บทที่ 518: การประเมินกำลังจะเริ่มขึ้น
หม่าอ้ายอิงถึงกับอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน "เธอเก่งหลายอย่างขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะ แล้วเรื่องเล่นสู้รบที่ว่านั่น เธอก็เก่งด้วยเหรอ"
"ใช่เลยค่ะพี่" เฉินชิงยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
"เสี่ยวอวี้ชอบชวนเพื่อนๆ เล่นเกมสู้รบกันเป็นประจำ ตอนนี้ฝั่งตรงข้ามถึงขั้นต้องวางแผนจำกัดการเคลื่อนไหวของเสี่ยวอวี้โดยเฉพาะเลยนะ”
“แต่ไม่ว่าจะพยายามจำกัดยังไง หรือต่อให้เสี่ยวอวี้มีลูกทีมในมือน้อยกว่าอีกฝั่ง เธอก็ยังพลิกเกมกลับมาชนะได้เกือบทุกครั้งเลยจ้ะ เก่งใช่ไหมล่ะ" ในความรู้สึกของเฉินชิง เสี่ยวอวี้ของเธอเจ๋งที่สุดในโลกจริงๆ
"เก่งมาก!" ดวงตาของหม่าอ้ายอิงเป็นประกายวาววับยิ่งกว่าเดิม
"งั้น... งั้นให้เสี่ยวอวี้มาฝึกศิลปะป้องกันตัวกับฉันดีไหม ฉันสัญญาเลยว่าจะถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่มีให้แบบไม่กั๊กแม้แต่นิดเดียว!"
ทว่าเฉินชิงกลับส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ "พี่อิงคะ ฉันว่าพี่ใจเย็นๆ ก่อนดีกว่านะ เสี่ยวอวี้เป็นเด็กที่มีพลังงานล้นเหลือ”
“เป็นประเภทที่เหมาะจะเติบโตแบบธรรมชาติ ให้เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเอง ฉันไม่อยากไปตีกรอบหรือสร้างแรงกดดันอะไรให้เธอเลยค่ะ"
บางครั้งเฉินชิงก็อดครุ่นคิดไม่ได้ว่า การที่เธอเลือกจะเป็นผู้ปกครองที่ไม่พยายามยัดเยียดการเรียนรู้ หรือเคี่ยวเข็ญลูกเหมือนที่คนอื่นทำ
มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ปกครองที่ไม่ดีในสายตาใครหรือเปล่า เธอจินตนาการไปถึงอนาคตในวันที่เสี่ยวอวี้ต้องไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนอื่นๆ ที่มีความสามารถรอบด้าน
แล้วถ้าวันนั้นเสี่ยวอวี้รู้สึกว่าตัวเองทำนั่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่เป็น เธอจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจบ้างไหมนะ แล้วจะหันกลับมาเสียดายหรือเปล่าที่ตอนเด็กๆ ไม่ได้เรียนอะไรติดตัวไว้เลย
แต่พอคิดวนไปวนมา เฉินชิงก็ดึงสติกลับมาจุดเดิมได้ เธอเชื่อมั่นว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยให้เด็กค้นพบสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ แล้วสนับสนุนให้เขาได้ขยายศักยภาพในจุดนั้นให้เต็มที่ต่างหาก
เฉินชิงมั่นใจว่าจุดแข็งที่สุดของเสี่ยวอวี้ก็คือ ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอ 'อยาก' จะเรียนรู้อะไร หรือแค่ 'สนใจ' เรื่องไหนขึ้นมา เสี่ยวอวี้ก็จะทำมันได้ดีมากๆ เสมอ
