บทที่ 562: ตัวละครจากในนิยายปรากฏตัว
“ผู้อำนวยการเผิงคะ คุณจะสนับสนุนพวกเราใช่ไหมคะ” เฉินชิงคว้าแขนของเธอไว้แน่น ความรู้สึกตื้นตันมันอัดแน่นจนน้ำตาพาลจะไหลออกมาให้ได้
“ฉันรู้ค่ะ ฉันรู้ว่าต้องมีผู้นำที่มองเห็นความตั้งใจของฉัน ในที่สุด ฉันก็ได้เจอผู้มีพระคุณแล้ว”
เฮ่อหย่วนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับมีสีหน้าประหลาดใจ
ฉีหยวนเฉาก็เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากจะมองภาพตรงหน้านัก
มีเพียงสวีหย่งคังที่ยังคงระมัดระวังตัวเต็มที่ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าผู้อำนวยการเผิงตกลงที่จะร่วมมือกับเฉินชิงจริงๆ คนที่จะต้องติดต่อประสานงานกับเธอก็คือเขาเอง
เผิงชิงอวิ๋นถูกสาวสวยจับแขนไว้แบบนั้นก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย
เธอรู้มาว่าเฉินชิงเพิ่งจะคลอดลูกไปหมาดๆ แต่ผิวพรรณของอีกฝ่ายกลับดูเปล่งปลั่งกระจ่างใสอมชมพู ดูทั้งขาวทั้งนุ่มนวล ชวนให้รู้สึกดี
เผิงชิงอวิ๋นกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้งแล้วจึงเบนสายตาไปทางอื่น “ช่วยน่ะ แน่นอนว่าต้องช่วยอยู่แล้วค่ะ คุณเขียนรายงานมาให้ฉันฉบับหนึ่ง ถ้าทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ฉันก็จะอนุมัติให้ผ่านค่ะ”
จุดประสงค์ที่เธอมาในวันนี้ก็เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับเฉินชิง
โรงงานส่วนใหญ่ในช่วงเริ่มต้นจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจำนวนมหาศาลจากภาครัฐ
หรือแม้แต่ช่องทางการขายของโรงงานก็ยังมีช่องทางภายในอย่าง ‘สหกรณ์การค้าและการตลาด’ คอยรองรับ ดังนั้นคนอื่นๆ จึงไม่ได้กังวลใจมากเท่าเฉินชิง
การจะทดสอบความสามารถของคนรุ่นใหม่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้คนตั้งใจทำงานต้องรู้สึกหมดกำลังใจไปเสียก่อน
เผิงชิงอวิ๋นตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว หลังจากนี้ก็คงต้องปล่อยให้เฉินชิงออกไปต่อสู้ด้วยตัวเอง
เฉินชิงยิ้มจนตาหยี “ผู้อำนวยการเผิงคะ คุณวางใจได้เลย ฉันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน ขอบคุณนะคะที่เชื่อใจฉัน”
เผิงชิงอวิ๋นรู้สึกว่าอากาศในเดือนธันวาคมนี้มันชักจะร้อนขึ้นมาหน่อยๆ เธอยกมือขึ้นตบเบาๆ ที่หลังมือของเฉินชิง
“เอาล่ะๆ คุณก็อย่ามาหยอกล้อฉันเลยค่ะ พวกเราต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างประเทศชาติที่สวยงาม”
“ขอแค่คุณทำงานอย่างตรงไปตรงมา พวกเราสนับสนุนนโยบาย ‘พัฒนาเศรษฐกิจ รับประกันอุปทาน’ อยู่แล้ว ตราบใดที่เธอตั้งใจทำงาน ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา”
