บทที่ 526: เริ่มรับสมัครงาน
เฉินชิงเงยหน้าขึ้นสบตากับหลินฉงผิง ความรู้สึกอ่อนโยนที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้จางหายไปจากประกายตาของเธอ ถูกแทนที่ด้วยความเฉียบคมที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสะท้าน
“คุณครูหลินคะ การสอนหนังสืออบรมคนเนี่ย เรื่องความประพฤติส่วนตัวมันสำคัญมากนะคะ”
หลินฉงผิงสะดุ้งจนเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ผม... ผมรู้ครับ”
“ในเมื่อรู้แล้ว ก็ไปแก้ไขซะสิคะ”
เฉินชิงเห็นว่าหลินฉงผิงยังยืนนิ่งไม่แสดงท่าทีใดๆ เธอจึงเอ่ยปากสั่ง
“ขอโทษ”
หลินฉงผิงไม่ได้คิดจะขัดขืนคำสั่งให้ขอโทษ เขาเป็นคนที่ไม่ชอบสร้างปัญหาหรือความวุ่นวาย และที่สำคัญที่สุด เขารู้ซึ้งถึงอิทธิพลและความเด็ดขาดของเฉินชิงเป็นอย่างดี
หลินฉงผิงจึงยอมย่อตัวลงเพื่อกล่าวขอโทษเสี่ยวอวี้ เด็กน้อยยืนกอดอกพลางทำเสียง 'ฮึ' ออกมาจากจมูก เธอเหลือบมองไปทางพี่เถียนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเหมือนยอมรับข้อเสนอแบบเสียไม่ได้
“ครั้งนี้หนูจะยอมยกโทษให้คุณครูก็ได้ค่ะ”
“ครับๆ ผมรับปากเลยว่าครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
หลินฉงผิงมองเสี่ยวอวี้ ในตอนนี้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เฉินชิงมีความสามารถมากพอที่จะปกป้องเสี่ยวอวี้ให้เติบโตขึ้นมาได้อย่างดีที่สุดภายใต้การดูแลของเธอ
เถียนเมิ่งหย่ารู้สึกอับอายขายหน้าจนทนไม่ไหว เธอสะบัดหน้าเดินกลับไปขึ้นรถบัสอย่างหัวเสีย ส่วนหลินฉงผิงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามแฟนสาวของตนไป
เฉินชิงจูงมือเสี่ยวอวี้ขึ้นมาจับไว้พลางแกว่งแขนของหลานสาวไปมาเบาๆ แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ของเธอกำลังดีมาก เสี่ยวอวี้เองก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่กำลังเบิกบานของคุณน้า
เธอจึงยิ้มตอบจนดวงตาหยีลงเป็นรูปสระอิ จริงๆ แล้วตอนที่คุณครูหลินตำหนิเธอ หนูน้อยก็รู้สึกเสียใจอยู่เหมือนกัน เพราะคำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาดไม่เหมือนคนอื่น แต่ในเมื่อคุณน้าบอกว่าเธอทำถูก นั่นก็ย่อมหมายความว่าเธอทำถูก!
แสงแดดสีทองสว่างจ้าที่ส่องกระทบลงบนใบหน้าของเสี่ยวอวี้ ยิ่งขับเน้นให้ดวงตาของเธอดูสดใสและมีชีวิตชีวามากขึ้น
บนผิวที่เนียนนุ่มของเด็กน้อยมีขนอ่อนละเอียดให้เห็นจางๆ ส่วนแก้มของเธอก็เปล่งปลั่งอมชมพูระเรื่อที่ดูเหมือนจะส่องสว่างมาจากข้างใน เฉินชิงก้มลงมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่รู้สึกอ่อนยวบไปหมด
“เสี่ยวอวี้ คราวหน้าน้าจะไปเที่ยวที่หมู่บ้านเป็นเพื่อนหนูนะ”
“ดีค่ะ~”
เสี่ยวอวี้ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เธอรู้อยู่แล้วเชียวว่าคุณน้าต้องยอมไปเป็นเพื่อนเธอแน่ๆ! สำหรับการเดินทางในวันนี้ แม้ว่าตอนขามาทั้งสองครอบครัวจะนั่งรถบัสคันเดียวกันมา แต่ตอนขากลับพวกเขาก็แยกย้ายกันไป
พอเสี่ยวอวี้กลับถึงบ้าน เธอก็วิ่งตรงไปหาพี่ชายทันทีเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง จากนั้นก็เอามือเท้าคางพลางทำหน้าเคลิ้มฝัน