ดังนั้นหน้าที่ของเธอในฐานะผู้ใหญ่จึงมีแค่การควบคุมทัศนคติของตัวเองให้มั่นคง ไม่เผลอไปสร้างบรรยากาศตึงเครียด หรือทำให้เด็กน้อยรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ 'เล่น' ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นเรื่องสนุกสนาน
หม่าอ้ายอิงถอนหายใจออกมาเบาๆ "โอเค... ก็ได้ๆ พวกเธอเป็นผู้ปกครองของเด็กนี่นะ ฉันคงไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายแล้วล่ะ"
***
เมื่อทั้งสองคนเดินทางมาถึงสถานที่ก่อสร้าง เฉินชิงก็แยกตัวไปที่สำนักงานของชุมชนเพื่อทำงานปรับปรุงคู่มือของเธอต่อ ขณะที่เว่ยเจี้ยนผิงซึ่งแยกย้ายกันไปเจรจาเรื่องความร่วมมือกับโรงเรียน ก็กลับมาพร้อมข่าวดีในที่สุด
เว่ยเจี้ยนผิงหยิบเอกสารขึ้นมารายงานอย่างเป็นงานเป็นการ
"ตอนนี้ผมจัดการตกลงรายละเอียดกับทางโรงเรียนการทอผ้าหัวหนานเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้ทางนั้นเขากำลังอยู่ในช่วงประเมินนักเรียนของเขาอยู่พอดีครับ"
เฉินชิงรับรายงานของเขามาเปิดอ่านดูเนื้อหาคร่าวๆ ก่อนจะพยักหน้า "ดีค่ะ งั้นก็ตกลงตามนี้ เอาเป็นโรงเรียนการทอผ้าหัวหนานนี่แหละ"
เธอยิ้ม "ในเมื่อจังหวะมันพอดีกันแบบนี้ ระหว่างที่พวกเขากำลังประเมินนักเรียนของเขา ฉันก็จัดการเตรียมการเรื่องการคัดเลือกตำแหน่งผู้นำต่างๆ ของโรงงานเสื้อผ้าของเราไว้เรียบร้อยแล้วเหมือนกันค่ะ"
"หา? คุณไปเตรียมการไว้ตอนไหนครับ" เว่ยเจี้ยนผิงอุทานด้วยความตกใจ
เฉินชิงวางรายงานในมือลง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ "ไม่เห็นยากเลยค่ะ ก็แค่ยกหูโทรศัพท์ไปหาคณะกรรมการโรงงานของโรงงานใหญ่ๆ ทุกแห่งในเมืองของเรา แจ้งข่าวไปว่าผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มีตำแหน่งตั้งแต่หัวหน้ากลุ่มขึ้นไป”
“สามารถมาสมัครเข้าร่วมการคัดเลือกตำแหน่งผู้นำระดับต่างๆ ของโรงงานเสื้อผ้ากีฬาของเราได้ แค่บอกเวลา สถานที่ ให้ชัดเจน แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วค่ะ"
เว่ยเจี้ยนผิงนิ่งไปนาน คำพูดใดๆ ก็จุกอยู่ที่คอหอย
เฉินชิงจึงพูดเสริมต่อ "สถานที่คือที่โรงงานเครื่องจักรหลินไห่ค่ะ ส่วนเวลาคือวันเสาร์นี้ ยังไงก็คงต้องรบกวนสหายเว่ยเดินทางไปที่โรงงานเครื่องจักรด้วยกันในวันนั้นนะคะ"
"โรงงานเครื่องจักรที่คุณเคยทำงานในคณะกรรมการโรงงานน่ะเหรอครับ" เว่ยเจี้ยนผิงทวนถามเพื่อความแน่ใจ
