บทที่ 515: ผู้หนุนหลัง
ภายในบ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบเหงาอึดอัด เสียงร้องไห้ของเหอเย่าจู่ที่เคยดังขึ้นเป็นระยะ อย่างน้อยก็ช่วยยืนยันว่าบ้านหลังนี้ยังมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง ทว่ายามใดที่เสียงนั้นเงียบหายไป ทุกอย่างก็จะจมดิ่งสู่ความเงียบงันที่น่าอึดอัด
ยายของหยางอี้เหอเพิ่งจะได้หยุดพักหายใจหลังจากวุ่นวายกับหลานชาย หญิงชราจึงหันมามองหลานสาวอีกคนด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเอ่ยปากตักเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเหมือนห่วงใย
"เสี่ยวเหอ ไม่ใช่ว่ายายอยากจะว่าอะไรลูกนะ แต่ลูกอย่าทำตัวมืดมนนักเลย ทำตัวให้มันสดใสสมวัยเด็กหน่อย”
“หัดฟังผู้ใหญ่ หัดเข้าใจสถานการณ์บ้าง ไม่อย่างนั้นนิสัยแบบลูกเนี่ย ต่อให้ไปอยู่บ้านไหนครอบครัวไหน เขาก็ไม่ต้อนรับหรอก"
หยางอี้เหอไม่ได้ตอบโต้ เธเพียงขยับไปปิดประตูห้องของตัวเองอย่างแผ่วเบา จัดการลงสลักกลอนเงียบๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพิงบานประตูบนพื้นห้องอันเย็นเฉียบ รู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทั้งสรรพางค์กาย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมา พร้อมกับเสียงใสกังวานที่เรียกหาผู้เป็นใหญ่ในบ้าน
"คุณยายสวัสดีค่ะ หนูชื่อเสี่ยวอวี้นะคะ คุณยายยังจำหนูได้หรือเปล่า หนูเป็นเพื่อนนักเรียนของเสี่ยวเหอค่ะ"
เสียงที่สดใสราวกับกระดิ่งลมนั้นลอยเข้ามาถึงในห้อง หยางอี้เหอถึงกับสะดุ้ง เบิกตากว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ ไม่นานก็มีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายอีกคนดังตามมา
"สวัสดีครับคุณยาย ผมชื่อเหมาเหมาครับ ที่ชื่อนี้เพราะว่าคุณพ่อผมแซ่เหมา แล้วผมก็มีเลือดของเหล่าเหมาอยู่ครึ่งหนึ่ง ชื่อจริงของผมก็เลยชื่อเหมาเหมาครับ"
เด็กน้อยน่ารักสองคนยืนยิ้มแฉ่งอยู่ที่หน้าประตู ในมือหิ้วถุงตาข่ายบรรจุลูกหวงผีสีเหลืองสด ดูน่ารักน่าเอ็นดู ยายของหยางอี้เหอรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยินดีปรีดา กุลีกุจอออกไปต้อนรับ
"อ้าว! เสี่ยวอวี้กับเหมาเหมานี่เอง เข้ามาเร็วลูก เข้ามาข้างในก่อน"
หญิงชราไม่ลืมที่จะตะโกนเรียกหลานสาวเสียงดัง
"เสี่ยวเหอ! เพื่อนลูกมาหาแน่ะ ออกมาเร็วๆ เข้า!"
