บทที่ 570: คืนก่อนวันปีใหม่
เฉินชิงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะอุ้มลูกสาวตัวน้อยออกไปร่วมโต๊ะอาหารมื้อเย็น
ทว่าบรรยากาศในค่ำคืนนี้กลับคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อสมาชิกทุกคนในบ้านต่างถูกผู้บัญชาการตัวน้อยอย่างเฮ่ออวี้เสียงชี้นิ้วสั่งให้ช่วยกันจัดเตรียมบ้านต้อนรับปีใหม่กันอย่างโกลาหล
ในบรรดาสมาชิกครอบครัวทั้งหมด เฮ่ออวี้เสียงคือคนที่กระตือรือร้นและให้ความสำคัญกับเทศกาลต่างๆ มากที่สุดอย่างไม่มีใครเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเล็กหรือใหญ่
โดยเฉพาะเทศกาลตามประเพณีดั้งเดิม เขาจะต้องเป็นโต้โผในการจัดเตรียมข้าวของทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบเสมอ
และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดจากการเตรียมการของเขาก็คือ ตู้เสื้อผ้าของเฉินชิง และหีบสมบัติส่วนตัวของเสี่ยวอวี้
สภาพตู้เสื้อผ้าของเฉินชิงนั้น แม้จำนวนชุดจะดูบางตาลง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยม้วนผ้าหลากสีสันและลวดลายกองสุมกันอยู่ ส่วนหีบสมบัติของเสี่ยวอวี้นั้น ไม่ต้องพูดถึง มันอัดแน่นไปด้วยของล้ำค่าสารพัดชนิดที่เธอเก็บสะสมไว้
เด็กหญิงเสี่ยวอวี้กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าหีบใบเก่งของเธอ ค่อยๆ หยิบของแต่ละชิ้นออกมาวางอย่างทะนุถนอม “ของพวกนี้มีประโยชน์ทั้งนั้นเลยนะคะ ห้ามทิ้งเด็ดขาด”
“ถ้าน้องยังเก็บของรกๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ พอโตขึ้นห้องน้องก็จะไม่มีที่ให้วางเตียงแล้วนะ มันจะมีแต่หีบของน้องเต็มไปหมด”
เฮ่ออวี้เสียงผู้เป็นพี่ชายก้มลงหยิบเครื่องบินกระดาษที่พับแล้วขึ้นมา “อย่างพวกเนี้ย ทิ้งไปบ้างก็ได้ไหม มันก็แค่เครื่องบินกระดาษ น้องจะพับใหม่เมื่อไหร่ก็ได้”
“ไม่ได้ค่ะ นี่เป็นเครื่องบินที่คนอื่นเขาอุตส่าห์พับให้หนู เราต้องรู้จักรักของที่คนอื่นให้สิคะ เราถึงจะได้ของขวัญเยอะๆ” เสี่ยวอวี้กอดอกเถียงกลับด้วยเหตุผลที่ทำเอาพี่ชายถึงกับไปไม่เป็น
เฮ่ออวี้เสียงขมวดคิ้ว ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปหยิบก้อนหินเรียบๆ ในกล่องขึ้นมาแทน “งั้นก้อนหินที่น้องเก็บๆ มา ก็น่าจะทิ้งได้แล้วนะ”
พอโดนพี่ชายดุเข้าหน่อย เด็กหญิงเสี่ยวอวี้ก็เบะปากทันที สองมือที่เคยจับของเล่นอยู่ร่วงลงข้างลำตัว ดวงตากลมโตที่จ้องมองพี่ชายค่อยๆ ลดระดับลงต่ำ ขนตางอนยาวสั่นระริกเหมือนผีเสื้อกระพือปีก ทำท่าทางน่าสงสารสุดขีด
เฮ่ออวี้เสียง “…”
อาการแบบนี้มันชัดเจนว่าไม่ยอมให้เขาทิ้งอะไรทั้งนั้น
“แล้วน้องจะเก็บก้อนหินไว้ทำอะไรไม่ทราบ”
“เอาไว้เล่นเกมยังไงล่ะคะ”
“งั้นถุงทรายนี่ก็ควรจะทิ้งได้แล้ว…”
“ถุงทรายนี่คุณน้าเย็บให้หนูเลยนะคะ แถมหนูยังเล่นปาถุงทรายเก่งที่สุดในโรงเรียนด้วย ปาทีไรโดนเพื่อนทุกคน ไม่เคยพลาดเลย เพราะฉะนั้น ถุงทรายนี่สำคัญมากๆ ห้ามทิ้งเด็ดขาดค่ะ”