"ถูกต้องค่ะ ที่นั่นมีห้องประชุมขนาดใหญ่ สะดวกสบายสำหรับใช้จัดการสอบ"
"ผมเข้าใจแล้วครับ"
เว่ยเจี้ยนผิงรู้สึกว่าวิธีการทำงานของเฉินชิงมันรวดเร็วและเด็ดขาดเกินไปมาก ไม่เหมือนกับวิถีการทำงานของคนในหน่วยงานรัฐทั่วไปที่เขาคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย
ในโรงงานเสื้อผ้าเก่าที่เขาเคยอยู่ ทุกคนต่างก็ทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป ช้าๆ เนิบๆ แต่ที่นี่กลับตรงกันข้าม
พอต้องมาเผชิญหน้ากับเฉินชิง เว่ยเจี้ยนผิงเลยรู้สึกเหมือนมีแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นลอยอยู่เหนือหัวตลอดเวลา มันทำให้เขาเครียดจนแทบจะเป็นโรคกระเพาะ
และเพื่อไม่ให้ตัวเองดูด้อยค่าหรือตื่นเต้นจนเสียอาการในวันคัดเลือกบุคลากร เว่ยเจี้ยนผิงถึงกับต้องลงทุนไปหาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามาอ่านเพิ่มเติมเป็นการด่วน
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดก็ถึงวันนัดหมายการคัดเลือก เว่ยเจี้ยนผิงแต่งตัวด้วยชุดที่ดูดีและเหมาะสมที่สุด ก่อนจะเดินทางออกจากบ้าน
เว่ยต้าเจียงเหลือบมองพ่อตัวเองแล้วก็พูดจาแดกดันออกมา "แม่ ดูพ่อสิ เมื่อก่อนเคยเห็นพ่อแต่งตัวหล่อเฟี้ยวขนาดนี้ที่ไหนกัน พ่อต้องแอบไปมีอะไรข้างนอกแน่ๆ เลย”
“ตอนนี้พ่อได้เป็นถึงเลขาธิการพรรคแล้วนะ แต่แม่ยังเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกคนนึงอยู่เลย แม่ต้องคอยจับตาดูเขาให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นนะ อีกหน่อยเขาต้องทิ้งแม่ไปหาคนใหม่แน่ๆ"
ลึกๆ แล้ว เว่ยต้าเจียงเองก็ดูถูกสถานะของแม่ตัวเองเหมือนกัน เวลาที่เขาไปอวดพ่อกับคนอื่น เขารู้สึกว่าตัวเองชนะขาดลอย ก็พ่อของเขาเป็นถึงเลขาธิการพรรคของโรงงานเสื้อผ้าเชียวนะ!
เงินเดือนที่พ่อเขาได้คนเดียว เทียบเท่ากับเงินเดือนของคนงานธรรมดาๆ ถึง 4 คน รวมกันตั้ง 144 หยวน ทั้งสถานะทางสังคมก็มี ทั้งหน้าตาก็ดี
แต่แม่ของเขาล่ะ เป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีทั้งพื้นเพ ไม่มีทั้งเส้นสาย ไม่ได้รู้จักคนใหญ่คนโตที่ไหนเลย ถึงหน้าตาจะพอดูได้ แต่ถ้าให้ไปเทียบกับพวกเด็กสาวสวยๆ อายุน้อยๆ ยังไงก็เทียบไม่ติด
ประกอบกับความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่ก็ย่ำแย่กันอยู่แล้ว เว่ยต้าเจียงเลยยิ่งกลัวว่าพ่อจะนอกใจแล้วไปขอหย่ากับแม่ เรื่องนี้มันส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของเขาในฐานะลูกชายคนโตเต็มๆ
อู๋ชุนฮวาหน้ามืดครึ้ม "ต่อให้ฆ่าฉันให้ตาย ฉันก็ไม่หย่า!"
