บทที่ 522: ผู้บงการ
เว่ยเจี้ยนผิงรีบดึงแขนเว่ยต้าเจียงลูกชายของเขาออกจากห้องประชุมโดยเร็วที่สุด ก่อนจะลดเสียงลงต่ำเพื่อตำหนิอย่างเกรี้ยวกราด
"แกกำลังทำอะไรอยู่ ในห้องประชุมเมื่อกี้คนอื่นเขายังไม่พูดอะไรสักคำ แล้วแกจะพูดจาไร้สาระพวกนั้นออกมาทำไม!"
"พ่อครับ! พ่อเป็นถึงเลขาธิการพรรคเลยนะ พ่อไม่คิดว่าเฉินชิงทำเกินไปหน่อยเหรอครับ เขาไม่ถามความเห็นพ่อเลยสักนิดเดียว ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองหมด”
“ปกติแล้วเรื่องสำคัญๆ อย่างการโยกย้ายคน มันควรจะเป็นหน้าที่ของเลขาธิการพรรคไม่ใช่หรือไง! ที่เขาทำแบบนั้น มันก็เท่ากับว่าเขาไม่เห็นพ่ออยู่ในสายตาเลย!"
เว่ยต้าเจียงเถียงกลับด้วยความขุ่นเคือง
ลึกๆ แล้วในใจของเขาก็บิดเบี้ยวอยู่ไม่น้อย เมื่อเขามองเฉินชิงที่นั่งอยู่หัวโต๊ะในที่ประชุมและตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่องได้อย่างง่ายดาย
มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าระหว่างตนเองกับเธอนั้นมีช่องว่างขนาดมหึมาที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่ เมื่อเว่ยต้าเจียงมองไปที่เธอ เขาก็คิดได้เพียงสี่คำเท่านั้น นั่นคือ 'ห่างไกลเกินเอื้อม'
เธอเด็ดขาด มีความคิดเป็นของตัวเอง ทั้งยังมีอำนาจ อิทธิพล และชื่อเสียง เธอปีนขึ้นไปยืนอยู่บนจุดที่สูงเกินไปแล้ว สูงจนกระทั่งมองไม่เห็นคนอย่างเขาเลย!
ในเมื่อเฉินชิงกล้าดีไปยืนอยู่สูงขนาดนั้น ก็สมควรจะมีคนไปดึงเธอให้ร่วงลงมาซะบ้าง!
นี่ไม่ใช่แค่ความคิดของเขาคนเดียวเสียหน่อย ขนาดผู้จัดการเหลียนอันไท่ก็ยังคิดแบบเดียวกัน ไม่อย่างนั้นจะส่งเขากับพ่อมาที่นี่ทำไมกัน
ผู้จัดการเหลียนถึงขนาดยอมลงทุนแอบไปทำลายฟิล์มโฆษณาชุดกีฬาของเฉินชิงที่จะใช้ในงานมหรกรรมการค้ากวางเจาด้วยซ้ำ!
ก็ใครใช้ให้เฉินชิงทำตัวโดดเด่นสะดุดตานักล่ะ สมควรโดนแล้ว!
จริงๆ แล้วเว่ยเจี้ยนผิงเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับการกระทำของเฉินชิงเช่นกัน แต่ความไม่พอใจบางอย่างก็ไม่สามารถแสดงออกมาให้ใครเห็นได้
"นี่มันเป็นเรื่องงานของพ่อ แกไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง ขอแค่แกไม่สร้างเรื่องวุ่นวายให้พ่อก็พอแล้ว"
"ผมจะไปรายงานเรื่องของเธอ!"
"อยากไปก็ไปเลย แต่จะไม่มีใครสนใจเรื่องที่แกร้องเรียนหรอก"
"ทำไมล่ะครับ หรือว่าเฉินชิงจะยิ่งใหญ่คับฟ้าจนไม่มีใครกล้าแตะต้องหรือไง!"
"มันไม่ใช่ประเด็นว่าเฉินชิงจะยิ่งใหญ่คับฟ้าหรือเปล่า แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าจำนวนพนักงานและการจัดการทุกอย่างน่ะ”
“เฉินชิงเขาไปคุยตกลงกับทางกรมอุตสาหกรรมเบามาเรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้น การจัดการเรื่องพนักงานของโรงงานเสื้อผ้ากีฬาโดยเฉพาะ จึงตกเป็นหน้าที่ของเฉินชิงไปโดยปริยาย"
"อ้าว... แล้วทำไมพ่อไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้ล่ะครับ!"