เธอยังจำเด็กสองคนนี้ได้แม่นยำ จากครั้งก่อนที่เฉินชิงเคยพาเด็กๆ มาเยี่ยมเสี่ยวเหอ สมัยที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังเก่า เด็กทั้งสองราวกับตุ๊กตาที่ปั้นแต่งมาอย่างดี งดงามจนยากจะลืมเลือน
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าหน้าตาก็คือภูมิหลังของพวกเขา คุณน้าของเสี่ยวอวี้คือผู้จัดการโรงงานคนใหม่ ส่วนคุณน้าเขยก็เป็นถึงรองหัวหน้าสถาบันวิจัย
ขณะที่พ่อของเหมาเหมาก็ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันวิจัย ทั้งคู่ล้วนมาจากครอบครัวที่มีหน้ามีตา
ยายของหยางอี้เหอเริ่มมองหาของว่างในบ้านอย่างร้อนรน แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีอะไรเหมาะสมพอจะต้อนรับแขกตัวน้อยเลย
"ตายจริง ในบ้านไม่มีอะไรเลย พวกหนูนั่งเล่นกับเสี่ยวเหอไปก่อนลูกนะ เดี๋ยวคุณยายรีบไปซื้อของอร่อยๆ มาให้เดี๋ยวนี้เลย"
พูดจบหญิงชราก็รีบคว้าตะกร้าเตรียมมุ่งหน้าไปสหกรณ์การค้าฯ ในใจคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว สองตายายอย่างพวกเขาไร้ที่พึ่งพิง หากสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับครอบครัวเฉินชิงได้
อย่างน้อยเวลาใครคิดจะมารังแกคนแก่ ก็คงต้องเกรงใจกันบ้าง ไม่ได้การ เธอต้องรีบไปตามตาเฒ่ากลับมา ให้ช่วยกันคิดหาวิธีสร้างความประทับใจให้เด็กทั้งสอง
หยางอี้เหอเปิดประตูห้องออกมา เธอจ้องมองเพื่อนทั้งสองด้วยความรู้สึกที่เหมือนฝันไป
"พวกเธอมาได้ยังไง?"
"คุณน้าปั่นจักรยานมาส่งพวกเราเองจ้ะ แต่ที่นั่งไม่พอ พี่ชายฉันก็เลยไม่ได้มาด้วย"
เสี่ยวอวี้รีบอธิบาย
เหมาเหมาหัวเราะร่าอย่างภูมิใจ
"ฉันฉลาดกว่า ฉันแย่งที่นั่งซ้อนท้ายของคุณน้าได้ก่อนเลย ตอนนี้เฮ่ออวี้เสียงกับฟู่ซูเยี่ยนก็เลยต้องนั่งเล่นกันอยู่ที่บ้านสองคน"
หยางอี้เหอรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ถูก
"พวกเธอ... ดีกับฉันจังเลย"
เสี่ยวอวี้ยิ้มแก้มปริเมื่อได้ยินคำชม
"ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา ไว้วันหลังเธอก็ไปเล่นที่บ้านฉันบ้างสิ ไปนอนค้างบ้านฉันก็ได้นะ"
เหมาเหมาพยักหน้าสนับสนุน
"ใช่ๆ บ้านฉันก็ไปได้นะ ฉันยกเตียงให้เธอนอนได้เลย แล้วฉันก็ไปนอนกับคุณพ่อคุณแม่แทน"
คำพูดซื่อๆ นั้นทำให้หยางอี้เหอหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"คิก... ถ้างั้น ไว้ฉันมีโอกาสจะไปนะ"
รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้า ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ดูสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เสี่ยวอวี้ถึงกับมองตาค้าง
"เสี่ยวเหอ... เธอยิ้มแล้วสวยมากๆ เลย"
หยางอี้เหอมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความเอ็นดูไม่แพ้กัน
"เธอต่างหากที่สวยที่สุด"
สำหรับเธอ เสี่ยวอวี้เปรียบเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่ทั้งน่ารัก สดใส และจิตใจดีงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เมื่อเห็นเสี่ยวอวี้หัวเราะคิกคัก หยางอี้เหอก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย
"ฉันพาไปดูห้องนอนของฉันเอามั้ย?"
"เอาสิ! เอาสิ!"
