บทที่ 546: จดหมายจากทั่วสารทิศ
หลังจากที่บทความส่วนตัวของเฉินชิงถูกเผยแพร่ออกไป ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมไม่น้อย เหล่าผู้นำระดับมณฑลต่างพากันเดินทางมาเยี่ยมเยียนเธอถึงที่
พวกเขาทุกคนต่างกำชับเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เฉินชิงดูแลตัวเองให้ดีและเตรียมตัวคลอดลูกอย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการงานมากจนเกินไป
เพราะสิ่งที่ควรจะเป็นของเธอ ยังไงมันก็ต้องเป็นของเธออยู่วันยังค่ำ เฉินชิงทำเพียงส่งยิ้มบางๆ ตอบกลับไปโดยไม่เอ่ยคำใด
ที่สำคัญคือ ในขณะเดียวกันนั้นเอง รถยนต์ที่เฉินชิงเฝ้ารอคอยมานาน ก็กำลังจะได้รับการอนุมัติในเร็ววันนี้แล้ว!
ในฐานะผู้ติดตาม หม่าอ้ายอิงรับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ก็ได้แต่คิดว่าเฉินชิงนั้นยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว เธอใช้ชีวิตติดตามเฉินชิงราวกับเป็นเงาตามตัวมาเป็นเวลานาน
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่สามารถหยั่งรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของเฉินชิงได้เลย โดยเฉพาะเวลาทำงาน เฉินชิงเปรียบดั่งนักวางแผนผู้ไม่เคยผิดพลาด ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะอยู่ในแผนการของเธอเสมอ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การที่เฉินชิงเดินสายบรรยายให้กับสหพันธ์สตรีครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ส่งผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่ามหาศาล
สหพันธ์สตรีผลักดันเธอให้กลายเป็นบุคคลต้นแบบที่ได้ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้า นี่จึงถือเป็นไพ่ตายใบสำคัญที่ช่วยปูทางอนาคตของเฉินชิงให้สดใสไร้ขีดจำกัด
ตอนนี้เฉินชิงกำลังจะคลอดลูกแล้ว แต่เธอก็ยังอุตส่าห์จัดการเรื่องงานทุกอย่างเอาไว้ได้อย่างเป็นระบบระเบียบเรียบร้อย ช่วงเวลาอีกเดือนครึ่งต่อจากนี้
ขอเพียงทุกคนดำเนินงานตามแผนที่เธอวางไว้ ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และต่อให้มีใครบางคนกำลังคิดการใหญ่หรืออยากจะลองดี
แต่ภายใต้สถานะ 'บุคคลต้นแบบ' ที่กำลังทรงอิทธิพลนี้ ก็ย่อมไม่มีใครหน้ามืดตามัวกล้าที่จะลงมือทำอะไรโง่ๆ สวนกระแสอย่างแน่นอน!
แต่สิ่งที่น่าแปลกและน่าสนใจก็คือ ทันทีที่เธอกลับถึงบ้าน เฉินชิงก็จะกลายร่างเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งทันที
เธอรู้จักออดอ้อนคู่ชีวิตของเธอ ยอมอ่อนข้อให้กับเด็กๆ หรือแม้แต่ยอมเล่นเกมไร้สาระเป็นเพื่อนพวกเขา ภาพที่เห็นมันช่างแตกต่างกับตอนทำงานอย่างสิ้นเชิง
หม่าอ้ายอิงเคยทำหน้าที่คุ้มกันบุคคลสำคัญมาแล้วมากมายหลายคน แต่คนที่เธอยอมรับว่าอยากทำความเข้าใจมากที่สุดก็คือเฉินชิง
เฉินชิงซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับงานของเธอ เงยหน้าขึ้นพลางสบตากับหม่าอ้ายอิงที่กำลังจ้องมองเธอเขม็ง
“นี่สหายหม่าอ้ายอิง คุณเลขาหม่าคะ คุณจ้องฉันมาประมาณยี่สิบกว่านาทีได้แล้วนะ มีอะไรรึเปล่า”
“มีนิดหน่อยน่ะ”
“เชิญพูดได้เลยค่ะ”
“ฉันรู้สึกว่าตัวตนของเธอตอนทำงานกับตอนอยู่ที่บ้านไม่เหมือนกันเลย”
“ไม่เหมือนกันยังไงเหรอจ๊ะ”
“เวลาทำงานเธอดูเป็นคนมีความคิดลึกซึ้ง แต่พออยู่ที่บ้านเธอกลับดูไร้เดียงสาเกินไป”
หม่าอ้ายอิงพูดออกไปตามที่คิดอย่างตรงไปตรงมา
คำพูดที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้เฉินชิงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
“ที่ทำงานคือที่ที่ฉันต้องต่อสู้ ส่วนครอบครัวคือสิ่งที่ฉันต้องดูแลถะนุถนอม พี่อาจจะมองว่าฉันเก่งกาจอะไรนักหนา แต่จริงๆ แล้วฉันก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง”
เธอประเมินตัวเองเสมอว่า ทุกสิ่งที่เธอทำลงไปได้ ล้วนเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของคนอื่นทั้งสิ้น
หม่าอ้ายอิงส่ายหน้าเบาๆ แต่แววตากลับแน่วแน่
“ไม่จริงเลย เธอเก่งมากๆ ต่างหาก ในความคิดของฉัน เธอคือคนที่เก่งที่สุดในบรรดาครอบครัวของเธอทั้งหมด!”
