บทที่ 508: นางเอกมาเป็นลูกน้อง?
ป้าอวี๋ "!!!"
เด็กคนนี้นี่มันน่าปวดหัวจริง ๆ ปากคอเราะร้ายไม่เคยเปลี่ยน "นี่บ้านเธอจะกินเนื้อกันทุกวันเลยหรือไง พวกเรากำลังรณรงค์เรื่องความประหยัดอยู่นะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปแย่แน่"
เฮ่ออวี้เสียงยักไหล่ "งั้นผมไม่กินเนื้อก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปซื้อนมมอลต์สกัดสักสองกระป๋องแทนแล้วกัน"
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ป้าอวี๋โมโหจนตัวสั่นเทา ไอ้เด็กเหลือขอนี่ สงสัยจะนิสัยไม่ดีมาตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เด็กดีเอาเสียเลย
ป้าอวี๋ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยอีกต่อไป เธอจึงสะบัดหน้าแล้วก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังสหกรณ์การค้าและการตลาด
เฮ่ออวี้เสียงมองตามด้วยสายตาเบื่อหน่าย การที่เขาเป็นคนซื้อกับข้าว ทำอาหาร แถมยังดูแลงานบ้านทั้งหมด มันผิดปกติตรงไหนกัน
นี่มันไม่น่ายกย่องหรอกหรือ ทำไมทุกคนต้องทำหน้าตาตื่นตกใจเหมือนเห็นของแปลก เวลาที่รู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบงานบ้านเกือบทั้งหมด
แค่ชำเลืองมองนิดหน่อยก็พอทนอยู่หรอก หรือจะถามสักคำสองคำก็ยังพอรับได้ แต่บางคนนี่สิ น่ารำคาญจริง ๆ ชอบมายุแยงให้เขาฝึกเสี่ยวอวี้ทำงานบ้านให้เยอะขึ้น
บอกว่าเด็กผู้หญิงต้องทำงานบ้านเก่ง ๆ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครมาแต่งงานด้วย ทุกครั้งที่เฮ่ออวี้เสียงได้ยินประโยคทำนองนี้ เขาอยากจะง้างหมัดชกหน้าคนพูดให้คว่ำไปเลย
พอเดินมาถึงสหกรณ์การค้าและการตลาด เขาก็แกล้งหยิบตะกร้าแล้วเดินตรงไปหยิบนมมอลต์สกัดถึงสองกระป๋อง
ท่ามกลางสายตาของป้าอวี๋ที่กำลังยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ยังไม่พอ เฮ่ออวี้เสียงยังแกล้งซื้อน้ำอัดลมกับลูกอมนมต้าไป๋ทู่เพิ่มอีก กะจะยั่วโมโหให้ป้าแกอกแตกตายไปเลย
หลังจากซื้อของเสร็จเรียบร้อย เขาก็เดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงก็พบว่าเสี่ยวอวี้ตื่นนอนแล้ว แต่น้าของเขายังคงนอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว เฮ่ออวี้เสียงหันไปถามหยางอี้เหอที่นั่งอยู่เงียบ ๆ
"เธอจะกินหมี่ฝึนไหม"
หยางอี้เหอตอบ "ฉันกินมาก่อนแล้วจ้ะ"
เสี่ยวอวี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบสวนขึ้นมา "เสี่ยวเหอโกหกค่ะ เธอยังไม่ได้กินอะไรมาเลย พี่ทำเลยค่ะ เสี่ยวเหอเขาไม่ค่อยเลือกกินอยู่แล้ว”
“แต่ถ้าพี่จะใจดีทำเป็นหมี่ฝึนใส่เนื้อสับปั้นก้อนให้พวกเรากิน มันก็จะดีมากๆ เลยนะคะ"
เฮ่ออวี้เสียงหันไปมองน้องสาว "งั้นก็มาช่วยกันสับเนื้อสิ"
"รับทราบค่า"
เสี่ยวอวี้รีบลุกไปช่วยสับเนื้ออย่างแข็งขัน รอจนกระทั่งทั้งสองคนเตรียมหมี่ฝึนเสร็จ เฉินชิงก็เพิ่งจะเดินงัวเงียออกมาจากห้องนอนพอดี "อ้าว เสี่ยวเหอ มาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ"
"หนูมีของจะให้น้าดูค่ะ"
"ได้เลยจ้ะ งั้นน้าขอไปแปรงฟันล้างหน้าแป๊บนึงนะ"
เฉินชิงใช้เวลาจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอกลับมา หยางอี้เหอก็ค่อย ๆ ยื่นภาพวาดของเธอส่งมาให้