เว่ยต้าเจียงรู้สึกว่าตัวเองหน้าแตกยับเยิน
เว่ยเจี้ยนผิงมองลูกชายที่ทำผิดพลาดไปแล้วแต่ก็ยังกล้าเถียงฉอดๆ จนเขาไม่รู้จะหาคำไหนมาดุลูกชายได้อีก
"เดี๋ยวพอกลับเข้าไปในห้องประชุม แกไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะ"
แต่เว่ยต้าเจียงก็ไม่ได้ตอบรับคำสั่งนั้น เว่ยเจี้ยนผิงเห็นแล้วก็ปวดหัว
สองพ่อลูกจึงเดินกลับเข้าไปในห้องประชุมอีกครั้ง ซึ่งบรรยากาศในห้องตอนนี้ดูเหมือนว่าหัวหน้าแผนกทั้งสามคนเกือบจะลงไม้ลงมือกันอยู่แล้ว
ต่างคนต่างก็พยายามต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของแผนกตัวเองอย่างเต็มที่ จนเฉินชิงหาจังหวะที่จะพูดแทรกขึ้นมาไม่ได้เลย
"พนักงานที่เหลืออยู่ 760 คน แผนกเย็บจักรของฉันขอแค่ 600 คน มันจะมากเกินไปตรงไหน!"
"แผนกห้องรีดขอ 120 คน ก็เป็นตัวเลขที่ปกติแล้วนะ!"
"แผนกตัดเย็บยังไงก็ต้องเอา 130 คน!"
ทั้งสามคนเถียงกันไปพลาง สังเกตสีหน้าของเฉินชิงไปพลาง เพราะพวกเขากลัวว่าจะพลาดการแสดงออกทางสีหน้าเพียงเล็กน้อยของเธอไป จนอาจจะทำให้ผลประโยชน์ที่แผนกตัวเองควรจะได้รับต้องเสียหาย
เฉินชิงเองก็กำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะจัดสรรพนักงานที่เหลืออย่างไรดี พอเห็นว่าพวกเขาเริ่มหยุดเถียงกันชั่วขณะ เธอจึงพูดขึ้นมา
"นี่ก็ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว ทุกคนไปกินข้าวกันก่อนดีกว่าค่ะ"
พอทุกคนได้ยินแบบนั้น ก็รู้ทันทีว่านี่คือการพักครึ่งของการประชุม
ในห้องประชุม เถียนเมิ่งหย่าเป็นคนเดียวที่ยังไม่ออกไป เธอตั้งใจอยู่รอเป็นคนสุดท้ายเพื่อถามเฉินชิง
"เธอโอเคหรือเปล่า"
สิ่งที่เธอถามไม่ได้หมายถึงปัญหาเรื่องงานที่กำลังยุ่งเหยิง แต่เป็นเพราะเธอสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเฉินชิงดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เฉินชิงยกมือกุมท้องของตัวเองเบาๆ
"ก็ยังพอไหว แค่รู้สึกง่วงมากๆ อยากจะนอนพักผ่อน"
เวลาที่ความง่วงมันถาโถมเข้ามาจริงๆ ต่อให้พยายามจิกมือตัวเองแค่ไหนมันก็ไม่ได้ผลเลย ตอนนี้เฉินชิงต้องอาศัยแค่พลังใจที่บอกตัวเองว่า 'ห้ามทำตัวน่าอาย' เพื่อฝืนร่างกายเอาไว้เท่านั้น
เถียนเมิ่งหย่าจึงพูดขึ้น
"เธอนี่ลำบากจริงๆ เลยนะ"
ข้างหน้าก็มีศึกให้ต้องรับมือ ข้างหลังก็มีคนคอยจ้องจะแทง แถมในท้องก็ยังต้องอุ้มลูกอีกคนหนึ่งเอาไว้ด้วย
เฉินชิงพยายามหาเรื่องตลกในความลำบากของตัวเอง
"ก็ยังดีนะ อย่างน้อยก็ไม่ได้อาเจียนออกมา"
"แล้วตอนนี้เธอมีแรงพอจะไปกินข้าวไหวไหม หรือว่าจะให้ฉันไปเอามาให้ที่นี่"
"ฉันออกไปกินข้างนอกดีกว่า"
เฉินชิงตอบ เพราะเธอเองก็ไม่อยากทำตัวแตกต่างจากคนอื่นมากเกินไป
ในช่วงพักกลางวัน ดูเหมือนว่าทุกคนจะกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยดี มีอยู่แค่คนเดียวคือเว่ยต้าเจียงที่ไม่ค่อยพอใจอะไรเท่าไหร่ เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่ออวดอ้างสถานะ 'ลูกชายเลขาธิการพรรค' ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เถียนเมิ่งหย่าถึงกับเหลือบตามองบน
"ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของรองผู้จัดการโรงงานแท้ๆ ยังไม่เคยต้องมาทำตัวอวดเบ่งอะไรแบบนี้เลย"
"พวกผู้ชายที่เป็นลูกชายมักจะชอบอวดแบบนี้แหละ ลูกชายของผู้จัดการหลิวที่โรงงานเครื่องจักรของเราก็ชอบทำตัวอวดเบ่งวางท่าใหญ่โตเหมือนกัน"
"ห๊ะ จริงเหรอเนี่ย"
เถียนเมิ่งหย่านับว่าเป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้ยินเรื่องซุบซิบแบบนี้จากปากของเฉินชิง
"จริงสิ ลูกชายของผู้จัดการหลิวเขาตามจีบเมิ่งฮวนฮวนแบบเปิดเผยมากเลยนะ ที่บ้านของฮวนฮวนเองก็ดูจะสนใจในตำแหน่งหน้าที่ของผู้จัดการหลิวมาก พวกเขาเลยพยายามเกลี้ยกล่อมให้ฮวนฮวนยอมตกลงคบหากับผู้ชายคนนั้น"
"ฟังแล้วน่าขยะแขยงจัง!"