เฉินชิงยิ้มบางๆ
“ถ้าพี่คิดแบบนั้น ก็ตามใจเถอะจ้ะ”
หม่าอ้ายอิงเม้มปากแน่น เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ
เธอกลับอดคิดไม่ได้ว่าการที่เฉินชิงเกิดมาเป็นผู้หญิงนั้นดีแล้วจริงๆ หากเฉินชิงเป็นผู้ชาย ป่านนี้คงจะลำพองใจจนหางชี้ฟ้าไปแล้ว
แต่เฉินชิงกลับสงบนิ่งดั่งภูผาไม่หวั่นไหว เธอทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงชื่นชมหรือคำนินทาว่าร้าย ก็ไม่มีอะไรคู่ควรให้เธอเก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
เหตุผลสำคัญที่หม่าอ้ายอิงรู้สึกว่าเฉินชิงเป็นคนที่น่าทึ่ง ก็เพราะเธอดูเหมือนจะไม่ต้องการการยอมรับจากคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย เธอรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร และเธอก็จะพุ่งชนเพื่อคว้ามันมาให้ได้
แตกต่างจากเฮ่อหย่วน แม้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่จะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ระดับนานาชาติได้ แต่ด้วยประสบการณ์และภูมิหลังของเขา
มันก็บีบบังคับให้เขาต้องยอมทำบางสิ่งบางอย่างตามความต้องการของคนอื่นอยู่บ้าง
ส่วนเด็กอีกสองคนตอนนี้ยังเล็กเกินไป ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นยังไง แต่การที่พวกเขามีผู้ปกครองแบบนี้
ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่าเส้นทางชีวิตของพวกเขาจะต้องราบรื่นกว่าคนอื่นแน่ๆ แต่สำหรับเฉินชิงนั้น เธอไต่เต้าขึ้นมาด้วยลำแข้งของตัวเองทีละก้าว ทีละก้าว จริงๆ
ด้วยเหตุนี้ หม่าอ้ายอิงจึงรู้สึกว่าเธอสามารถเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเฉินชิงได้
“รอเธอคลอดลูกแล้ว ฉันจะช่วยดูแลเธอต่อจนกว่าจะหมดช่วงอยู่เดือนนะ หลังจากนั้นฉันคงต้องขอลาออกแล้ว”
เฉินชิงนิ่งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าวันที่จะต้องแยกจากกันจะมาถึงเร็วขนาดนี้
“พี่จะกลับไปที่กองทัพเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ ที่นั่นคือสมรภูมิของฉัน แต่การที่ได้มาติดตามเธอ ฉันก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก อย่างน้อยๆ ฉันก็ไม่ใช่คนซื่อบื้อที่ยอมคนอีกต่อไปแล้ว”
หม่าอ้ายอิงเม้มปากยิ้ม ท่าทางดูจริงใจและซื่อตรง
เฉินชิงรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปถ้าพี่มีเวลาว่าง ก็แวะกลับมาเยี่ยมบ้านบ้างนะ”
“แน่นอน ฉันต้องกลับมาอยู่แล้วจ้ะ”
หม่าอ้ายอิงรู้สึกว่าบ้านในลานเล็กๆ แห่งนี้ ทำให้เธอรู้สึกผูกพันมากกว่าบ้านของตัวเองเสียอีก ที่บ้านของเธอ
ครอบครัวไม่เคยหุงข้าวเผื่อหรือเก็บน้ำแกงไว้รอเธอเลย แต่ที่บ้านหลังนี้ ทุกคนกลับคิดถึงและเป็นห่วงเธอเสมอ
เฉินชิงครุ่นคิด... ยังเหลือเวลาอีกประมาณเดือนกว่าๆ แต่เธอก็รู้สึกว่ามันช่างสั้นเหลือเกิน วีรสตรีแห่งโรงงานเสื้อผ้าคนนี้กำลังจะจากไปแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของทั้งคู่ ทั้งเฉินชิงและหม่าอ้ายอิงจึงหันไปมองทางประตูพร้อมกัน
คุณลุงยามเฝ้าประตูลากกระสอบป่านใบเล็กๆ เข้ามา
“ผู้จัดการโรงงานครับ จดหมายของคุณ ทางที่ทำการไปรษณีย์เขาคัดแยกใส่กระสอบมาส่งให้เลย”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ!”
