บทที่ 53: กังวลใจแทนว่าที่น้าเขย
ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยสุ่ยต่างพากันจับจ้องไปยังผู้ใหญ่บ้านด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง เมื่อตระหนักว่าเครื่องจักรเพียงสองเครื่องอาจนำมาซึ่งแหล่งน้ำที่พวกเขาปรารถนามาเนิ่นนาน
ผู้ใหญ่บ้านเองก็เข้าใจถึงความหนักเบาของสถานการณ์เป็นอย่างดี เขาจึงเอ่ยถามขึ้น "สหาย ลุงขอสอบถามหน่อยได้ไหมครับ ถ้าหากพวกเราลงนามในหนังสือรับรองแล้ว เครื่องสูบน้ำจะมาถึงเมื่อไหร่"
เฉินชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ความคิดของเธอวนเวียนตั้งแต่ตอนที่เลือกจะโกหกเพื่อเอาชีวิตรอด มาจนถึงตอนนี้ที่ได้เห็นเด็กๆ ซึ่งผอมแห้งราวกับโครงกระดูกเดินได้ ความรู้สึกอยากจะช่วยเหลือพวกเขาอย่างจริงใจก็ผุดขึ้นมาในใจ แต่เรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นกะทันหัน เธอจะไปหาเส้นสายใหญ่โตจากไหนมาจัดการหาเครื่องสูบน้ำให้หมู่บ้านได้ในเวลาอันสั้น
เฮ่อหย่วนเป็นฝ่ายตอบคำถามนั้นแทน "อีก 3 วันครับ"
แววตาของผู้ใหญ่บ้านทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที พวกเขาเพิ่งจะสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวรอบแรกไป หากได้แหล่งน้ำมาเพิ่มในช่วงนี้ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ไม่แน่ว่าผลผลิตอาจจะเพิ่มพูนขึ้นอีกมากโข
"ตกลงครับ พวกเราจะเซ็น!"
"ฉันไม่ยอม!"
การขายลูกขายเมียได้กลายเป็นวิถีชีวิตที่ฝังรากลึกในหมู่บ้านเซี่ยสุ่ยแห่งนี้ไปเสียแล้ว สำหรับหลายๆ คน ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือในการผลิตทายาท ยิ่งให้กำเนิดลูกหลานได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายถึงรายได้ที่มากขึ้นเท่านั้น
หากมีคำสั่งห้ามการกระทำดังกล่าว พวกเขาก็ต้องหวนกลับไปหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ทำนาอย่างยากลำบากดังเดิม ถึงแม้จะมีน้ำเพิ่มขึ้น แต่ผืนดินก็ไม่ได้ขยายใหญ่ตามไปด้วย ผลผลิตต่อไร่คงไม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพียงเพราะมีน้ำมากขึ้นหรอก
"จะให้ไปลักพาลูกคนอื่นมาน่ะสิถึงจะโดนฟ้าผ่า แต่นี่ลูกที่เมียฉันเบ่งออกมาเอง จะจัดการยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับแก!" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเกร็งกล้ามแขนเป็นมัดๆ พร้อมกับจ้องมาที่เฉินชิงด้วยสายตาแข็งกร้าว
ในฐานะอันธพาลประจำหมู่บ้าน การที่เขาลุกขึ้นมาคัดค้านทำให้ชาวบ้านหลายคนเกิดความหวาดหวั่น สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังสหายหญิงหน้าตางดงามคนนั้นด้วยความเป็นห่วง
เฉินชิงแค่นหัวเราะ กอดอกพลางมองกลับไปอย่างเย้ยหยัน
"นี่คุณคิดว่าฉันกำลังอ้อนวอนขอให้พวกคุณรับเครื่องสูบน้ำหรือไงค่ะ ตลกสิ้นดี!"
แววตาของเด็กสาวหลายคนในหมู่บ้านเซี่ยสุ่ยเป็นประกายขึ้นมา นี่สินะที่เขาเรียกว่าคนเมือง ดูสง่างามและน่าเกรงขามขนาดนี้ แม้แต่อันธพาลประจำหมู่บ้านก็ยังไม่กลัว!
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้วแน่น ในหมู่บ้านแห่งนี้มีตระกูลใหญ่อยู่สองตระกูล คือตระกูลของเขาและตระกูลของอันธพาลผู้นั้น ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด เมื่ออีกฝ่ายแสดงจุดยืนคัดค้าน เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เฉินชิงจึงยื่นข้อเสนอ "ผู้ใหญ่บ้านคะ ฉันให้เวลาพวกคุณครึ่งชั่วโมงเพื่อปรึกษาหารือกันภายใน พอครบกำหนดแล้วค่อยมาให้คำตอบฉัน จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วค่ะ"
สิ้นเสียงเธอก็ก้มตัวกลับเข้าไปในรถยนต์
ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้คนสนิทสองสามคนคอยจับตาดูกลุ่มของเฉินชิงไว้ ก่อนจะเรียกชาวบ้านทั้งหมดให้ไปรวมตัวกันที่ลานตากข้าว เพื่อเปิดการประชุมครั้งสำคัญ
อนาคตของหมู่บ้านและมรดกที่บรรพบุรุษสร้างมาจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเลือกความสุขสบายเพียงชั่วครู่ด้วยการทำเรื่องผิดศีลธรรม หรือจะเลือกเส้นทางที่จะทำให้ลูกหลานในอนาคตไม่ต้องถูกใครตราหน้าว่าเป็น ‘พวกค้ามนุษย์’ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในครั้งนี้
เมื่อกลับเข้ามาในรถ เฉินชิงก็เลิกคิ้วใส่เฮ่อหย่วนอย่างได้ใจ "เป็นไง ฉันเก่งใช่ไหมล่ะ!"
