บทที่ 525: เสี่ยวอวี้ผู้ไม่ยอมแพ้
หลินฉงผิงจูงมือเล็กๆ ของเสี่ยวอวี้เดินลิ่วๆ มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายสำหรับการแข่งขันที่เด็กๆ ในหมู่บ้านรวมตัวกันอยู่ "เสี่ยวอวี้ ครูจะพาเธอไปแข่งเองนะ"
เสี่ยวอวี้ตอบรับด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว "ค่ะ!"
ในใจดวงน้อยมุ่งมั่นว่าเธอจะต้องชนะการแข่งขันนี้ให้จงได้
ทางด้านเฉินชิงกับเถียนเมิ่งหย่าเลือกมุมสบายๆ ใต้ร่มไม้เพื่อนั่งเล่นกับเจ้าตัวเล็กอยู่ไม่ไกลกันนัก เพ่ยเพ่ยในวัย 6 เดือนมีศีรษะกลมเกลี้ยงน่าเอ็นดู
ดวงตากลมโตแป๋วแหววกวาดมองไปรอบๆ อย่างสนอกสนใจ เฉินชิงเห็นดังนั้นจึงลองกำมือยื่นไปตรงหน้าหลานสาวพลางเอ่ยหยอกเย้า "เพ่ยเพ่ย ทายซิว่าในมือน้ามีอะไรเอ่ย"
หนูน้อยเพ่ยเพ่ยพยายามยื่นมือป้อมๆ อวบอ้วนของตัวเองออกมาไขว่คว้าอย่างกระตือรือร้น พยายามจะแงะนิ้วของน้าสาวออกให้ได้
แต่ทว่าพอเฉินชิงแบมือออก ด้านในกลับว่างเปล่า
เจ้าตัวเล็กถึงกับนิ่งไป ดวงตาใสซื่อยังคงจับจ้องไปที่มือน้าสาว คล้ายไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองถูกหลอก ขณะที่น้ำลายใสๆ ก็ค่อยๆ ไหลย้อยลงมาจากมุมปาก ภาพนั้นทำให้เฉินชิงอดขำไม่ได้
"เอ้า ทายอีกรอบไหมจ๊ะ"
เธอจึงกำมืออีกครั้งแล้วยื่นไปตรงหน้าหนูน้อย คราวนี้เพ่ยเพ่ยใช้ทั้งมือทั้งปากพยายามแงะนิ้วของน้าสาวออกอย่างตั้งอกตั้งใจ
เมื่อฝ่ามือแบออก เผยให้เห็นดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ดอกหนึ่ง หนูน้อยก็ยิ้มกว้างจนตาหยี เจ้าตัวเล็กดีใจจนเตะขาไปมาในอ้อมอกแม่ พลางส่งเสียงอ้อแอ้ไม่หยุด
ขณะที่เฉินชิงกำลังรู้สึกว่าการเล่นกับเด็กช่างเพลิดเพลินดีเหลือเกิน หนูน้อยเพ่ยเพ่ยก็ปล่อยของขวัญชิ้นใหญ่ออกมา... ฉี่ราดใส่ผู้เป็นแม่จนชุ่ม
เธอรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่ไม่ได้อุ้มหลานไว้ในอ้อมแขน เถียนเมิ่งหย่าส่ายหน้าอย่างอ่อนใจขณะหยิบผ้าอ้อมผืนใหม่ในถุงผ้าออกมาเปลี่ยนให้ลูกสาว พลางแกล้งขู่เพื่อนรัก
"เดี๋ยวเธอก็ต้องเจอแบบนี้เข้าสักวัน"
"ตอนนี้ยังไม่ใช่จ้ะ ขอฉันชิลก่อนแล้วกัน" เฉินชิงตอบกลับยิ้มๆ พลางหยิบก้านหญ้ามาคาบไว้ในปากอย่างสบายอารมณ์ ทอดสายตามองทิวทัศน์ทะเลสีครามและท้องฟ้าสดใส รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง
ตัดภาพมาทางด้านเสี่ยวอวี้ที่มาที่นี่โดยมีเป้าหมายแน่วแน่คือการแข่งขัน เธอกำลังก้มหน้าก้มตาขุดและดึงต้นถั่วลิสงอย่างขะมักเขม้นไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
หลินฉงผิงที่ยืนดูอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าการแข่งขันนี้ช่าง... ตื่นเต้นเร้าใจอย่างน่าประหลาด ทั้งที่เนื้อหาการแข่งขันของพวกเด็กๆ ก็คือการเก็บถั่วลิสงเท่านั้นเอง
สถานการณ์การแข่งขันเป็นไปอย่างสูสี เด็กๆ ต่างเร่งมือกันสุดความสามารถ จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงสัญญาณหมดเวลาก็ดังขึ้น
ผลปรากฏว่าเสี่ยวอวี้แพ้ โดยได้อันดับที่ 3 ซึ่งห่างไกลจากอันดับที่ 1 ที่เธอคาดหวังไว้มาก ก็ช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่าเสี่ยวอวี้จะเป็นที่หนึ่งในวิชาการงานของชั้นเรียน
แต่คู่ต่อสู้ของเธอคือเด็กๆ ในหมู่บ้านที่มีทักษะและความชำนาญจากการทำงานเกษตรมาตลอดชีวิต การที่พวกเขาเอาชนะเสี่ยวอวี้ได้จึงเป็นเรื่องที่ปกติอย่างยิ่ง
เหล่าชาวบ้านที่มามุงดู พอเห็นว่าเด็กในหมู่บ้านตัวเองชนะเด็กจากในเมือง ก็เริ่มหัวเราะคิกคักและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
"แหม เด็กในเมืองตัวขาวจั๊วะ ก็กล้ามาแข่งกับเด็กบ้านนอกอย่างพวกเราด้วยนะ"