เด็กทั้งสองวางถุงหวงผีลงบนโต๊ะกลางห้อง แล้วเดินตามหยางอี้เหอเข้าไปในห้องนอน ห้องของเธอสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบอย่างยิ่ง แต่ก็โล่งเตียนจนแทบไม่มีข้าวของอะไรเลย
เหมาเหมามองไปรอบๆ แล้ววิจารณ์ตามประสาเด็ก
"ห้องของเธอเหมือนกับห้องของเฮ่ออวี้เสียงเลยอ่ะ เหมือนห้องผู้ใหญ่เลย สู้ห้องของฉันกับเสี่ยวอวี้ก็ไม่ได้ ห้องเราสวยกว่าตั้งเยอะ"
เสี่ยวอวี้แอบพยักหน้าเห็นด้วยในใจ ห้องนอนของเธอคือคลังสมบัติล้ำค่าเชียวนะ
หยางอี้เหอมองห้องที่ว่างเปล่าของตน พลางเอียงคอคิดตาม
"งั้นเหรอ... งั้นฉันควรหาอะไรมาตกแต่งห้องบ้างดีมั้ยนะ?"
ยังไม่ทันที่เพื่อนทั้งสองจะได้เสนอความคิดเห็น เสียงร้องไห้แหลมเล็กก็ดังลั่นมาจากห้องข้างเคียง รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหยางอี้เหอจางหายไปทันที
เธอกลับไปมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม ก่อนจะเดินไปยังห้องข้างๆ แล้วอุ้มทารกน้อยขึ้นมาแนบอก เขย่าปลอบเบาๆ
เหมาเหมาสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเพื่อนจึงอาสา
"ฉันอุ้มให้เอาไหม ฉันเคยอุ้มเด็กนะ รับรองไม่ทำน้องชายเธอตกพื้นแน่ๆ"
เขาเคยอุ้มเพ่ยเพ่ย ลูกสาวของน้าเถียนซึ่งก็ร้องไห้เก่งไม่แพ้กัน เหมาเหมาเป็นเด็กที่มีความอดทนสูงและไม่ค่อยโกรธใครง่ายๆ
เขารับร่างของเหอเย่าจู่มาอุ้มอย่างมั่นคง ลูบหลังปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"โอ๋ๆ หิวนมเหรอ เดี๋ยวรอแป๊บนะ เดี๋ยวก็ได้กินของอร่อยแล้วนะ"
แม้เด็กน้อยจะยังร้องไห้ไม่หยุด แต่เหมาเหมาก็ยังคงปลอบต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม ต่างจากเสี่ยวอวี้ที่เริ่มรู้สึกหงุดหงิดแทน และหยางอี้เหอที่กระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวอวี้กระซิบกับหยางอี้เหอ
"ถ้าเป็นพี่ชายฉันนะมาอุ้มปลอบเด็กแบบนี้ ป่านนี้คงหน้าดำหน้าเขียวไปแล้วล่ะ"
หยางอี้เหอมองเหมาเหมาด้วยความชื่นชม
"เหมาเหมาใจเย็นจังเลย"
"ใช่เลย"
เสี่ยวอวี้เอามือเท้าคางครุ่นคิด หากอนาคตเธอมีน้องสาวแล้วร้องไห้เสียงดังเช่นนี้ เธออาจจะรำคาญบ้าง แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังคงรักน้องสาวของเธออยู่ดี
เหมาเหมาทำหน้าที่พี่เลี้ยงจำเป็นต่อไป จนกระทั่งยายของหยางอี้เหอกลับมาถึงบ้าน เมื่อเห็นหลานชายไปอยู่ในอ้อมแขนของเด็กผู้ชายอื่น หญิงชราก็ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี
"ตายแล้ว! เสี่ยวเหอ ทำไมถึงเอาเพื่อนอุ้มน้องแบบนี้ล่ะลูก!"