เฮ่อหย่วนไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่หันไปพูดกับพนักงานจัดซื้อ "คุณช่วยลงไปซ่อมรถกับผมหน่อย"
พนักงานจัดซื้อพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ข้างนอกมีเพียงชายฉกรรจ์รูปร่างผอมสูงสี่ห้าคนเฝ้าอยู่ จึงไม่มีอะไรต้องกังวล
เฉินชิงทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
"คุณอาเฮ่อ ไม่ชอบน้า!" เฮ่ออวี้เสียงโพล่งขึ้น
"ไม่ต้องให้เธอมายุ่ง!"
เฉินชิงสวนกลับทันควันพลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มหลานชายแล้วดึงออกเบาๆ คิดว่าเธอดูไม่ออกหรืออย่างไร ถึงต้องให้เด็กนี่มาย้ำเตือนให้เจ็บใจเล่น
เฮ่ออวี้เสียงพยายามปัดป้องมือของน้าสาวออกจากใบหน้าของเขาอย่างสุดกำลัง ในใจก็เจ็บแค้นที่ตัวเองยังเล็กนัก
เรี่ยวแรงจึงมีไม่มากพอ ไม่อย่างนั้นเขาคงได้เปิดศึกกับน้าสาวให้รู้ดำรู้แดงไปข้างหนึ่ง และเขาจะต้องเป็นฝ่ายชนะเสียด้วย
เมื่อแก้มเป็นอิสระ เฮ่ออวี้เสียงก็เอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจ "ทำไมน้าถึงมาตามหาผมล่ะครับ"
"ถามอะไรโง่ๆ เธอกำลังจะถูกหลอกไปฆ่าหมกป่าอยู่รอมร่อแล้วนะ จะไม่ให้น้ามาตามหาได้ยังไง!" เฉินชิงตวาดแหวด้วยความโมโหจนมือไม้สั่น
"คนอื่นเขาพูดอะไรก็เชื่อไปซะหมด บนโลกใบนี้จะมีใครซื่อบื้อได้เท่าเธออีกไหมยะ ถ้าน้าคิดจะทิ้งพวกเธอจริงๆ ป่านนี้คงทำไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้แต่งงานก่อนหรอก!"
คำพูดของน้าสาวกระแทกเข้ากลางใจของเฮ่ออวี้เสียงอย่างจัง ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ขอบตาโดยไม่รู้ตัว การที่เธอยอมเสี่ยงอันตรายมาตามหาเขาในวันนี้ แถมยังออกโรงปกป้องเขาอีก มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าน้าไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งเขาเลย
หากเธอคิดเช่นนั้นจริงๆ การหายตัวไปของเขาก็ถือเป็นโอกาสทองที่เธอจะสลัดเขาพ้นตัวไปได้ง่ายๆ แต่น้ากลับเลือกที่จะมาตามหา
เฮ่ออวี้เสียงแกล้งทำเสียงฮึดฮัดกลบเกลื่อนความรู้สึก "ใครจะไปรู้ น้าก็ร้ายกาจแบบนี้มาตลอดนี่ครับ"
"น้าร้ายแบบตรงไปตรงมา ไม่เคยเล่นละครตบตาใครให้เสียเวลาหรอกนะ ตลกชะมัด! แล้วที่คิดว่าพอน้าแต่งงานแล้วจะต้องยอมเป็นช้างเท้าหลังให้ผู้ชายคนนั้นน่ะ เธอเอาสมองส่วนไหนคิด!” “บนโลกใบนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนมีค่าพอให้ฉันต้องก้มหัวให้หรอก!"
เฉินชิงเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่แยแส
น่าเสียดายที่รถยนต์ในยุคสมัยนี้ไม่ได้เก็บเสียงดีเท่าใดนัก บทสนทนาทั้งหมดจึงเล็ดลอดออกไปให้ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนที่เฝ้ายามอยู่ได้ยินอย่างชัดเจน พวกเขาต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า... ผู้หญิงจากในเมืองนี่น่ากลัวจริงๆ
โดยเฉพาะผู้หญิงสวยๆ ยิ่งน่ากลัวเป็นทวีคูณ คิดแล้วก็รู้สึกว่าภรรยาของตัวเองที่บ้านนั้นดีกว่าเป็นไหนๆ สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยหืออือสักคำ
พนักงานจัดซื้อที่ได้ยินทุกอย่างก็สวมบทบาทผู้มากประสบการณ์ ตบไหล่ของเฮ่อหย่วนหนักๆ "สหายเอ๋ย เส้นทางชีวิตในวันข้างหน้าของนายดูท่าจะขรุขระน่าดูเลยนะ"
สหายหญิงคนนี้ไม่ต่างอะไรกับแม่เสือดีๆ นี่เอง หากไม่ไปยุ่งกับเธอก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ทำให้เธอไม่พอใจล่ะก็... พระเจ้าช่วย
ปากคอเราะรายที่สามารถเปลี่ยนเรื่องดำให้เป็นขาวได้ ไหนจะท่าทีที่น่าเกรงขามนั่นอีก แถมยังบู๊เก่งเป็นบ้า!