อุตส่าห์เปิดช่องทางการทูตกับต่างประเทศได้แล้ว ในฐานะผู้อำนวยการที่รับผิดชอบด้านการค้าต่างประเทศ เผิงชิงอวิ๋นก็หวังว่าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความก้าวหน้านี้
เฉินชิงจึงยอมปล่อยมือและกลับไปนั่งตัวตรงอย่างว่าง่าย กลายเป็นรุ่นน้องที่แสนดีในสายตาของผู้ใหญ่ไปในทันที
ฉีหยวนเฉาเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว นี่มันเรื่องอะไรกัน ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่เฉินชิงไปที่กรมอุตสาหกรรมเบาเพื่อขอเงินหรือขอของ เธอมักจะมีท่าทีเหมือนเตรียมพร้อมจะไปจัดการใครสักคนอยู่เสมอ
สวีหย่งคังเห็นท่าทีแบบนั้นก็เลยลองหยั่งเชิงถามเฉินชิงว่าเธอต้องการเงินทุนเท่าไหร่
เฉินชิงตอบอย่างมั่นใจ “ฉันจะทำรายงานสรุปไปให้ค่ะ คุณวางใจได้ ระดับการเขียนรายงานของฉันก็พอใช้ได้อยู่ รับรองว่าอ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่เพิ่มภาระงานให้คุณแน่นอน”
สวีหย่งคังพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณสหายเฉินล่วงหน้าแล้วล่ะครับ”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ”
เฉินชิงอารมณ์ดีมาก เธอเริ่มชวนทุกคนให้ทานอาหาร ถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวค่อยสั่งเพิ่ม
ฉีหยวนเฉามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย โดยส่วนตัวแล้วเขารู้สึกหวาดเกรงต่อการเติบโตที่รวดเร็วของเฉินชิงไม่น้อย
เธอเพิ่งอายุแค่ 22 ปี
เธอกุมอำนาจในโรงงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือ สามีของเธอก็มีอนาคตไกล ถ้าเธออยากจะไต่เต้าขึ้นไปอีก อาจใช้เวลาอีกไม่กี่ปีก็คงจะแซงหน้าเขาไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเฉินชิงกลายเป็นบุคคลต้นแบบไปแล้ว
คนเราถ้าได้เป็นบุคคลต้นแบบ ตราบใดที่ไม่ทำผิดพลาดร้ายแรงอะไร การเลื่อนตำแหน่งก็จะง่ายกว่าคนทั่วไป ยิ่งเป็นสหายที่มีพลังในการปลุกระดมผู้คนได้อย่างเฉินชิงด้วยแล้ว
ประเทศชาติต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ทำให้พวกเขาคาดหวังกับอนาคตได้ และเฉินชิงก็สามารถทำจุดนั้นได้ดี เมื่อเทียบกันในแง่ของความคุ้นเคยในสายตาผู้นำ เธอก็โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ รวมถึงตัวเขาเองด้วย
ในมณฑลนี้เขาอาจจะมีบารมีอยู่บ้าง แต่ถ้าอยากจะก้าวเข้าไปสู่ส่วนกลาง หนทางก็ยังอีกยาวไกล
ผู้นำก็รู้จัก ประชาชนก็ยอมรับ โอกาสของเธอย่อมมีมากกว่าคนอื่น
ฉีหยวนเฉากระดกเหล้าเข้าปากอีกแก้ว ครั้งนี้เขาก็เป็นคนแนะนำเผิงชิงอวิ๋นให้เฉินชิงรู้จัก ถือเป็นการช่วยส่งเสริมเธอทางอ้อม
