บทที่ 509: เลขาธิการพรรคของโรงงานเสื้อผ้ามาถึงแล้ว
อ่ายเจี่ยวหู่ยืนอึ้งเงยหน้ามองเฮ่ออวี้เสียง ทั่วทั้งตัวของเขาแผ่กลิ่นอายของความทึ่มออกมา
"แต่ฉันไม่ชอบเขาเลยนี่นา เขาเหมือนน้ำเต้าอูมครึม แถมยังผอมกะหร่อง ไม่ชอบกระโดดโลดเต้น ไม่ชอบยิ้ม ฉันไม่ชอบเพื่อนแบบนี้"
เฮ่ออวี้เสียงจ้องเขม็งไปที่เขา อ่ายเจี่ยวหู่จึงมีเสียงที่อ่อนลง "ก็ได้ๆ เห็นแก่หน้านายที่เป็นหัวหน้าห้อง ฉันจะพาเขาเล่นด้วยก็ได้"
เฮ่ออวี้เสียงพอใจแล้ว เขาเดินอารมณ์ดีไปที่ลานหน้าบ้าน ก็เห็นคุณน้ากำลังถักเปียให้เสี่ยวอวี้อยู่
เฉินชิงชอบผมที่นุ่มลื่นสลวยของเสี่ยวอวี้มาก เธอจึงบรรจงถักเปียแกละสองข้างเป็นรูปโบว์ผีเสื้อที่สวยงามให้
"เสร็จแล้วจ้ะ น้าต้องไปทำงานแล้ว เดี๋ยวหนูใส่รองเท้าบูทกันฝน แล้วตามพี่ๆ ไปโรงเรียนนะ อยู่ที่โรงเรียนก็เล่นสนุกให้เต็มที่ รู้ไหมจ๊ะ"
"รู้แล้วค่ะ!" เสี่ยวอวี้ตอบรับเสียงดังฟังชัด
เฉินชิงยิ้มพลางขยี้แก้มยุ้ยๆ ของเธอเบาๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ป้ายรถประจำทางเพื่อสมทบกับเถียนเมิ่งหย่า เป้าหมายของทั้งสองคนในวันนี้คือโรงเรียนแห่งสุดท้าย
เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง ทั้งคู่ก็ทำตัวไม่ต่างจากคนบ้านนอกเข้ากรุงที่ได้แต่เงยหน้ามองกลุ่มอาคารอันใหญ่โตมโหฬารซึ่งให้ความรู้สึกกดดันตรงหน้า ตอนที่เฉินชิงอ่านข้อมูล เธอก็รู้ที่มาของมันอยู่แล้วจึงอธิบายขึ้น
"นี่เป็นผลผลิตจากยุคฮันนีมูนจีน-โซเวียตช่วงยุค 50 เหมือนว่าเมื่อก่อนเคยได้ยินว่าจะสร้างที่นี่ให้เป็น 'ฐานการศึกษาการทอผ้าแห่งแรกของตะวันออกไกล' เลยนะ"
โรงเรียนตรงหน้านี้มีอาคารอิฐแดงทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สนามกีฬากว้างขวางเสียจนสามารถใช้วิ่งม้าได้ ส่วนอาคารเรียนหลัก 5 ชั้นก็ตั้งตระหง่านราวกับกำแพงเมืองหนาทึบ
ทั้งสองแบกความคาดหวังอันยิ่งใหญ่เดินเข้าไป แต่เมื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่สกปรกรกรุงรัง ทั้งคู่ก็ขมวดคิ้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ทั่วทั้งโรงเรียนมีกลิ่นอับชื้นจางๆ ลอยอยู่ สีแดงที่ทาไว้บนผนังด่างดวงเริ่มลอกล่อนจนตัวอักษรบางตัวเลือนหายไป ภายนอกแม้จะดูโอ่อ่าตระการตา แต่ภายในกลับผุพังและว่างเปล่า
อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้ไม่อยู่ เฉินชิงกับเถียนเมิ่งหย่าจึงตัดสินใจตรงไปที่ห้องเรียนเพื่อสังเกตการณ์สอนทันที
เมื่อผลักประตูห้องเรียนที่แง้มอยู่เข้าไป กลิ่นที่ผสมปนเปกันทั้งกลิ่นเหงื่อ ฝุ่นชอล์ก และกระดาษเก่าก็ปะทะเข้ามา