เฉินชิงรับภาพวาดมาถือไว้ด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้คือลายเส้นและสีสันที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ภาพวาดของเสี่ยวเหอดูเผิน ๆ อาจจะรู้สึกว่าสีสันสดใส แต่เมื่อพินิจมองดูดี ๆ กลับรู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก
"นี่ เธอวาดเองทั้งหมดเลยเหรอจ๊ะ"
"ค่ะ"
หยางอี้เหอมองเฉินชิงด้วยแววตาประหม่า "คือ หนูวาดร่างกายคนไม่ค่อยเป็นน่ะค่ะ”
“วาดได้แค่ส่วนหัว แล้วก็ หนูแค่วาดความรู้สึกที่หนูมีในตอนนั้นออกมาเฉย ๆ มัน มันดูแย่ไปหน่อยหรือเปล่าคะ"
เฉินชิงฟังแล้วอยากจะร้องไห้ เธอก็อยากมีพรสวรรค์ที่ 'แย่' แบบนี้บ้าง ไม่จำเป็นต้อง 'แย่' ขนาดนั้นก็ได้ ขอแค่ 'แย่' ให้ได้สักครึ่งหนึ่งของหยางอี้เหอก็พอแล้ว
เธอไม่รังเกียจเลย จริง ๆ นะ
หยางอี้เหอเห็นคุณน้าเงียบไปนาน ไม่ยอมพูดอะไรสักที เธอก็ยิ่งประหม่าจนต้องก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าสบตา
เฉินชิงตั้งใจพิจารณาภาพวาดทั้งห้าใบที่เด็กสาวนำมาให้ดูจนครบ เธอยอมรับว่ารู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย
เพราะสไตล์การวาดของหยางอี้เหอ แม้ภายนอกจะดูเจิดจ้า แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น
ทว่า สัญลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏอยู่ในภาพ กลับช่วยเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับภาพวาดทั้งหมดได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ
นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าพรสวรรค์ของนักเรียนศิลปะ มันคือสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปหลายคนพยายามฝึกฝนมาทั้งชีวิตก็ยังไม่สามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้
หยางอี้เหอเพิ่งจะอายุแค่ 8 ขวบ แต่ในนิยายต้นฉบับ ในอนาคตเด็กคนนี้จะต้องไปจับคู่กับเฮ่ออวี้เสียงเพื่อโลดแล่นในแวดวงการเงิน
เฮ่ออวี้เสียงเป็นพวกสายตาเฉียบแหลม ถนัดการลงทุนแบบบุกตะลุย ส่วนหยางอี้เหอจะมีความนิ่งสงบ สามารถคาดการณ์แนวโน้มของตลาดได้อย่างแม่นยำ สามารถเทขายหุ้นได้ภายในหนึ่งหรือสองวันก่อนที่ราคาจะพุ่งไปถึงจุดสูงสุด
ทั้งสองคนทำงานเข้าขากันอย่างที่สุด กวาดเงินเข้ากระเป๋าเป็นว่าเล่น ไม่เว้นแม้แต่การโจมตีค่าเงินของประเทศอื่น คนหนึ่งกล้าได้กล้าเสียและโหดเหี้ยม ส่วนอีกคนก็ละเอียดอ่อนและฉับไว ราวกับเกิดมาเพื่อเป็นคู่หูกัน
ค่าสถานะพรสวรรค์ของเด็กคนนี้เกือบจะเต็มหลอดอยู่แล้ว แต่เธอกลับยังมีฝีมือในการวาดภาพที่ดีขนาดนี้อีก
เฉินชิงอดรู้สึกอิจฉาเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ เห็นทีว่าการทะลุมิติมาครั้งนี้ของเธอ จะมีแค่การทะลุมิติมาจริง ๆ โดยไม่มีตัวช่วยหรือ 'นิ้วทองคำ' อะไรติดตัวมาเลย
ในฐานะผู้ใหญ่ธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่แสนจะดาษดื่น เฉินชิงพยายามสงบสติอารมณ์และข่มความอิจฉาของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหันไปพูดกับหยางอี้เหอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
"ภาพวาดของเธอมีคุณค่าพอที่จะเก็บสะสมเลยนะจ๊ะ น้าชอบมันมาก ๆ เลย เสี่ยวเหอ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่มีพลังในตัวเองสูงมาก”
“น้าเชื่อว่าไม่ว่าเธอจะตัดสินใจทำอะไรในอนาคต เธอก็จะทำมันได้ดีแน่นอน อย่าให้สถานที่เล็ก ๆ แห่งนี้มาจำกัดกรอบความคิดของเธอ”