"นั่นสิ พ่อแม่ก็ยังตามใจให้มาเล่นอะไรแบบนี้อีก"
"ดูสิ ตัวขาวขนาดนี้ ที่บ้านคงไม่ลำบาก น่าจะถูกตามใจจนเคยตัวล่ะสิ"
"แก่นแก้วเกินไป ไม่เหมือนเด็กผู้หญิง นิสัยไม่น่ารักเลย"
"ใช่ๆ เด็กผู้หญิงที่ไหนเขาอยากเป็นที่หนึ่งกัน ไม่รู้จักอายหรือไง"
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างไม่เข้าใจว่าเด็กคนนี้จะมาสร้างความวุ่นวายอะไร เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจความรู้สึกของเด็กหญิงตัวเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย
หลินฉงผิงเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี เขาไม่คุ้นชินกับการเผชิญหน้าแบบนี้ สิ่งแรกที่เขาคิดคือควรพานักเรียนของตนกลับไปเสีย
เสี่ยวอวี้ที่แพ้การแข่งขัน ตอนแรกก็น้ำตาคลอหน่วย แต่พอได้ยินเสียงเยาะเย้ยและคำพูดดูถูกจากคนรอบข้าง
ความเสียใจก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เธอเช็ดน้ำตาป้อยๆ แล้วเท้าสะเอวเถียงฉะฉาน "พวกผู้ใหญ่ใจร้าย! ทำไมต้องมารุมว่าเด็กคนเดียวด้วย!"
"โอ๊ย หนูเอ๊ย พวกป้าไม่ได้ว่าอะไรเลย นี่กำลังเตือนสติ ผู้หญิงน่ะต้องเรียบร้อย ถ้าแก่นแก้วอยากเอาชนะแบบนี้ โตไปบ้านสามีเขาไม่ชอบหรอกนะ"
"ใช่ๆ นี่เพราะหวังดีถึงบอก"
ชาวบ้านหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาหัวเราะเบาๆ ยืนยันในจุดยืนของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากกว่า
เสี่ยวนี เด็กหญิงในหมู่บ้านที่เล่นกับเสี่ยวอวี้ก่อนหน้านี้ จึงค่อยๆ ดึงชายเสื้อของเสี่ยวอวี้เบาๆ "เสี่ยวอวี้ เธอกลับบ้านเถอะนะ..."
เสี่ยวอวี้กลับเชิดหน้าขึ้น หันไปพูดกับเพื่อนใหม่เสียงดังฟังชัด "เธออย่าไปเชื่อที่เขาพูดนะ! ผู้หญิงเราต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องทำงานเก่งๆ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อรับใช้ใคร!"
เด็กหญิงเหลือบมองคุณครูหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งดูเหมือนจะช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย ไม่เหมือนน้าสาวของเธอที่พร้อมจะปกป้องเธอเสมอ
เธอจึงตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเถียงต่อ เสี่ยวอวี้หันไปหาเสี่ยวนี
"ฉันกลับก่อนนะ ถ้าเธอได้เข้าเมืองก็มาหาฉันเล่นได้เลย ฉันอยู่ที่โรงงานเครื่องจักรหลินไห่ บ้านหลังที่สองตรงถนนตงเฟิงนั่นแหละ"
เสี่ยวนีรีบพยักหน้ารับ "อื้มๆ เธอรีบกลับเถอะ"
หลินฉงผิงรีบจูงมือเสี่ยวอวี้เดินออกมาจากวงล้อมทันที ระหว่างทางกลับไปยังจุดที่เฉินชิงนั่งอยู่ เขาก็เริ่มเอ่ยปากอบรม
"เสี่ยวอวี้ ทีหลังอย่ามาเล่นแบบนี้อีกเลยนะ ทำไมเธอต้องดิ้นรนอยากเอาชนะเด็กบ้านนอกพวกนั้นด้วย"
"หนู... หนูก็แค่ชอบการแข่งขัน หนูก็แค่อยากเป็นที่หนึ่ง" เสี่ยวอวี้เม้มริมฝีปากแน่น
"แต่การชนะเด็กบ้านนอกมันมีความหมายอะไรนักหนา"
"ก็มันมีความหมายกับหนูไงคะ! หนูก็แค่อยากเล่นสนุก! คุณน้าของหนูก็อนุญาตให้หนูมา! ถ้าคุณน้ามาด้วย คุณน้าไม่มีทางว่าหนูแบบนี้หรอกค่ะ”
“แล้วหนูก็เอาลูกอมมาแบ่งเพื่อนๆ ก่อนแล้วด้วย หนูไม่ได้แกล้งใครเลย ทำไมครูต้องมาว่าหนูด้วยล่ะคะ"
เสี่ยวอวี้ไม่เข้าใจจริงๆ หรือเป็นเพราะเธอถูกชาวบ้านด่าเมื่อสักครู่ ครูเลยมองว่าเธอเป็นตัวสร้างปัญหาอย่างนั้นหรือ
หลินฉงผิง เมื่อถูกเด็กหญิงย้อนถามด้วยเหตุผลที่หนักแน่น ก็ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เสี่ยวอวี้สะบัดมือของคุณครูออก "หนูเดินเองได้ค่ะ"
เธอไม่กลัวหรอกไอ้บ้านสามีอะไรนั่น ถ้าใครกล้ารังแกเธอ พี่ชาย น้าสาว หรือน้าเขย ต้องจัดการคนพวกนั้นให้เธอแน่!