ฉีหยวนเฉาดื่มติดต่อกันอีกสามแก้วรวด แถมยังลากสวีหย่งคังมาดื่มด้วย
จนกระทั่งมื้ออาหารจบลง ฉีหยวนเฉาก็เมาจนแทบจะยืนไม่ไหว สวีหย่งคังจึงอาสาเป็นคนไปส่งผู้อำนวยการฉีกลับบ้านด้วยตัวเอง
ด้านเผิงชิงอวิ๋นก็เข็นจักรยานของเธอออกมา “พวกคุณสองคนต้องรอรถเมล์กลับใช่ไหมคะ นี่ก็สองทุ่มแล้ว ลองไปดูสิว่ายังมีรถหรือเปล่า”
“เอาอย่างนี้นะคะ ฉันเดินไปเป็นเพื่อนพวกคุณ ถ้าไม่มีรถแล้ว สหายเฮ่อหย่วนก็ขี่จักรยานของฉัน พาสหายเฉินกลับไปก็แล้วกัน”
หลังจากทานข้าวด้วยกันมื้อเดียว สหายเฉินชิงก็ได้เลื่อนขั้นเป็นเสี่ยวชิงแล้ว แต่สหายเฮ่อหย่วนก็ยังคงเป็นสหายเฮ่อหย่วน
เฉินชิงหันไปยักคิ้วให้เฮ่อหย่วนอย่างมีความสุข แต่เธอก็เห็นเขากำลังถอดเสื้อนอกออก แล้วใช้เสื้อตัวนั้นห่อหุ้มร่างกายของเธอไว้
เฉินชิงกะพริบตาปริบๆ เกิดอะไรขึ้น
“ลมข้างนอกมันแรง คุณอย่าไปตากลมเดี๋ยวจะไม่สบาย หมวกก็ใส่ไว้ด้วย”
“แล้วคุณล่ะ”
“ผมไม่หนาว”
“พูดออกมาได้”
“ยังไงอุณหภูมิร่างกายผมก็สูงกว่าคุณอยู่แล้ว ยัยตัวเย็น”
พอเฮ่อหย่วนเริ่มบ่นเท่านั้นแหละ เฉินชิงก็อยากจะด่าเขาทันที แต่เพราะผู้อำนวยการเผิงยังอยู่ตรงนี้ เฉินชิงเลยตัดสินใจว่าจะไว้ชีวิตเขาก่อน
เฉินชิงหันไปขอบคุณเผิงชิงอวิ๋น “ขอบคุณผู้อำนวยการเผิงมากนะคะ แต่นี่มันจะรบกวนคุณเกินไป พวกเราเดินกลับกันเองได้ค่ะ”
“ไปเถอะค่ะ”
เผิงชิงอวิ๋นเข็นจักรยานเดินไปส่งพวกเขาที่ป้ายรถเมล์
เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์ เฮ่อหย่วนเห็นบ้านคนแถวนั้นยังมีไฟเปิดอยู่ เลยเดินเข้าไปสอบถามว่ายังมีรถเมล์รอบดึกหรือไม่
เจ้าของบ้านผู้ชายตอบว่า “มีครับ แต่คันเมื่อกี้เพิ่งออกไป คันต่อไปอย่างน้อยก็ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง”
“ขอบคุณมากครับสหาย คืออย่างนี้นะครับ ภรรยาของผมเพิ่งคลอดลูก เธอตากลมหนาวนานๆ ไม่ได้ ผมขอพาเธอเข้าไปยืนรอในบ้านของคุณสักครึ่งชั่วโมงจะได้ไหมครับ”
เจ้าของบ้านผู้หญิงรีบพูดแทรก “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ เข้ามาเลย”
สองสามีภรรยาเชื้อเชิญพวกเขาอย่างอบอุ่น
เฉินชิงรู้สึกขอบคุณน้ำใจของพวกเขา
“เฉินชิง! คุณคือเฉินชิงคนนั้นใช่ไหมคะ หนูจำคุณได้”
เด็กสาวที่กำลังนั่งทำการบ้านอยู่ถึงกับกระโดดตัวลอยขึ้นจากเก้าอี้ เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความตื่นเต้น ร่างกายสั่นสะท้านแทบไม่กล้าเชื่อสายตา ว่าเฉินชิงตัวเป็นๆ จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอ
เฉินชิงเองก็ไม่รู้ว่าทำไม พอต้องมาเผชิญหน้ากับสายตาที่ร้อนแรงของเด็กสาว เธอก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา “เอ่อ ก็น่าจะใช่นะ”