“คุณน้ารักหนูที่สุดเลย~”
เฮ่ออวี้เสียงเอื้อมมือไปลูบหัวน้องสาวเบาๆ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ก็อดที่จะพูดแซวไม่ได้
“ทำเป็นอวดไปได้”
“คิกๆ”
หลังจากเสี่ยวอวี้แบ่งปันความสุขกับพี่ชายเสร็จ เธอก็วิ่งออกไปเล่นข้างนอกอีกครั้งอย่างร่าเริง ท่าทางของเธอดูไม่ต่างจากลูกกวางตัวน้อยๆ ที่ทั้งกระฉับกระเฉงและสดใส วิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างสนุกสนาน
เฮ่ออวี้เสียงเดินไปที่ประตู เขามองดูน้องสาวที่ไม่มีร่องรอยของความเศร้าหมองหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ก่อนจะรู้สึกขอบคุณอย่างเงียบๆ ที่คุณน้าอยู่เคียงข้างน้องสาวของเขา
ตอนที่เขาเดินกลับเข้ามาในบ้าน เขาแวะไปดูคุณน้าแวบหนึ่ง และเมื่อเห็นว่าเธอกำลังนั่งขีดเขียนอะไรยุ่งๆ อยู่บนโต๊ะ เขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่อยู่รบกวน
เฉินชิงกำลังวาดเส้นยุ่งๆ พันกันเป็นกระจุกอยู่บนกระดาษ เพราะในหัวของเธอก็กำลังยุ่งเหยิงไม่ต่างกัน ตามสัญชาตญาณของเธอแล้ว
เรื่องที่โฆษณาถูกทำลายน่าจะเกี่ยวข้องกับหยางสีเหวิน แต่พอสืบไปแล้วกลับไม่พบความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างหยางสีเหวินกับการทำลายโฆษณา
เธอก็เลยตั้งใจโยนความผิดไปให้ลูกชายของหยางสีเหวินแทน และที่น่าแปลกคือหยางสีเหวินก็ดันเชื่อเรื่องนั้นซะด้วย
ก็นะ สำหรับคนเป็นพ่อที่แก่แล้วแต่ไร้ประโยชน์ การถูกลูกชายแท้ๆ เอามาใช้เป็นบันไดเหยียบขึ้นไป มันก็คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของครอบครัวนี้ พ่อก็เลือดเย็น ลูกก็เลือดเย็น
มันคงถ่ายทอดกันมาตามสายเลือดนั่นแหละ แต่เรื่องมันกลับซับซ้อนขึ้น เมื่อมู่เจี้ยนกั๋วบอกว่าเว่ยต้าเจียงเคยพูดตอนเมา ว่าคนที่ลงมือทำคือผู้จัดการเหลียน ...เขาเป็นคนทำจริงๆ น่ะเหรอ?
เฉินชิงรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา ถ้าดูจากการที่ผู้จัดการเหลียนจงใจส่งเลขาธิการพรรคแย่ๆ มาให้เธอแล้ว ผู้จัดการเหลียนก็ไม่ใช่คนบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรเลย
แต่เบาะแสที่มันชี้มาโต้งๆ แบบนี้ มันจะเป็นของจริงหรือของปลอมกันล่ะเนี่ย! เฉินชิงปวดหัวตึ้บ เธอก็ไม่ใช่ตำรวจซะหน่อย
จะไปสืบสวนคดีความกับเขาได้ยังไง หรือว่าเธอต้องอาศัยประสบการณ์การสืบสวนอันน้อยนิดจากตอนเด็กๆ ที่เคยยืมหนังสือ ‘ชาร์ลีที่ 9’ ของเพื่อนมาอ่าน เพื่อมาไขคดีนี้ด้วยตัวเองงั้นเหรอ?
เฉินชิงเกาหัวแกรกๆ ด้วยความสับสน ตอนนี้เธออยากรู้มากว่าลูกชายของหยางสีเหวินคือใครกันแน่ แล้วเขาเกี่ยวข้องอะไรกับผู้จัดการเหลียนหรือเปล่า?
และที่สำคัญที่สุดคือทำไมต้องมาทำลายโฆษณาของเธอด้วย?! เธอใช้เวลาคิดเรื่องนี้มาตั้งครึ่งค่อนวัน แต่เฉินชิงก็ยังคิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
“กินข้าวได้แล้วครับ——”
เสียงของเฮ่ออวี้เสียงตะโกนเรียกดังเข้ามา เฉินชิงจึงขานรับกลับไป
“จ้า มาแล้วจ้า”
เธอเดินมาที่ห้องโถงกลาง เมื่อมองดูอาหารบนโต๊ะแล้วก็ต้องประหลาดใจ
“ไปเอาปลามาจากไหนเหรอ?”