เสี่ยวอวี้เคยเห่อการเล่นปาถุงทรายอยู่พักใหญ่ แต่พอเล่นไปเล่นมาก็พบว่าตัวเองเก่งเกินไปจนไม่มีใครในโรงเรียนสามารถสู้ได้อีกแล้ว มันก็เลยเริ่มน่าเบื่อ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะเบื่อเกม แต่ถุงทรายชิ้นนี้ก็ยังคงมีความสำคัญต่อจิตใจเธออยู่ดี
เฮ่ออวี้เสียงกวาดตามองสมบัติในหีบของน้องสาวอีกครั้ง มันมีแต่ของจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ที่ยากจะจัดให้เป็นระเบียบได้ “น่ารำคาญชะมัด”
เสี่ยวอวี้รีบยกนิ้วชี้ขึ้นมาปรามพี่ชายทันที “พี่คะ ใกล้จะปีใหม่แล้วนะคะ เราต้องพูดจาเพราะๆ กันสิคะ”
เฮ่ออวี้เสียงเหลือบมองน้องสาวด้วยสายตาเย็นชา
เด็กหญิงรีบก้มหน้างุดอย่างรู้ตัว ค่อยๆ เก็บสมบัติล้ำค่าของเธอยัดกลับเข้าไปในหีบตามเดิม แผ่นหลังเล็กๆ นั้นดูทั้งดื้อดึงและน่าสงสารในคราวเดียวกัน
เฮ่ออวี้เสียงเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาคงจะเอาชนะน้องสาวคนนี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าแล้วก็เดินหน้ามุ่ยออกจากห้องไปอย่างพ่ายแพ้
ทันทีที่แผ่นหลังของพี่ชายหายลับไปจากประตู
เสี่ยวอวี้ก็ดีดตัวขึ้นมายิ้มกว้างอย่างดีใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าไม้ตายการทำตัวน่าสงสารใช้ได้ผลกับพี่ชายเสมอ เด็กหญิงกอดหีบใบใหญ่ของเธอไว้แน่นแล้วลูบเบาๆ
“ในที่สุดฉันก็ปกป้องพวกเธอไว้ได้อีกรอบนะ เหล่าสมบัติของฉัน”
ทางด้านเฮ่ออวี้เสียงที่พ่ายแพ้ให้กับน้องสาวก็จำต้องเปลี่ยนเป้าหมาย เขาเดินหน้ามุ่ยไปหาน้าสาวที่ห้องของเธอแทน
ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการรื้อค้นเอาเศษผ้ามากมายที่เฉินชิงเก็บไว้ เฉินชิงที่เห็นหลานชายเอาผ้าไปกองรวมกันก็อดพูดไม่ได้ “ผ้านี่รวมๆ กันน่าจะแพงอยู่นะ น้าหลานก็ต้องคิดบัญชี สองหยวน! นี่ราคาสายเลือดแล้วนะ”
แต่ดูเหมือนเจ้าหลานชายตัวแสบจะไม่ได้สนใจฟัง เฮ่ออวี้เสียงมัดผ้าทั้งหมดรวมกันเป็นห่อใหญ่แล้วก็เดินแบกออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้เฉินชิงได้แต่ยืนมองตามหลัง
เฉินชิง “…” เจ้าเด็กแสบเอ๊ย!
เธอได้แต่ชูกำปั้นขึ้นมาขู่ไล่หลังเขาอย่างอารมณ์ดี เมื่อหันกลับมามองห้องที่สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ความรู้สึกตื่นเต้นตั้งตารอปีใหม่ก็เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาในใจ
คืนก่อนวันสุกดิบเป็นคืนที่ทุกคนในบ้านต่างวุ่นวาย เฉินชิงกับเฮ่อหย่วนนั่งช่วยกันเตรียมซองอั่งเปาสำหรับแจกเด็กๆ จนดึกดื่น กว่าจะได้นอนก็เกือบสว่าง
และต้องตื่นแต่เช้าตรู่ในวันถัดมา เฮ่อหย่วนรับอาสาเป็นพ่อครัวใหญ่ดูแลเรื่องอาหารทั้งหมดในวันนี้ ส่วนเฉินชิงก็รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลเจ้าแฝดทั้งสอง
“สหายเฉินครับ มีจดหมายมาส่ง” เสียงของบุรุษไปรษณีย์ดังขึ้นที่หน้าบ้าน
เธอเดินออกไปรับจดหมายมาถือไว้ในมือด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าใครกันที่ส่งจดหมายมาหาเธอในวันหยุดแบบนี้ แต่เมื่อฉีกซองออกดูและเห็นชื่อผู้ส่ง
เธอก็ถึงกับยิ้มกว้างออกมาทันที มันเป็นจดหมายจากหลินเล่ออวี่ นักออกแบบมือฉมังที่เธอตั้งตารอคอยมานาน