แต่ถึงปากจะพูดไปแบบนั้น ในใจเธอก็กระสับกระส่ายไม่เป็นสุข ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี
เว่ยต้าเจียงเลยเสนอแผนการ "ผมได้ยินมาว่าวันนี้คนที่มาสมัครงานเป็นผู้หญิงทั้งหมดเลยนะแม่ งั้นแม่แอบตามไปดูหน่อยสิ เผื่อมีนังหน้าไหนมาอ่อยพ่อขึ้นมาล่ะ แม่จะได้จัดการเลยไง"
อู๋ชุนฮวาพอได้ยินแบบนั้น เธอก็ยิ่งร้อนใจมากกว่าเดิม เธอรีบลุกขึ้นไปแต่งตัว แล้วมุ่งหน้าไปที่โรงงานเครื่องจักรหลินไห่ทันที
***
ในวันเสาร์ที่โรงงานเครื่องจักรหลินไห่ยังคงมีคนงานมาทำงานตามปกติ และคนที่มาทำงานต่างก็กำลังจับกลุ่มซุบซิบกันอย่างออกรส เพราะวันนี้เฉินชิงจะกลับมาที่นี่!
ข่าวนี้ทำเอาแม้แต่ระดับวังจื้อหงและถูซินตงยังตื่นเต้นไปด้วย ทั้งสองคนซึ่งตอนนี้เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงาน ถึงได้พร้อมใจกันเลือกที่จะมาทำงานล่วงเวลาในวันเสาร์นี้แบบไม่คิดค่าแรง ก็แหม... ผู้นำในดวงใจของพวกเขากลับมาทั้งทีนี่นา!
ในความคิดของพวกเขา เฉินชิงเปรียบเหมือนแสงสว่างนำทาง เรื่องไหนก็ตามที่เธอเคยไหว้วานให้ช่วย ทั้งสองคนก็จัดการให้เสร็จสิ้นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง
โดยเฉพาะถูซินตงที่ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกังวลมากกว่าใคร เพราะเธอคือคนที่เฉินชิงปั้นมากับมือ พอนานๆ ทีผู้นำจะต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ถ้าเธอทำได้ไม่ดี มีหวังคงนอนไม่หลับไปหลายคืน
เฉินชิงเองก็เดินทางมาถึงโรงงานเครื่องจักรแต่เช้าเช่นกัน เธอเดินเข้าไปจับมือกับคนทั้งสองอย่างเป็นกันเอง "ขอบคุณพวกคุณทั้งสองคนมากนะคะที่สละเวลามาช่วยฉัน"
วังจื้อหงรีบโบกมือ "ยินดีครับๆ ควรทำอยู่แล้วครับ"
เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆ ที่เฉินชิงไม่ได้เป็นหัวหน้าโดยตรงของเขาแล้ว แต่ทุกครั้งที่เจอหน้า เขาก็ยังรู้สึกเกรงๆ เธออยู่ดี
ส่วนถูซินตงยิ่งเกร็งหนักกว่าเดิม เธอยืนตัวตรง ก่อนจะรายงานความคืบหน้าของตัวเองให้เฉินชิงฟัง "ตอนนี้ฉันได้เป็นรองหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานแล้วนะคะ"
เฉินชิงยิ้มและพยักหน้าอย่างชื่นชม "เก่งมาก ตั้งใจเรียนรู้งานต่อไปนะ แต่อย่าจำกัดตัวเองอยู่แค่งานของคณะกรรมการโรงงานล่ะ”
“พยายามทำความคุ้นเคยกับธุรกิจส่วนอื่นๆ ด้วย ความสามารถในการเรียนรู้ของคุณมันยอดเยี่ยมอยู่แล้ว"
เว่ยเจี้ยนผิงเดินตามหลังเฉินชิงมาเงียบๆ เขาเห็นท่าทีนอบน้อมที่ลูกน้องเก่ามีต่อเธอก็พอจะเดาได้เลยว่า ตอนที่เธอทำงานอยู่ที่นี่คงจะเป็นคนที่ดุและน่าเกรงขามไม่เบา
เฉินชิงแวะไปไหว้วานสหายจากแผนกรักษาความปลอดภัยให้ช่วยประชาสัมพันธ์ บอกทางไปห้องประชุมใหญ่ให้กับสหายหญิงที่เดินทางมาสอบในวันนี้