“คุณปู่ของหวังเหวินหมิงตกได้น่ะครับ ผมก็เลยจ่ายเงินซื้อมา”
“เดี๋ยวนี้ทำปลาต้มซีอิ๊วเป็นแล้วด้วย เก่งขึ้นเยอะเลยนะเนี่ยเรื่องทำกับข้าว”
เฉินชิงชมก่อนจะรีบไปล้างมือแล้วกลับมานั่งกินข้าว เฮ่ออวี้เสียงจึงเดินไปที่ประตูอีกครั้ง ตะโกนเสียงดังลั่น
“เฮ่ออวี้ถิง!!! กลับบ้านมากินข้าว!”
ทันทีที่เสี่ยวอวี้ได้ยินเสียงพี่ชายเรียก เธอก็รีบเก็บก้อนหินที่ใช้เล่นกระโดดตาราง แล้วรีบขี่รถสามล้อเด็กของเธอกลับบ้าน
“พี่จ๋า หนูกลับมาแล้ว!”
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับเบาๆ เสี่ยวอวี้ลากรถสามล้อเด็กของเธอข้ามธรณีประตูเข้ามาในบ้าน เอารถไปจอดไว้ข้างๆ ประตู แล้วก็รีบวิ่งไปล้างมือ จากนั้นจึงวิ่งตื๋อมาที่โต๊ะอาหาร เตรียมพร้อมโซ้ย
“ว้าว มีปลาด้วย!”
เฉินชิงคีบเนื้อปลาส่วนท้องที่ไม่มีก้างให้เธอ เพราะเสี่ยวอวี้ยังเด็กมาก จึงกลัวว่าก้างปลาจะติดคอของหลานสาว
“ค่อยๆ กินนะจ๊ะ”
“อื้มๆๆ”
เสี่ยวอวี้ก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย เฮ่ออวี้เสียงเองก็ลองชิมปลาต้มซีอิ๊วฝีมือตัวเองดูบ้าง ทั้งๆ ที่เขาแน่ใจว่าใช้เครื่องปรุงเหมือนกันหมดแท้ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรสชาติที่คุณอาทำถึงได้อร่อยกว่าก็ไม่รู้
ขณะที่ทั้งสามคนในครอบครัวกำลังกินข้าวกันอย่างมีความสุข จู่ๆ ก็มีเสียงคนมาเคาะประตู เฉินชิงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะวางชามข้าวกับตะเกียบลง
“อ้าว สหายเว่ย สหายเหลย พวกคุณมาได้ยังไงคะ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เว่ยเจี้ยนผิงกับเหลยซงเยว่มาบ้านเฉินชิง พอมาเจอเจ้าของบ้านกำลังนั่งกินข้าวอยู่พอดี พวกเขาก็เลยรู้สึกเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก เหลยซงเยว่เป็นฝ่ายเอ่ยปากอย่างเกรงใจ
“คือพวกเราน่ะค่ะ ร่างข้อบังคับการรับสมัครงานเสร็จแล้ว เมื่อวานตอนบ่ายทางคณะกรรมการปฏิวัติกับกรมอุตสาหกรรมเบาก็อนุมัติแล้วด้วย ฉันเลยคิดว่าถ้าทางสหายเฉินไม่มีปัญหาอะไร”
“วันจันทร์ก็น่าจะเอาไปติดประกาศได้เลย แต่ว่า... พอดีบ่ายวันนี้ฉันยุ่งๆ นิดหน่อยน่ะค่ะ พอยุ่งไปยุ่งมาก็เลยลืมดูเวลา ไม่คิดเลยว่าจะมาขัดจังหวะเวลาอาหารเย็นของคุณ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เข้ามาข้างในก่อนสิคะ”
เฉินชิงมองอาหารบนโต๊ะ ซึ่งมันไม่เพียงพอที่จะชวนพวกเขามากินด้วยกันจริงๆ เฮ่ออวี้เสียงกับเสี่ยวอวี้ที่เข้าใจสถานการณ์จึงช่วยกันยกจานกับข้าวไปไว้ในครัว
จากนั้นเฮ่ออวี้เสียงก็หยิบกาน้ำชากับถ้วยน้ำออกมา รินน้ำให้แขกทั้งสองคน ก่อนจะกลับเข้าไปในครัวเพื่อกินข้าวต่อกับเสี่ยวอวี้
เว่ยเจี้ยนผิงเอ่ยชมขึ้นมาก่อน
“เด็กๆ ที่บ้านคุณนี่รู้จักกาละเทศะจริงๆ นะครับ”
เหลยซงเยว่ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ค่ะ ดูเป็นเด็กดี ไม่ตื่นคนเลย”
เฉินชิงยิ้ม
“ได้ฉันมาเต็มๆ ค่ะ”
คำตอบนั้นทำเอาทั้งสองคนไปต่อไม่เป็น
“...”