เฮ่อหย่วนเพียงแต่เอ่ยเรียบๆ "คุณช่วยส่งเครื่องมือให้เร็วกว่านี้หน่อย"
พนักงานจัดซื้อถึงกับไปไม่เป็น สหายคนนี้ก็เป็นคนดีอยู่หรอกนะ แต่เงียบขรึมเกินไปหน่อย ไม่เหมาะจะเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาเลยจริงๆ ชวนคุยอะไรก็ไม่เคยตอบรับ น่าเบื่อเป็นที่สุด!
เขาจึงได้แต่ยื่นเครื่องมือส่งให้ไปอย่างจำใจ
สักพักเฮ่ออวี้เสียงก็ทนความอึดอัดไม่ไหวจนต้องลงจากรถมาช่วยงาน เขาถูกน้าสาวเล่นงานด้วยวาจาจนแทบกระอักเลือด คำพูดของเธอช่างรวดเร็วและเฉียบคม
ทุกประโยคเสียดแทงเข้ากลางใจเขาราวกับมีดที่กรีดลงมาซ้ำๆ แค่วาจาก็ว่าแย่แล้ว เธอยังชอบลงไม้ลงมือกับเขาอีก!
เฮ่ออวี้เสียงลูบใบหน้าที่อาจจะเสียโฉมของตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไประบายอารมณ์ด้วยการช่วยงานซ่อมรถอย่างแข็งขัน เขาไม่อยากจะอยู่ใกล้ๆ น้าสาวอีกต่อไปแล้ว
ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ทบทวนพฤติกรรมไร้เดียงสาของตัวเองในวันนี้อย่างจริงจัง ที่น้าพูดก็ถูก ถ้าเธออยากจะทิ้งเขาจริงๆ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้แต่งงานก่อนเลยสักนิด
และการจะให้คนอย่างน้าสาวของเขายอมสยบให้ผู้ชายคนไหนนั้น... ฝันไปเถอะ!
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกอย่างสุดหัวใจว่า ผู้ชายคนไหนที่ไม่โดนเธอขย้ำจนแหลกคามือ ก็นับว่าเป็นบุญของเขาแล้ว
ในวินาทีนั้นเขาก็รู้สึกเป็นกังวลแทนว่าที่น้าเขยในอนาคตขึ้นมา ไม่รู้ว่าโชคร้ายแค่ไหนถึงได้โคจรมาเจอกับน้าของเขาแล้วต้องโดนเธอทรมานแบบนี้!
เฉินชิงที่นั่งอยู่ในรถก็ลงมาดูการซ่อมรถเช่นกัน บรรดาเด็กสาวในหมู่บ้านต่างพากันวิ่งกรูกันเข้ามาดูเธอด้วยความสนอกสนใจ พวกเธอได้ยินมาว่าหญิงสาวคนนี้เก่งกาจมาก ถึงขนาดกล้าต่อปากต่อคำกับอันธพาลประจำหมู่บ้าน แถมอันธพาลคนนั้นยังไม่กล้าทำอะไรเธอเลยด้วยซ้ำ เธอยังจัดการชายหน้าบากกับคนที่มาส่งข่าวจนอยู่หมัดอีกต่างหาก
เธอช่างเก่งกาจและงดงามราวกับนางฟ้าในนิทานที่คุณย่าเคยเล่าให้ฟังไม่มีผิด
เฉินชิงยกมือขึ้นป้องแสงแดดพลางกวาดสายตามองเด็กๆ ที่จ้องเธอตาแป๋ว พอเห็นสภาพผอมแห้งของพวกเขาก็อดรู้สึกสงสารจนไม่กล้ามองตรงๆ
เมื่อหันไปเห็นเฮ่ออวี้เสียง ความรู้สึกปวดหัวก็กลับมาอีกครั้ง เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงของผู้ใหญ่ "เฮ่ออวี้เสียง เธอมองดูพวกเขาสิ แล้วลองมองดูตัวเองบ้าง รู้สึกว่าชีวิตของเธอมันดีกว่ากันเยอะไหม"
เฮ่ออวี้เสียงตอกกลับทันควัน "แล้วน้าล่ะครับ มองดูพวกเขาแล้วกลับมามองดูตัวเองบ้าง ไม่รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปหน่อยเหรอครับ คนอื่นเขาเอาของทุกอย่างให้ลูกตัวเอง แต่น้ากลับเอาของทุกอย่างมากองไว้ที่ตัวเอง! ไม่เว้นแม้กระทั่งของที่เป็นของเด็กแท้ๆ!"
[จบบท]