้นมาบนบ้าน ก็ไม่เหลืออาหารให้เธอกินแล้ว
หยางอี้เหอจึงเดินกลับเข้าห้อง ปิดประตู แล้วล้มตัวลงนอน มื้อกลางวันเธอทานมาเยอะแล้ว มื้อเย็นนี้ไมได้กินก็ไม่เป็นไร
วันรุ่งขึ้น หยางอี้เหอตื่นตั้งแต่ตี 5 เธอลุกขึ้นมาหยิบภาพวาดที่วาดไว้เมื่อวาน แล้วแอบย่องออกจากบ้านเงียบๆ ตรงไปยังบ้านของเสี่ยวอวี้
เฮ่ออวี้เสียงที่กำลังจะถือตะกร้าออกไปจ่ายตลาด เปิดประตูออกมาก็เจอกับหยางอี้เหอพอดี เขาประหลาดใจเล็กน้อย "เธอมาทำอะไรที่นี่"
"ฉัน... ฉันมาหาคุณน้าน่ะ" หยางอี้เหอยืนตัวลีบ ตอบเสียงเบา
เฮ่ออวี้เสียงชี้เข้าไปในห้องโถงกลาง "งั้นเธอเข้าไปนั่งรอในห้องโถงก่อนแล้วกันนะ ฉันต้องไปซื้อกับข้าว คงไม่มีเวลามาต้อนรับเธอ"
"...อืม"
หยางอี้เหอมองตามแผ่นหลังของเฮ่ออวี้เสียงที่เดินถือตะกร้าผักออกไป เขาดูเหมือนผู้ใหญ่ที่เกษียณแล้วไม่มีผิด โดยเฉพาะบรรดาคุณปู่คุณย่าที่ต้องคอยดูแลจัดการทุกอย่างในบ้าน ตื่นแต่เช้าถือตะกร้าไปจ่ายตลาด
แถมยังต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอดเวลา ดูไปดูมาแล้ว เขายังดูมีอำนาจสั่งการมากกว่าหัวหน้าห้องเสียอีก
เฮ่ออวี้เสียงหันขวับกลับมา "มองอะไร"
หยางอี้เหอรีบส่ายหน้า "เปล่าๆ ฉันเข้าไปนั่งรอข้างในดีกว่า"
เธอรีบวิ่งเข้าไปนั่งรอในห้องโถงอย่างเรียบร้อย
จังหวะนั้น ป้าอวี๋ก็ถือตะกร้าผักเดินออกมาพอดีจึงเอ่ยแซว "ก็ขำเธอน่ะสิ ผู้ชายที่ไหนเขาไปตลาดซื้อกับข้าวทำอาหารกัน”
“อวี้เสียง ผู้ชายต้องมีความเป็นลูกผู้ชายสิ ไม่งั้นเด็กผู้ชายคนอื่นก็หัวเราะเยาะ เด็กผู้หญิงเขาก็ดูถูกเอาหรอก"
เฮ่ออวี้เสียงสวนกลับทันควัน "วันนี้บ้านผมกินเนื้อนะ ป้าอวี๋จะซื้ออะไรเหรอ"
[จบบท]