"นั่นสิ"
"แล้วแบบนี้ฮวนฮวนจะทำยังไงล่ะ"
"ฮวนฮวนเขาได้โควตาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยกงหนงปิงแล้วล่ะ ตอนนี้เธอก็เป็นนักศึกษาไปแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องไปสนใจลูกชายของผู้จัดการหลิวอีกต่อไป"
"ฮวนฮวนเก่งจัง"
เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกว่าเพื่อนผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเธอแต่ละคน ต่างก็มีวิธีรับมือกับการถูกบังคับให้แต่งงานในแบบของตัวเอง มีก็แต่เธอเพียงคนเดียวที่ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
เถียนเมิ่งหย่าจิ้มข้าวสวยในจานของตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองเฉินชิงอีกครั้ง
"เฉินชิง นี่เธอเป็นถึงผู้จัดการโรงงานเลยนะ แถมเธอก็เพิ่งจะอายุแค่ 21 ปีเอง ทำไมเธอไม่ทำตัวกร่างๆ วางอำนาจบ้างล่ะ"
"ก็เพราะว่าฉันเป็นคนถ่อมตัวยังไงล่ะ"
เฉินชิงแกล้งทำท่าทางเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะ
"นี่เขาเรียกว่า 'วิถีแห่งการเป็นผู้นำ' จ้ะ"
เถียนเมิ่งหย่าฟังแล้วก็ยังรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างเชื่อกับไม่เชื่อ
การประชุมในช่วงบ่ายดำเนินต่อไปจนกระทั่งได้ข้อสรุปเรื่องการจัดสรรพนักงานในที่สุด โดยแผนกเย็บจักรจะได้พนักงาน 600 คน แผนกตัดเย็บ 100 คน และแผนกห้องรีด 60 คน
ตามปกติแล้ว แผนกห้องรีดควรจะต้องมีพนักงานอย่างน้อย 80 คนขึ้นไปถึงจะเหมาะสม เนื่องจากในปัจจุบันอุปกรณ์ที่ใช้ในการรีดผ้ายังมีประสิทธิภาพที่แย่มาก
แถมแผนกห้องรีดยังต้องรับผิดชอบงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าและงานขนย้ายอีกด้วย แต่ทว่าอุปกรณ์ที่เฉินชิงไปตกลงกับมาคัสเอาไว้นั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด
ซึ่งจะช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นอีกมาก ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมีการลดจำนวนพนักงานในส่วนนี้ลงอีกก็ได้
เมื่อจัดสรรพนักงานให้กับสามแผนกหลักเรียบร้อยแล้ว หัวข้อถัดไปที่ต้องหารือกันก็คือเรื่องการรับสมัครพนักงานใหม่ จากตำแหน่งงานทั้งหมด 980 ตำแหน่ง
จะมี 200 ตำแหน่งที่เป็นโควตาสำหรับช่วยเหลือผู้ยากไร้ และอีก 50 ตำแหน่งสำหรับนักศึกษา ซึ่งนั่นก็หมายความว่าตำแหน่งงานที่ทุกคนจะต้องมาจัดการจริงๆ นั้นมีอยู่ 730 ตำแหน่ง
เหลยซงเยว่จึงพูดขึ้น
"สหายเฉินคะ ตามปกติแล้วเรื่องการรับสมัครพนักงานใหม่มักจะเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการโรงงาน งั้นงานนี้คุณน่าจะมอบหมายให้ฉันจัดการใช่ไหมคะ"
หัวใจของเว่ยเจี้ยนผิงกระตุกวูบ สหายหญิงคนนี้ช่างกล้าหาญชาญชัยจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งเขียนในข้อสอบว่าจะโค่นล้มเฉินชิงไปหมาดๆ ตอนนี้ยังจะมาแย่งงานของเฉินชิงซึ่งๆ หน้าอีก
เฉินชิงพยักหน้าตกลง
"งั้นคุณก็รับหน้าที่นี้ไปเลยค่ะ พยายามรับสมัครคนที่มีพื้นฐานมาบ้างให้ได้มากที่สุดนะคะ"
"ได้เลยค่ะ!"