เฉินชิงอุทานด้วยความประหลาดใจพลางเดินเข้าไปดู
“ใช่ครับ คนเขียนจดหมายมาหาคุณเยอะแยะไปหมดเลย”
“ขอบคุณค่ะคุณลุง วางไว้ตรงนี้ได้เลย เดี๋ยวฉันคงต้องรบกวนพี่อิงให้ช่วยยกกลับไปบ้านทีหลัง”
“ได้ครับ งั้นผมวางไว้ตรงนี้นะ”
คุณลุงยามวางกระสอบลงแล้วก็เดินจากไป
ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย เฉินชิงจึงต้องไหว้วานให้หม่าอ้ายอิงช่วยก้มลงไปหยิบจดหมายขึ้นมาสองสามฉบับ เพื่อดูว่าใครเป็นคนส่งมาบ้าง
ตอนแรกเธอคิดว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจดหมายจากสหายหญิง แต่ปรากฏว่าจดหมายสี่ฉบับที่หม่าอ้ายอิงหยิบขึ้นมานั้นมีความหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ มีทั้งจากผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก
ฉบับของเด็กน้อยเขียนมาว่าอยากจะยึดเธอเป็นแบบอย่าง ตั้งใจอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ เนื้อความทั้งหมดมีแต่คำชื่นชม
เฉินชิงอ่านไปยิ้มไป ส่วนจดหมายจากสหายหญิงก็เขียนมาแสดงความห่วงใยในสุขภาพของเธอ แถมยังแนบข้อควรระวังในช่วงอยู่เดือนมาให้ด้วย
ทำเอาเฉินชิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนี้ ในจดหมายยังเขียนเล่าถึงวิธีทำผ้าชนิดหนึ่งที่เธอรู้จัก
ซึ่งจะช่วยให้ขั้นตอนการผลิตง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น โดยหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับเฉินชิงไม่มากก็น้อย
เฉินชิงตื่นเต้นกับข้อมูลนี้มาก นี่ถือเป็นลาภลอยที่ได้มาโดยไม่คาดฝัน! เธอรีบให้หม่าอ้ายอิงจดรายละเอียดเอาไว้
และตั้งใจว่าจะส่งคนไปทดลองทำตามทันที ถ้ามันได้ผลจริง ก็จะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตไปได้อีกเยอะ
เฉินชิงหยิบจดหมายของสหายชายขึ้นมาอ่านต่อ เนื้อหาในจดหมายเป็นการสอบถามเกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดการลูกน้อง
เนื่องจากตอนนี้เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกในโรงงานอาหาร และกำลังปวดหัวอย่างหนักกับปัญหาการ 'ใช้เส้นสาย'
เขาอยากรู้ว่าตอนที่เธอขึ้นมารับตำแหน่งผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าด้วยวัยเพียง 22 ปี เธอรับมือกับแรงกดดันและข้อกังขาต่างๆ อย่างไร
สุดท้ายเขาก็อวยพรให้เธอสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งไว้ และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
เฉินชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางจดหมายฉบับนั้นลง ปัญหานี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก
แต่ก็คงต้องใช้พลังงานในการตอบพอสมควร เธอตัดสินใจเก็บไว้ตอบทีหลังในช่วงที่พักอยู่เดือนน่าจะดีกว่า