“ต้องใช่แน่ๆค่ะ หนูไม่เคยเห็นใครสวยเท่าคุณมาก่อนเลย หนู... หนูชอบคุณมากนะคะ หนูเก็บหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่มีเรื่องของคุณไว้เลย ไม่คิดเลยว่าคุณจะมาที่บ้านของหนู”
เด็กสาวกำหมัดแน่น ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น
เฉินชิงรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย “ขอบคุณที่ชื่นชอบนะ”
เผิงชิงอวิ๋นที่มองอยู่ก็รู้สึกขบขัน “หนูน้อย ต้องเรียนรู้จากสหายเฉินชิงให้มากๆ นะ อนาคตจะได้เป็นผู้อำนวยการโรงงานเหมือนกัน”
ดวงตาของเด็กสาวเป็นประกายขึ้นมา
พ่อแม่ของเด็กสาวที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ยินคนบอกให้ลูกสาวของตัวเองเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงาน
ผู้อำนวยการโรงงานเลยนะ แค่ฟังก็ดูยิ่งใหญ่แล้ว
เด็กสาวรีบประกาศคำมั่นสัญญาของตัวเอง “หนูจะยึดถือสหายเฉินชิงเป็นแบบอย่างค่ะ จะเติบโตไปเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติให้ได้”
เฉินชิงฟังแล้วก็รู้สึกซาบซึ้ง เธอที่เป็นคนมุ่งเน้นผลประโยชน์และชื่อเสียง พอได้มาเห็นแววตาที่ใสซื่อ ร้อนแรง และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเด็กสาว ก็รู้สึกละอายใจอยู่เหมือนกัน
“ฉันก็จะพยายามเหมือนกัน จะพยายามไม่ทำให้เธอผิดหวัง”
“ไม่มีทางค่ะ หนูเชื่อว่าคุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ สหายเฉินชิง สวัสดีค่ะ หนูชื่อหลิวเสี่ยวฉิง”
หลิวเสี่ยวฉิงก้าวเข้ามาจับมือกับเฉินชิง
เฉินชิงดูออกว่าเด็กคนนี้เป็นคนร่าเริงและกล้าแสดงออก เธอก็จับมือตอบอย่างอบอุ่น “ขอบคุณที่ยอมรับในตัวฉันนะ”
ทั้งสามคนจึงนั่งรออยู่ในบ้านสักพักจนกระทั่งรถเมล์มา หลิวเสี่ยวฉิงเดินออกมาส่งเฉินชิงขึ้นรถด้วยความอาลัยอาวรณ์
ตอนแรกที่เธอเห็นเฮ่อหย่วน เธอก็คิดว่าเขาเป็นแค่พี่ชายที่หน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ตอนนี้พอเห็นเขานั่งอยู่ข้างๆ ต้นแบบของเธอ เธอก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่
“สหายคะ ฝากคุณช่วยดูแลสหายเฉินชิงให้ดีๆ ด้วยนะคะ เธอเป็นคนเก่งมาก”
เฮ่อหย่วนรับปากอย่างจริงจัง “ผมจะดูแลเธออย่างดี”
หลิวเสี่ยวฉิงถึงได้พอใจขึ้นมาบ้าง
เฉินชิงและเฮ่อหย่วนกล่าวลาผู้อำนวยการเผิง
เผิงชิงอวิ๋นโบกมือลาคนทั้งสอง เธอรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้ เลยยืนคุยเล่นกับเธอต่ออีกหน่อย
เมื่ออยู่บนรถแล้ว เฉินชิงก็ยังคงครุ่นคิด หลิวเสี่ยวฉิง ชื่อนี้ เหมือนจะเคยปรากฏในนิยายต้นฉบับเลยนี่นา
[จบบท]