เหลยซงเยว่ดีใจอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้เธอจะต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้ทุกคนเห็นให้ได้
เว่ยเจี้ยนผิงเองก็ดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาได้รับมอบหมายงานรับสมัครพนักงานใหม่ นี่มันหมายความว่ายังไงน่ะเหรอ
มันก็หมายความว่าเขาสามารถยัดเยียดลูกหลานในครอบครัวของตัวเองเข้ามาทำงานในโรงงานเสื้อผ้ากีฬาแห่งนี้ได้แล้วน่ะสิ!
ก็ไม่จำเป็นต้องยัดเข้ามาเยอะแยะอะไรมากมาย แค่สัก 3 คนก็น่าจะพอแล้ว จะได้ไม่มีใครมานินทาว่าร้ายได้ 3 คน ถือว่าไม่มากไม่น้อยเกินไป เป็นจำนวนที่กำลังพอเหมาะพอดี
อีกอย่าง ตอนนี้ทั้งตัวเขาและลูกชายคนโตต่างก็ออกมาทำงานนอกบ้านกันแล้ว ถ้าได้ตำแหน่งงานเพิ่มมาอีก 3 ตำแหน่งล่ะก็ ทั้งครอบครัว 5 ชีวิตก็จะมีเงินเดือนใช้กันทุกคน
ภาระค่าใช้จ่ายในบ้านก็จะลดลงไปเยอะเลยทีเดียว ต่อไปนี้ครอบครัวของเขาก็จะได้อยู่ดีกินดีกับเขาบ้างแล้ว เว่ยเจี้ยนผิงอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง เหล่าหัวหน้าแผนกต่างๆ ก็พากันเข้าไปพูดคุยเรื่องข้อเรียกร้องต่างๆ กับเหลยซงเยว่ทันที
ทุกคนต่างก็อยากที่จะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ใต้บังคับบัญชาในอนาคตของตัวเอง แม้แต่เถียนเมิ่งหย่าก็ไม่ยกเว้น
แต่เหลยซงเยว่ปฏิเสธทุกคนอย่างเด็ดขาด แต่ละคนนี่ช่างมีเรื่องจุกจิกเยอะแยะเสียจริง ถ้าเธอต้องยอมทำตามความต้องการส่วนตัวของพวกเขาทุกคนในการรับสมัครพนักงานใหม่
แล้วเธอจะเริ่มทำงานของตัวเองได้ยังไง แถมยังจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้คนอื่นเห็นได้ยังไงกัน!
ตั้งแต่ที่เหลยซงเยว่ก้าวเข้ามาในโรงงานเสื้อผ้ากีฬาแห่งนี้ เธอก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าเธอจะเป็น 'ขุนนางผู้โดดเดี่ยว' เธอจะพยายามไม่สุงสิงกับหัวหน้าแผนกอื่นๆ ให้มากที่สุด
เธอจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วค่อยหาจังหวะที่เหมาะสมเพื่อสร้างผลงานให้โดดเด่น
และจะให้ดีที่สุด เธอก็ควรจะหาจุดอ่อนของเว่ยเจี้ยนผิงให้เจอ จัดการโค่นล้มเขาลงจากตำแหน่ง แล้วก็เข้าไปนั่งในตำแหน่งของเว่ยเจี้ยนผิงแทน!
เว่ยเจี้ยนผิงรู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่ไม่ดี แต่เขาก็ยังคงเดินเข้าไปหาเหลยซงเยว่ด้วยท่าทางที่เป็นมิตร
"สหายเหลยครับ ผมมีเรื่องเกี่ยวกับงานอยากจะคุยกับคุณหน่อย"
"เรื่องอะไรเหรอคะ"
"เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่าครับ"
[จบบท]