พวกเขาคิดว่าเอาเถอะ เรื่องนี้คงเถียงเธอไม่ชนะหรอก เหลยซงเยว่จึงหยิบเอกสารออกมาให้เฉินชิงอนุมัติ รอแค่เพียงให้เฉินชิงประทับตราส่วนตัวลงไป ประกาศฉบับนี้ก็สามารถนำไปติดได้แล้ว
ตราประทับของเฉินชิงเป็นตราที่องค์กรมอบให้ ซึ่งมันเป็นเพียงตรายางสี่เหลี่ยมสีแดงอันเล็กๆ เรียบง่าย และในตอนนี้มันยังคงดูใหม่เอี่ยมอยู่เลย
ภายใต้แสงไฟ เฉินชิงอ่านทบทวนข้อบังคับการรับสมัครงานทุกข้ออย่างละเอียด ก่อนจะเน้นย้ำกับพวกเขา
“เราต้องประกาศให้ชัดเจนว่าต้อง โปร่งใส ยุติธรรม และเที่ยงธรรม ห้ามมีการใช้เส้นสายหรือทุจริตเด็ดขาด ช่วยเติมประโยคพวกนี้ลงไปด้วยนะคะ”
เหลยซงเยว่รับคำอย่างแข็งขัน เธอตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะกลับไปเติมข้อความนี้ทันที เฉินชิงจึงพูดต่ออีกว่า
“ในโรงงานเสื้อผ้า ถ้ามีหัวหน้าระดับไหนก็ตามที่ช่วยคนอื่นใช้เส้นสายเข้ามาทำงาน ให้ปลดออกจากตำแหน่งได้เลย พวกคุณสามารถตรวจสอบกันเองได้เลยนะคะ คอยดูว่าใครไม่ปฏิบัติตามกฎ”
มีแต่ต้องประกาศคำขาดออกไปแบบนี้เท่านั้น เมื่อประกาศออกไปแล้ว โรงงานเสื้อผ้าถึงจะซื้อใจคนงานได้ง่ายขึ้น
และบรรดาหัวหน้างานในปัจจุบันที่กำลังจะต้องเจอกับคลื่นมหาชน 'เด็กฝาก' ที่กำลังจะถาโถมเข้ามา ก็จะมีความกล้ามากพอที่จะปฏิเสธคนเหล่านั้น
เหลยซงเยว่พยักหน้าอย่างแรง เธอเข้าใจประเด็นนี้ดี เพราะตั้งแต่เธอได้เป็นหัวหน้าคณะกรรมการโรงงานของโรงงานเสื้อผ้า ญาติโกโหติกาที่ไม่เคยเจอกันมาแปดร้อยปีก็พากันโผล่มาหาเธอถึงบ้าน
แต่ละคนต่างก็หอบของขวัญมาด้วย ทำให้เธอปวดหัวจนแทบจะบ้า พอได้ยินเฉินชิงพูดแบบนี้ ต่อไปเธอก็มีข้ออ้างที่หนักแน่นไว้ปฏิเสธแล้ว!
เว่ยเจี้ยนผิงลองหยั่งเชิงถาม
“แล้วถ้าเกิดมีญาติของหัวหน้างานสอบเข้ามาได้ล่ะครับ?”
“ถ้าเขาสอบเข้ามาได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ”
เฉินชิงเหลือบมองเขาอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่รอให้โรงงานสร้างเสร็จแล้วเริ่มเดินเครื่องการผลิตเมื่อไหร่ ถ้ามีใครกล้าอ้างชื่อหัวหน้าในโรงงานเสื้อผ้าไปรังแกพนักงานธรรมดาๆ”
“ทำผิดครั้งแรก ให้หักเงินเดือนหนึ่งเดือนเป็นการตักเตือน ถ้าทำอีกเป็นครั้งที่สอง ก็ไล่ออกไปเลยค่ะ”
“ไล่ออกเลยเหรอครับ!!!”
ทั้งสองคนอุทานออกมา โรงงานของรัฐถือเป็นชามข้าวเหล็กเลยไม่ใช่หรือ จะไล่ออกกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง
[จบบท]