เหมาเหมายิ้มหวาน รีบอธิบาย
"ผมเห็นน้องน่ารักดี ก็เลยอยากลองอุ้มดูครับ"
คำอธิบายนั้นทำให้หญิงชราสบายใจขึ้น
"แหม ปากหวานจริงๆ เลยนะเรา"
ตาของหยางอี้เหอที่กลับมาพร้อมกันก็ยิ้มให้เหมาเหมา
"เธอเองเหรอที่ชื่อเหมาเหมา ตาก็เคยเห็นรูปเธอในหนังสือพิมพ์ที่ไปร้องเพลงนี่นา เป็นเด็กที่มีอนาคตไกลนะเรา"
เหมาเหมายิ้มรับอย่างเขินอาย ตาของหยางอี้เหอจึงหันไปมองเสี่ยวอวี้บ้าง
"ส่วนหนูก็คือเสี่ยวอวี้สินะ หน้าตาสวยจังเลย คุณน้าของหนูเขาก็เป็นถึงดอกไม้งามแห่งโรงงาน โตขึ้นหนูก็ต้องสวยเหมือนกันแน่ๆ"
เสี่ยวอวี้เกาแก้มแก้เก้อ
"อาจจะ... มั้งคะ"
ตาของหยางอี้เหอจึงหยิบขนมปังกรอบที่เพิ่งซื้อมาให้เด็กๆ
"ยายเขาซื้อเนื้อมาด้วยนะ เที่ยงนี้อยู่กินข้าวที่บ้านตาด้วยกันเลยนะ ดีไหม?"
เหมาเหมาเป็นตัวแทนปฏิเสธอย่างสุภาพ
"ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ ที่บ้านทำกับข้าวรอไว้แล้วครับ ถ้าไม่กินจะเสียดายของแย่ พวกเราแค่ตั้งใจจะมาเล่นกับเสี่ยวเหอเฉยๆ ครับ ขอบคุณคุณตากับคุณยายมากนะครับที่ต้อนรับ"
ตาของหยางอี้เหอมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจดีว่าผู้ปกครองมักสอนลูกหลานไม่ให้ไปรบกวนกินข้าวบ้านคนอื่น จึงไม่รั้งต่อ
เสี่ยวอวี้เริ่มรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศที่ค่อนข้างเกร็ง
หยางอี้เหอจึงเสนอ
"เสี่ยวอวี้ งั้นฉันเดินออกไปส่งพวกเธอข้างนอกนะ เดินเล่นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็น่าจะใกล้ถึงบ้านพวกเธอพอดี"
เสี่ยวอวี้ตาเป็นประกาย
"เอางั้นก็ได้นะ!"
ตาของหยางอี้เหอแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยที่โอกาสเชื่อมสัมพันธ์หลุดลอยไป เขาอุ้มหลานชายกลับมา แล้วพยักหน้าให้ภรรยาเดินไปส่งเด็กทั้งสองคนแทน
ตลอดเส้นทางที่เดินออกจากบ้านพักทหาร หากมีผู้ใดแวะเวียนเข้ามาทักทายหรือสอบถาม ยายของหยางอี้เหอก็จะหยุดและแนะนำด้วยเสียงอันดังฟังชัด
"อ๋อ นี่เพื่อนของเสี่ยวเหอหลานยายน่ะ คนนี้ชื่อเสี่ยวอวี้ คนนี้ชื่อเหมาเหมา เสี่ยวอวี้นี่เป็นหลานสาวของคุณเฉินชิงน่ะ”
“พวกเธอรู้จักคุณเฉินชิงใช่ไหม คนที่จะได้เป็นผู้จัดการโรงงานคนใหม่นั่นแหละ! ส่วนเด็กผู้ชายคนนี้ก็เป็นลูกชายคนเดียวของหัวหน้าสถาบันวิจัยเลยนะ เคยไปร้องเพลงจนได้ลงหนังสือพิมพ์มาแล้วด้วย!"
เสียงของหญิงชราดังไปทั่วบริเวณนั้น จนกระทั่งตอนนี้ ทุกคนในบ้านพักทหารแห่งนี้ก็รับรู้กันถ้วนหน้าแล้วว่า ครอบครัวของหยางอี้เหอที่มีแต่คนแก่กับเด็กเล็กนั้น ไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ เพราะพวกเขามี 'ผู้หนุนหลัง' ที่แข็งแกร่งอยู่นั่นเอง
[จบบท]