เนื้อหาในจดหมายแจ้งข่าวดีว่าเธอตกลงที่จะย้ายมาทำงานที่มณฑลกวางตุ้ง และจะเดินทางมาถึงในคืนวันที่สามของเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งฝากให้เฉินชิงช่วยไปรับเธอที่สถานีด้วย
แค่อ่านจบเฉินชิงก็ดีใจจนแทบจะกระโดด การมาถึงของรุ่นพี่หลินในครั้งนี้จะช่วยให้แผนกออกแบบของโรงงานเสื้อผ้ากลับมาแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน
แต่แล้วความกังวลก็แวบเข้ามาในความคิด เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าหลังจากเปิดทำการหลังปีใหม่ จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเดินทางมาที่โรงงานเพื่อวางกรอบและกำหนดระเบียบวินัยใหม่ทั้งหมด
เธอไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังจะมานั้นเป็นคนหัวก้าวหน้าหรือเป็นพวกหัวโบราณที่เคร่งครัดในกฎระเบียบ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับงานมหรกรรมการค้ากวางเจาในปีหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
เฉินชิงวางจดหมายลงอย่างแผ่วเบา พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ งานมหรกรรมการค้ากวางเจาเปรียบเสมือนการสอบไล่ประจำปีที่เธอต้องเผชิญ และมันก็ยิ่งกดดันมากขึ้นทุกๆ ปี
เพราะตอนนี้เธอไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่เธอกำลังแบกรับความเป็นอยู่ของพนักงานนับพันชีวิตไว้บนบ่า หากปีนี้โรงงานของเธอไม่สามารถหางานมาป้อนพวกเขาได้ เธอก็คงไม่ต่างอะไรจากนางมารร้ายในสายตาของทุกคน
เธอสะบัดหัวไล่ความคิดหนักๆ เหล่านั้นออกไปชั่วคราว อย่างน้อยที่สุด ในช่วงวันหยุดยาว 3 วันนี้ เธอก็ควรจะได้พักผ่อนและมีความสุขอย่างเต็มที่ “โยวโยวลูกรัก ลูกว่าช่วงปีใหม่เราควรจะผ่อนคลาย แล้วก็เล่นสนุกกันให้เต็มที่เลยดีไหมจ้ะ”
เจ้าตัวเล็กโยวโยวที่นอนมองหน้าแม่อยู่ ยกมืออวบๆ ทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันแล้วโบกไปมา เหมือนกำลังทำท่าอวยพรปีใหม่ให้ เฉินชิงเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอจึงทำท่าประสานมือคำนับตอบกลับไปให้ลูกชาย
โยวโยวตาโตด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นแม่เล่นด้วย ราวกับเจอเพื่อนที่พูดภาษาเดียวกัน เขาหัวเราะเอิ๊กอ๊ากแล้วขยับแขนขาไปมาอย่างคึกคัก เฉินชิงมองภาพนั้นแล้วก็หัวเราะตามออกมาอย่างมีความสุข
ไม่นานนัก เสี่ยวอวี้ก็โผล่เข้ามาในห้องเพื่อเล่นกับน้องๆ และทันทีที่เจ้าแฝดเห็นพี่สาว พวกเขาก็ลืมแม่ผู้ให้กำเนิดไปในบัดดล พยายามส่งเสียงเรียกให้พี่สาวมาอุ้ม
เสี่ยวอวี้เดินเข้ามานั่งยองๆ ตรงหน้าแฝดน้อย เธค่อยๆ ก้มตัวลงต่ำจนสุด แล้วก็ยืดตัวขึ้นมาให้น้องๆ เห็นหน้า
ก่อนจะก้มลงไปใหม่ ทำสลับกันแบบนี้อยู่สองสามรอบ ทำเอาเด็กน้อยทั้งสองที่ไม่เคยเจอการเล่นแบบนี้มาก่อนถึงกับตาค้าง มองพี่สาวอย่างทึ่งๆ
“สนุกไหมจ๊ะน้องๆ” เสี่ยวอวี้เอ่ยถาม
ผิงผิงส่งเสียงอ้อแอ้ตอบกลับมา พลางพยายามยื่นมือไปหาพี่สาวอยากให้อุ้ม โยวโยวก็ไม่ยอมแพ้ พยายามส่งเสียงดังกว่าเพื่อเรียกความสนใจ
เสี่ยวอวี้หัวเราะคิกคัก “ตอนนี้พี่ยังเล่นด้วยไม่ได้นะจ๊ะ พี่มีธุระต้องไปทำ แต่เดี๋ยวตอนกลางคืนนะ ตอนที่เราอยู่โต้รุ่งกัน พี่จะมาเล่นซ่อนแอบด้วย ดีไหม”