จากนั้นทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าไปที่ห้องประชุมใหญ่ก่อนเวลา ข้อสอบทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว ขาดก็แต่ผู้เข้าสอบเท่านั้น
เว่ยเจี้ยนผิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ต้องเดินตามหลังเฉินชิง โดยเฉพาะเมื่อทั้งผู้จัดการโรงงานและเลขาธิการพรรคของโรงงานเครื่องจักรต่างก็เดินทางมาถึงแล้ว และเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ตั้งใจมาเพื่อพูดคุยทักทายกับเฉินชิงโดยเฉพาะ
ก็แน่นอนล่ะ เฉินชิงทั้งสาว ทั้งเก่ง และอนาคตไกลขนาดนี้ การสร้างสัมพันธ์อันดีเอาไว้ ยังไงก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว
ทั้งสามคนยืนพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่หนึ่ง เลขาธิการเติ้งก็เอ่ยถึงเรื่องของเฮ่อหย่วนขึ้นมา เธอแอบกระซิบข่าวให้เฉินชิงฟัง
"นี่... สามีเธอไปต่างประเทศแล้วนะ รู้หรือยัง"
เฉินชิงชะงักไปเล็กน้อย "คะ?"
เลขาธิการเติ้งพูดต่อ "เหตุผลจริงๆ น่ะฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นการไปทำงานที่รัฐส่งไปน่ะ เธอวางใจได้เลย การที่เขาได้ไปต่างประเทศแบบนี้ ยังไงก็เป็นเรื่องดีแน่นอน"
"ก็... หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ" เฉินชิงตอบ แต่ในใจก็อดหวั่นไม่ได้ การเดินทางไปต่างประเทศในยุคสมัยแบบนี้
มันเป็นเรื่องที่ชวนให้คนข้างหลังรู้สึกใจคอไม่ดีได้ง่ายๆ แม้ว่าเฮ่อหย่วนจะเคยถูกส่งตัวไปต่างประเทศในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เฉินชิงก็ยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
เลขาธิการเติ้งเห็นสีหน้าเธอก็รีบปลอบ "เป็นเรื่องดีจริงๆ เชื่อฉันสิ เธออย่าไปคิดมากให้ปวดหัวเลย"
"ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณเลขาธิการเติ้งมากนะคะที่อุตส่าห์มาบอกข่าว อย่างน้อยการที่ฉันได้รู้ว่าเฮ่อหย่วนไปไหน มันก็ดีกว่าการต้องมานั่งกังวลเดาสุ่มไปเรื่อยๆ ทีหลัง" เฉินชิงพยายามยิ้ม
เลขาธิการเติ้งเห็นว่าเธอไม่ได้ทำหน้าเศร้าหรือกังวลจนเกินเหตุก็เลยโล่งใจขึ้นหน่อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย "แล้วโรงงานเสื้อผ้าของเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ เปิดตัวไปถึงไหนแล้ว ให้ฉันช่วยอะไรบ้างไหม"
เฉินชิงหัวเราะ "แหม เดี๋ยวนี้เลขาธิการเติ้งใจดีกับฉันจังเลยนะคะ"
เลขาธิการเติ้งทำเสียงขึ้นจมูก "เฮอะ! ฉันก็เห็นเธอเป็นคนของฉันมาตั้งแต่แรกนั่นแหละน่า แต่อันนี้ต้องยอมรับตรงๆ ว่าฉันก็ได้อานิสงส์จากเธอมาเยอะเหมือนกัน”
“ถึงได้เข้ามาทำงานในโรงงานเครื่องจักรได้ราบรื่นขนาดนี้ เอาเป็นว่า ฉัน เติ้งเหม่ยฮวา ติดหนี้บุญคุณเธอครั้งหนึ่ง ถ้าในอนาคตมีเรื่องอะไรให้ช่วย ก็มาหาฉันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"
"ได้เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะเลขาธิการเติ้ง"
[จบบท]