จดหมายฉบับสุดท้ายเป็นของคุณลุงท่านหนึ่งที่เขียนมาให้กำลังใจ แถมยังทิ้งที่อยู่บ้านไว้ให้เสร็จสรรพ บอกว่าเขามีเงิน ถ้าหากเธอต้องการเงินทุนสนับสนุน เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ
ขอเพียงแค่ให้โรงงานเสื้อผ้าของเธอเติบโตอย่างมั่นคง และหวังว่าเธอจะไม่มัวแต่จมอยู่กับเรื่องความรักในครอบครัว และอยากให้รีบกลับมาทำงานทันทีที่คลอดลูกเสร็จ
เฉินชิงเหลือบไปเห็นที่อยู่ของผู้ส่ง มาจากเซี่ยงไฮ้ เธอรู้สึกขอบคุณในความใจกว้างและคำตักเตือนของคุณลุงท่านนี้จริงๆ
การได้อ่านจดหมายทั้งสี่ฉบับนี้เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของเฉินชิงมากเหลือเกิน
บางทีอาจเป็นเพราะชีวิตของเธอที่ผ่านมามัวแต่ต้องต่อสู้กับคนประหลาดๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เธอหลงลืมไปชั่วขณะว่ายุคสมัยนี้ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนที่จริงใจและเรียบง่าย
หม่าอ้ายอิงนับจำนวนจดหมายในกระสอบคร่าวๆ
“ทั้งหมดสี่ร้อยกว่าฉบับได้ค่ะ เยอะจริงๆ”
“นั่นสิคะ ยังไงรบกวนพี่ช่วยขนกลับไปที่บ้านให้ฉันด้วยนะ ระวังหน่อยนะคะ”
“รับทราบค่ะ!”
จดหมายเหล่านี้คือความปรารถนาดีจากผู้คนทั่วสารทิศ หม่าอ้ายอิงย่อมต้องทะนุถนอมมันอย่างดีที่สุด
ช่วงหลังมานี้ เฉินชิงรู้สึกถึงอาการเจ็บท้องเตือนถี่ขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงจัดการสะสางงานทุกอย่างในโรงงานไว้จนเสร็จสิ้นเรียบร้อย
วันที่ 3 ธันวาคม
ถุงน้ำคร่ำของเฉินชิงก็แตก เฮ่อหย่วนพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะคุมสติให้นิ่ง และพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาล หม่าอ้ายอิงรีบแบกข้าวของจำเป็นของเฉินชิงและจูงมือเด็กๆ ตามไป
เฮ่ออวี้เสียงและเสี่ยวอวี้ก็รีบตามมาติดๆ
เฮ่ออวี้เสียงยืนกระสับกระส่ายอยู่ตรงทางเดินหน้าห้องคลอดด้วยความตื่นตระหนก
ส่วนเสี่ยวอวี้ ยิ่งพอได้ยินเสียงร้องที่พยายามเก็บกลั้นความเจ็บปวดของเฉินชิงลอดออกมา น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะๆ ลงมาไม่ขาดสาย
เฮ่อหย่วนหันไปพูดกับหม่าอ้ายอิง
“พี่อิงครับ พี่ช่วยพาเด็กสองคนนี้กลับบ้านไปก่อนได้ไหม การที่เฉินชิงกำลังคลอดลูก แล้วพวกเขาต้องมาได้ยินเสียงแบบนี้ มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
เสี่ยวอวี้รีบปาดน้ำตาทิ้ง
“หนูไม่ร้องแล้วค่ะ หนูไม่กลับด้วย คุณน้ากำลังเจ็บ หนูจะอยู่เป็นเพื่อนคุณน้า!”
เฮ่ออวี้เสียงก็ยืนคอแข็ง
“ผมก็ไม่กลับครับ”
โอ๊ย ให้ตายสิ เขาก็อยากจะร้องไห้เหมือนกันนะ แต่ทำไมหน้าห้องคลอดถึงมีคนมายืนมุงอะไรกันเยอะแยะขนาดนี้ ทำเอาเขาไม่กล้าร้องไห้ออกมาเลย
[จบบท]