แน่นอนว่าแฝดน้อยทั้งสองไม่เข้าใจสิ่งที่พี่สาวพูด พวกเขายังคงส่งเสียงอ้อแอ้เรียกร้องหาอ้อมกอดไม่หยุด
เฉินชิงที่นั่งฟังอยู่จึงถามขึ้น “หนูมีธุระอะไรต้องไปทำเหรอจ๊ะ”
“น้าตงเฟยเขาใช้ถ่านรังผึ้งไม่เป็นน่ะสิคะ หนูเลยจะไปช่วยเขาจุดไฟให้ ไม่อย่างนั้นคืนนี้พี่เขาก็อดกินมื้ออาหารรวมญาติพอดี” เสี่ยวอวี้ตอบอย่างฉะฉาน
เธอก็รู้สึกจนปัญญาเหมือนกัน เพราะปีนี้จางตงเฟยดันโชคร้ายถูกจัดให้อยู่เวรยามในช่วงปีใหม่พอดี ทำให้เขาอดกลับไปกินข้าวกับพี่สาว ถ้าอยากจะกินอาหารร้อนๆ ก็มีแค่สองทาง
คือต้องไปขอบ้านพี่สาวกิน หรือไม่ก็ต้องทำเอง แต่เนื่องจากเขาเพิ่งมีเรื่องบาดหมางกับแม่เฒ่าฉินไปหมาดๆ เขาจึงเลือกที่จะทำกินเองให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
เขาอุตส่าห์ไปหาซื้ออุปกรณ์กับข้าวของมาเตรียมไว้ดิบดี แต่สุดท้ายก็มาตกม้าตายตรงที่ดันจุดไฟไม่เก่ง
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่ชวนเขามากินข้าวที่บ้านเราซะเลยล่ะ” เฉินชิงเสนอ
“หนูก็บอกน้าเขาแบบนั้นแล้วค่ะ แต่น้าตงเฟยบอกว่าไม่เอา เกรงใจ เขาบอกว่ามาแล้วจะทำตัวไม่ถูก”
“นั่นก็จริงของเขา” เฉินชิงพยักหน้าเข้าใจ เธอเองก็นึกถึงตัวเองในชาติก่อน ถ้าต้องไปฉลองปีใหม่ที่บ้านเพื่อนร่วมงาน เธอก็คงรู้สึกอึดอัดเกร็งๆ เหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้น หนูก็รีบไปช่วยพี่เขาจัดการให้เสร็จเถอะ พอเขาทำเสร็จ บ้านเราก็น่าจะตั้งโต๊ะทานข้าวพอดี แต่อย่าไปวิ่งเล่นซนไกลล่ะ รู้ไหม”
“รับทราบค่ะหัวหน้า” เสี่ยวอวี้ตะเบ๊ะรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไปทันที
อ่ายเจี่ยวหู่ที่ในมือมีห่อประทัดที่มัดไว้ลวกๆ วิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมา “เสี่ยวอวี้ เสี่ยวอวี้ รอด้วย เธอจะไปไหนน่ะ”
“ฉันจะไปที่สถานีรับซื้อของเก่า”
“งั้นฉันไปด้วยคนสิ” อ่ายเจี่ยวหู่ตะโกนบอก ปีนี้เป็นปีใหม่ที่เขาไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด เพราะแม่เลี้ยงใจร้ายไม่ยอมซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เขา
เขาประท้วงด้วยการร้องไห้โวยวายลั่นลานบ้านพัก แต่ผลที่ได้คือโดนพ่อตีซ้ำ แถมยังต้องรับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่มีแต่รอยปะจากญาติมาใส่แทนอีก
เขานึกถึงแม่แท้ๆ ของตัวเองขึ้นมาจับใจ ถ้าแม่ยังอยู่ ป่านนี้เขาคงได้ใส่ชุดใหม่เอี่ยมไปอวดเพื่อนแล้ว ถึงแม้ว่า... แม่จะไม่ค่อยรักเขาเท่าไหร่ แต่เขาก็ยังคิดถึงแม่อยู่ดี
ป่านนี้แม่ที่กำลังถูกดัดสันดานด้วยแรงงานจะเป็นยังไงบ้างนะ จะลำบากมากไหม ถ้าแม่ลำบาก แม่คงจะสำนึกผิดแล้ว
เขาภาวนาในใจขอให้คุณอาตำรวจเห็นใจและปล่อยแม่กลับมาเร็วๆ ข้างนอกนี้มันหนาวจะตาย แถมแม่ก็เป็นคนรักสวยรักงาม ขี้อายจะตายไป การต้องไปอยู่ในคุกแบบนั้น แม่คงจะอับอายชาวบ้านเขามากแน่ๆ
อ่ายเจี่ยวหู่คิดไปก็น้ำตาซึม เขารีบปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งตามเสี่ยวอวี้ไปติดๆ
[จบบท]