“โลกในอนาคตของเธอยังอีกกว้างไกลมาก ภาพวาดทั้งห้าใบนี้ น้าจะเอามันไปใส่กรอบอย่างดีเลยจ้ะ ขอบใจเธอมากนะที่ไว้ใจน้า ยอมเอาผลงานดี ๆ แบบนี้มาให้น้าดู"
หยางอี้เหอเงยหน้าขึ้นสบตาคุณน้า เธอมองเห็นความอบอุ่นและกำลังใจที่อีกฝ่ายส่งมาให้ จนเผลอกำมือน้อย ๆ ของตัวเองแน่น "คุณน้าคะ คุณน้ากำลังปลอบใจหนูอยู่หรือเปล่า"
"เปล่าเลยจ้ะ น้าชอบการวาดภาพมากจริง ๆ น้าไม่มีทางโกหกเธอในเรื่องนี้แน่ ๆ แต่ว่า สไตล์การวาดภาพของเธอมันไม่ใช่แนวทางที่น้าถนัดเลย”
“น้าก็เลยไม่รู้ว่าจะแนะนำหรือสอนอะไรเธอได้บ้าง เอาไว้เดี๋ยวน้าจะลองหาคนอื่นที่เขามีความรู้ด้านนี้มาช่วยดูให้เธออีกทีนะจ๊ะ"
เฉินชิงมีความถนัดแค่เรื่องการออกแบบเสื้อผ้า กับการวาดภาพตัวการ์ตูนสไตล์คิวท์ หรือที่เรียกกันว่าจิบิเท่านั้น
ส่วนภาพวาดที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ลึกซึ้งขนาดนี้ หลายปีเธออาจจะวาดออกมาได้สักภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แถมผลงานที่ออกมาก็ไม่ได้มีความพิเศษเท่าของหยางอี้เหอเลย
ดังนั้น เธอจึงไม่สามารถสอนอะไรเด็กคนนี้ได้
หยางอี้เหอมองผู้ใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"คุณน้าคะ ขอบคุณมากนะคะ ต่อไปในอนาคต หนูจะตั้งใจเรียนออกแบบเสื้อผ้า แล้วหนูจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนสอนออกแบบ แล้วหนูจะมาทำงานกับน้าค่ะ"
เฉินชิงนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเห็นเสี่ยวเหอดูซึม ๆ ไม่มีชีวิตชีวา เธอเลยแกล้งชวนเด็กน้อยว่าโตขึ้นให้มาเป็นลูกน้องของเธอ
ไม่คิดเลยว่าเจ้าตัวจะเก็บเอาไปคิดจริงจังขนาดนี้ "ถ้าเธอชอบการออกแบบเสื้อผ้าจริง ๆ น้ายินดีต้อนรับเธอเสมอจ้ะ"
"หนูชอบมากค่ะ"
เธอเก็บรักษาชุดทุกชุดที่คุณน้าตัดเย็บให้เธอไว้เป็นอย่างดี เฉินชิงยิ้มกว้างออกมา "แบบนั้นก็วิเศษไปเลยสิ น้าสิเป็นฝ่ายได้กำไรเต็ม ๆ"
การที่เธอสามารถแย่งชิงนางเอกมาจากพระเอกและตัวร้ายได้แบบนี้ ถือว่าไม่เลวเลยจริง ๆ
หยางอี้เหอเมื่อเห็นว่าคุณน้าแสดงท่าทียินดีต้อนรับเธออย่างจริงใจ ดวงตาของเธอก็พลันเปล่งประกายความสุขออกมา
เสี่ยวอวี้ที่นั่งฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่อยู่เงียบ ๆ ก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมา พอโตขึ้น เธอต้องถูกส่งไปทำนาที่ชนบท คงไม่มีโอกาสได้มาเป็นลูกน้องของคุณน้าเหมือนเสี่ยวเหอแล้ว
เฮ่ออวี้เสียงขัดจังหวะความคิดของเด็ก ๆ "กินข้าวได้แล้ว"
เฉินชิงจึงเดินนำภาพวาดทั้งหมดไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยก่อน แล้วจึงเดินกลับมากินอาหารเช้า
มื้อเช้าวันนี้เป็นเมนูหมี่ฝึนใส่เนื้อสับปั้นก้อนที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสกินบ่อยนัก
เฉินชิงชิมคำแรกเข้าไปก็ยกนิ้วโป้งให้เฮ่ออวี้เสียง "ในที่สุดเธอก็มีพัฒนาการด้านการทำอาหารขึ้นมาบ้างแล้วสินะ น้ารู้สึกชื่นใจจริง ๆ"
เฮ่ออวี้เสียงได้แต่กรอกตามองบน
เฉินชิงเห็นท่าทางนั้นก็หัวเราะออกมา "ทำไมล่ะ นี่น้ากำลังชมเธออยู่นะ"
เฮ่ออวี้เสียงตอบกลับแบบขอไปที "ขอบคุณครับ"
เฉินชิงก็ยังไม่หยุด "ไม่ต้องเกรงใจจ้ะ"
เสี่ยวอวี้ถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะลั่น "ฮ่าฮ่าฮ่า..."