หลินฉงผิงอ้าปากค้าง "ครูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะ"
"แต่ครูก็คิดว่าการที่หนูอยากเอาชนะมันไม่ดีใช่ไหมล่ะคะ" เสี่ยวอวี้ตอกย้ำจุดยืนนั้นอย่างชัดเจน
หลินฉงผิงไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเสี่ยวอวี้ต้องดั้นด้นมาเล่นอะไรแบบนี้ท่ามกลางอากาศร้อนๆ พอถูกคนอื่นด่า ก็ไม่ยอมรับผิด
แต่กลับเถียงกลับอย่างมั่นใจว่า 'ฉันชอบ' คำพูดนั้นสร้างแรงสะเทือนในใจเขาอย่างรุนแรง
"ครูแค่คิดว่า... เธอลงมาเล่นแถวนี้มันไม่ดี"
"ทำไมจะไม่ดีล่ะคะ คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็ดีออก หนูก็แค่ซวยนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
"เอาเถอะๆ พอแล้ว ไม่พูดแล้ว"
"ครูเถียงหนูไม่ได้ล่ะสิคะ!"
เสี่ยวอวี้รู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ เธอหันหลังแล้ววิ่งสุดฝีเท้ากลับไปหาน้าสาว ทันทีที่เห็นใบหน้าของเฉินชิง เด็กหญิงก็เบะปาก น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมา
เฉินชิงรีบก้าวเข้าไปกอดหลานไว้แน่น "อ้าว เป็นอะไรไปจ๊ะ เรื่องแข่งแพ้ไม่เป็นไรนะ หนูก็รู้ว่าเรามาเล่นสนุกๆ แค่นี้หนูก็เก่งมากแล้ว"
เสี่ยวอวี้ส่ายหน้าในอ้อมกอดอุ่น "ไม่ใช่ค่ะ"
แล้วเธอก็เริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังการแข่งขันให้ฟัง
เฉินชิงรับฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ ก่อนจะค่อยๆ ประคองใบหน้าเล็กๆ ของหลานสาว แล้วชมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและจริงใจที่สุด "เสี่ยวอวี้ของน้าเก่งที่สุดเลย เยี่ยมมากจริงๆ"
เธอเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่พูดว่า การเลี้ยงดูลูกหลานก็เปรียบเหมือนการย้อนเวลากลับไปเลี้ยงดูและเยียวยาตัวเองในวัยเด็กอีกครั้ง
ซึ่งในตอนนั้นเธอไม่ค่อยเข้าใจความหมายลึกซึ้งของมันนัก แต่ในเวลานี้ เฉินชิงเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
ลึกๆ แล้ว ตอนเธอยังเด็ก เธอก็เป็นเด็กที่อยากเอาชนะเหมือนกัน แต่สภาพแวดล้อมและผู้คนรอบข้างกลับไม่เข้าใจ เธอจึงต้องเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้ และแสดงออกอย่างเงียบๆ
ทว่าเสี่ยวอวี้ของเธอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ว่าเธอเป็นเด็กที่แก่นแก้วอยากเอาชนะ กลับกล้าที่จะประกาศออกมาอย่างมั่นใจว่า 'มันมีความหมายเพราะหนูชอบ'
เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ไม่มีความหวาดกลัวหรือความลังเลที่เธอเคยมีในวัยเยาว์ มันราวกับว่าเสี่ยวอวี้กำลังกางร่มคันเล็กๆ ที่มั่นคงให้กับตัวเธอเองในวัยเด็กที่เคยเปียกปอน
เสี่ยวอวี้จ้องมองดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเข้าใจของน้าสาว ความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดสลายไปในพริบตา เธอกอดน้าแน่นแล้วสูดน้ำมูกก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
"หนูก็คิดว่าหนูเก่งค่ะ"
[จบบท]