ห้องบรรยายแบบขั้นบันไดนั้นใหญ่โตอย่างน่าทึ่ง แม้จะเป็นพื้นที่ที่สามารถรองรับคนได้ถึง 300 คน แต่ในตอนนี้กลับมีนักเรียนนั่งอยู่ไม่ถึง 50 คน กระจัดกระจายกันอยู่ที่สามแถวหน้าเท่านั้น
บนเวที อาจารย์เฉินผมขาวผู้สวมแว่นตาหนาเตอะ กำลังตะโกนจนสุดเสียง "สหายทั้งหลาย! อุตสาหกรรมสิ่งทอคือเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจของชาติ!” พวกเราต้องทำความเข้าใจคำชี้นำอันยิ่งใหญ่ที่ว่า 'ยึดมั่นการปฏิวัติ ส่งเสริมการผลิต' ให้ลึกซึ้ง..."
เขายกแก้วน้ำเคลือบขึ้นมาจิบชาแล้วจึงอ่านต่อ "นำความตื่นตัวทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพไปปรับใช้กับคุณภาพของเส้นด้ายทุกเส้นและผ้าทุกตารางนิ้ว!”
“อืม ต่อไปจะพูดถึงคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นใยฝ้าย ทั้งความยาว ความละเอียด ความแข็งแรง..."
นักเรียนส่วนใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างล่างมีสีหน้าเฉยเมย บางคนแอบกระซิบกระซาบกัน บางคนก็เท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
จับจ้องต้นอู๋ถงที่ใบร่วงโกร๋น มีเพียงนักเรียนไม่กี่คนที่อยู่แถวหน้าเท่านั้นที่ยังพยายามจดบันทึก
เฉินชิงสังเกตเห็นว่าที่มุมห้องเรียนมีกี่ทอมือแบบเก่าๆ สองสามเครื่องวางกองไว้จนฝุ่นจับ บนนั้นมีป้ายแขวนไว้ว่า 'เครื่องมือทอผ้าแบบดั้งเดิม
(สำหรับใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น)' พวกมันตั้งอยู่ตรงนั้น กลายเป็นการเสียดสีแบบเงียบๆ ต่อทฤษฎีที่ว่างเปล่าซึ่งกำลังถูกถ่ายทอดอยู่บนเวที
เฉินชิงถอยออกมาอย่างเงียบเชียบ เธอจดข้อความบางอย่างลงในสมุดบันทึกของเธอ แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนถัดไป อาจารย์ของโรงเรียนนี้ถือว่าพอใช้ได้ เพราะทุกคนตั้งใจอ่านตำราเรียน
แต่พวกเขาก็ทำเพียงแค่การอ่านตำราเรียนเท่านั้นจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนกลุ่มที่เธอเคยฝึกอบรมมาก่อนหน้านี้ถึงถูกโรงงานเสื้อผ้าดึงตัวไปเกือบหมด ที่แท้โรงเรียนสอนตัดเย็บเสื้อผ้าในตอนนี้ก็ไม่ได้สอนอะไรที่เป็นประโยชน์จริงๆ เลย
หลังจากเดินดูจนทั่ว เถียนเมิ่งหย่าก็เอ่ยถามเฉินชิง "สุดท้ายเธอจะเลือกโรงเรียนไหนเหรอ"
เฉินชิงตอบ "โรงเรียนที่ 1 กับ 3 แล้วกัน"
โรงเรียนสองแห่งนี้สามารถรองรับคนได้ประมาณ 800-900 คน โรงเรียนแรกนั้น ที่เลือกเพราะกลัวว่าพวกเขาจะก่อเรื่องวุ่นวาย
ส่วนโรงเรียนนี้ มันใหญ่เกินไป ทุกที่ก็ดูเก่าโทรม แถมอาจารย์กับนักเรียนก็ดูไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย
เฉินชิงนำรายงานไปที่กรมอุตสาหกรรมเบา เธอยื่นเอกสารข้อมูลที่สรุปไว้อย่างดีของเธอขึ้นไป เพื่อให้เลขาธิการพรรคคนต่อไปเป็นคนเลือก
ทว่าบังเอิญเหลือเกิน เลขาธิการพรรคของโรงงานเสื้อผ้ากีฬาก็มารายงานตัวพอดี
เขาคือรองผู้จัดการโรงงานที่มาจากโรงงานของเหลียนอันไท่ ซึ่งถือเป็นการเลื่อนตำแหน่งเล็กน้อย เฉินชิงจำได้ว่าตอนที่อยู่ในงานมหรกรรมการค้ากวางเจา
เหลียนอันไท่ยังเคยบอกว่าอยากจะมาศึกษาดูงานที่โรงงานเสื้อผ้าของเธออยู่เลย ไม่นึกว่าพวกเขาจะส่งเลขาธิการพรรคจากโรงงานของเขามาที่โรงงานเสื้อผ้ากีฬาโดยตรงแบบนี้
ผู้อำนวยการฉีเป็นคนแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน "สหายเฉิน นี่คือเลขาธิการพรรคในอนาคตของโรงงานเสื้อผ้ากีฬาของคุณ เว่ยเจี้ยนผิง”
“ส่วนสหายเว่ย สหายหญิงที่อยู่ตรงหน้าคุณคนนี้ ก็คือเฉินชิงผู้โด่งดังนั่นเอง และเธอก็ยังเป็นผู้นำสูงสุดของโรงงานเสื้อผ้ากีฬาด้วย"
ผู้อำนวยการฉีช่วยระบุสถานะของเฉินชิงให้ชัดเจน เว่ยเจี้ยนผิงเองก็รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วก่อนที่จะมา เขารู้ว่ามันยากมากที่เขาจะสั่นคลอนตำแหน่งของเฉินชิงได้ ในใจของเขาตอนนี้จึงค่อนข้างสงบ เขายิ้มและทักทายเฉินชิง
"สหายเฉิน ผมเป็นสหายรุ่นเก่า ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวให้คุณช่วยดูแลด้วยนะครับ"
"สหายเว่ย เกรงใจไปแล้วค่ะ" เฉินชิงตอบอย่างสุภาพ
ผู้อำนวยการฉีกล่าวต่อ "สหายเฉิน คราวที่แล้วที่คุณเสนอแผนการจัดระเบียบคนใหม่เข้าไปสอนในโรงเรียน และมอบโอกาสการจ้างงานให้กับนักเรียน แผนนั้นผ่านการอนุมัติแล้วนะ”
“รวมถึงแผนการขอยืมสถานที่ของโรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการจ้างงานให้กับครอบครัวพนักงานของโรงงานแห่งที่สามด้วย หลังจากการพิจารณาแล้ว ก็ตัดสินใจให้ผ่านการอนุมัติเช่นเดียวกัน"
เฉินชิงยิ้ม "ขอบคุณค่ะ ผู้อำนวยการฉี"
"ไม่เป็นไร พวกคุณไปทำงานกันต่อเถอะ" ผู้อำนวยการฉีบอก
ทั้งสองคนจึงเชื่อฟังและเดินออกไปข้างนอกด้วยกัน พอพ้นประตูออกมา เฉินชิงก็ถามเว่ยเจี้ยนผิง "สหายเว่ย ตอนนี้คุณมีที่พักหรือยังคะ"
"ผมพักอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐเป็นการชั่วคราวน่ะครับ" เว่ยเจี้ยนผิงตอบ
เฉินชิงพยักหน้า หอพักของโรงงานเสื้อผ้ากีฬายังสร้างไม่เสร็จเร็วขนาดนั้น การไปอาศัยอยู่ที่โรงงานเสื้อผ้าแห่งที่สามของรัฐจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
"ถ้าอย่างนั้น วันนี้คุณเพิ่งมาถึงวันแรก ก็ยังไม่ต้องรีบเริ่มงานก็ได้..."