หยางอี้เหอเองก็ก้มหน้ายิ้มเบา ๆ
"หยางอี้เหอ เธอมาบ้านเสี่ยวอวี้ได้ยังไง" เสียงของอ่ายเจี่ยวหู่ดังโวยวายมาจากหน้าประตู
หยางอี้เหอตอบกลับไปนิ่ง ๆ "ฉันก็ไม่ได้ไปบ้านนายนี่"
อ่ายเจี่ยวหู่โมโหจนผมตั้ง "พ่อเธอเป็นพวกขยะ"
หยางอี้เหอก็สวนกลับ "แม่นายก็เหมือนกัน"
อ่ายเจี่ยวหู่แทบกระอักเลือด รีบหันไปฟ้องเฮ่ออวี้เสียง "นายไล่ยัยนี่ออกไปเลยนะ"
เฮ่ออวี้เสียงพูดด้วยเสียงเรียบ "ฉันเหลือหมี่ฝึนเนื้อสับปั้นก้อนไว้ให้นายครึ่งชาม"
"จริงเหรอ" อ่ายเจี่ยวหู่ตาโต รีบวิ่งถลาเข้ามาเกาะแขนเฮ่ออวี้เสียง
"เฮ่ออวี้เสียง นายเป็นคนดีที่สุดในโลกเลย นายดีกับฉันเหมือนพ่อฉันเลย"
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้ว "ฉันว่าฉันยังไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงขนาดนั้นนะ"
เฉินชิงกับเสี่ยวอวี้ถึงกับหลุดขำก๊ากออกมาพร้อมกัน อ่ายเจี่ยวหู่ทำหน้าเจื่อน ๆ "ฉัน ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น โอ๊ย ช่างมันเถอะ ฉันไปกินหมี่ฝึนก่อนดีกว่า"
หมี่ฝึนเนื้อสับปั้นก้อนเชียวนะ แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว อ่ายเจี่ยวหู่หยิบชามกับตะเกียบมาอย่างคล่องแคล่ว เขาตักหมี่ฝึนที่เหลืออยู่ในหม้อใส่ชามของตัวเอง ก่อนจะยกมานั่งกินที่โต๊ะอาหาร
เขาไม่ลืมที่จะถลึงตาใส่หยางอี้เหอไปหนึ่งที แล้วจึงเริ่มก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย
หยางอี้เหอไม่ได้แสดงท่าทีสนใจเด็กชายเลยแม้แต่น้อย
หลังจากกินเสร็จ อ่ายเจี่ยวหู่ก็รับหน้าที่ล้างจานชามให้ทุกคนอย่างว่าง่าย เขาเป็นเด็กที่ขยันขันแข็งมากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีของกินมาเกี่ยวข้อง
เฮ่ออวี้เสียงเดินมายืนอยู่ตรงหน้าเด็กชายแล้วกำชับ "วันนี้ไปโรงเรียนก็ตั้งใจเรียนให้มันดี ๆ หน่อย"
อ่ายเจี่ยวหู่เบ้ปาก ไม่อยากจะรับปาก แต่พอนึกถึงหมี่ฝึนแสนอร่อยที่เพิ่งกินเข้าไป เขาก็เลยต้องพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ "เออ รู้แล้วน่า"
เฮ่ออวี้เสียงพูดต่อ "ถ้านายคิดว่าไม่มีเพื่อนเล่นด้วย นายก็ไปเล่นกับฟู่ซูเยี่ยนสิ เขาเองก็ไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนกัน”
“แล้วเขาก็ชอบคนนิสัยตรงไปตรงมาแบบนายด้วย ที่สำคัญ พ่อของเขาเป็นทหาร ถ้านายไปเป็นเพื่อนกับเขาได้ ต่อไปก็จะไม่มีใครกล้ามาล้อเลียนนายอีกแล้ว"
[จบบท]