เว่ยเจี้ยนผิงขัดจังหวะเธอ "ไม่เป็นไรครับ เรื่องที่บ้าน ภรรยาผมจัดการได้หมด สหายเฉิน คุณมีอะไรก็สั่งมาได้เลยครับ"
เฉินชิงมองผู้ชายตรงหน้า เขาน่าจะอายุราวๆ 37-38 ปี รูปร่างไม่สูง แถมยังค่อนข้างผอมบาง แต่โครงร่างสมส่วน โดยผิวเผินแล้วเขาดูเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
"งั้นไว้เป็นพรุ่งนี้แล้วกันค่ะ วันนี้เพิ่งมาถึงกวางโจววันแรกก็ให้เริ่มงานเลย มันจะเหนื่อยเกินไป ฉันก็ไม่ใช่คนไร้น้ำใจถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ"
"ได้ครับ" เว่ยเจี้ยนผิงก็ไม่ได้ยืนกรานต่อ
ทั้งสองคนนัดแนะกันที่หน้ากรมอุตสาหกรรมเบาว่า พรุ่งนี้เช้า 9 โมง ให้ไปเจอกันที่สำนักงานเขตใกล้ๆ กับสถานที่ก่อสร้าง แล้วจึงแยกย้ายกันไป
เถียนเมิ่งหย่ารีบถามขึ้นทันที "เฉินชิง เธอรู้สึกว่าเลขาธิการพรรคคนนี้เป็นยังไงบ้าง"
"พูดยากเหมือนกัน" เฉินชิงก็ไม่ได้เก่งกาจถึงขนาดที่สามารถหยั่งรู้ธาตุแท้ของคนได้จากการพูดคุยเพียงไม่กี่คำ
เถียนเมิ่งหย่าเอ่ยต่อ "ตอนที่พวกเธอเข้าไปในห้องทำงานของผู้อำนวยการฉี ฉันไปแอบถามคนในกรมอุตสาหกรรมเบามาล่ะ เขามีลูกตั้ง 9 คนแน่ะ"
"!!!" เฉินชิงตกใจจนอ้าปากค้างเล็กน้อย เสียงยังเปลี่ยนไปเลย
"เยอะขนาดนั้นเลย!"
"อื้ม ลูกชาย 5 คน ลูกสาว 4 คน ลูกชาย 2 คนกับลูกสาว 1 คนถูกส่งไปชนบทแล้ว ตอนนี้ที่ย้ายมาที่นี่ด้วยก็มีลูกอีก 6 คน"
เถียนเมิ่งหย่าเองก็งงเหมือนกัน ตามปกติแล้ว ครอบครัวที่มีลูกชาย ก็มักจะเลือกมีลูกสัก 5-6 คนก็น่าจะพอแล้ว แต่บ้านนี้กลับมีถึง 9 คน มันเยอะมากจริงๆ
เธอก็เลยไปสืบต่อมาอีกหน่อย จนได้คำตอบสุดท้ายกลับมา เธอจึงแกล้งทำเป็นปริศนา "ให้ทายสิว่าทำไมเขาถึงมีลูกเยอะ"
"ทำไมล่ะ"
"ฉันถามเธออยู่ไม่ใช่เหรอ! เธอนี่น่ารำคาญจริง! ช่างเถอะ ฉันบอกเลยก็ได้ เป็นเพราะว่าพ่อแม่ของเขาคิดว่าครอบครัวของพวกเขาเป็นแบบสามรุ่นส่งต่อคนเดียว”
“มันเสี่ยงต่อการสิ้นสุดทายาทง่ายๆ พอลูกสะใภ้ของพวกเขาดันเป็นคนมีลูกง่าย ก็เลยให้มีลูกเพิ่มอีกเยอะๆ ก็เลยกลายเป็นว่ามีลูกถึง 9 คนเลย"
[จบบท]