บทที่ 571: ไปกองทัพ
เสี่ยวอวี้แวะมาที่สถานีรับซื้อของเก่าเพื่อช่วยจางตงเฟยจุดเตาและอุ่นอาหาร “น้าตงเฟยคะ ปกติน้าอยู่ที่บ้านไม่ทำกับข้าวเองเหรอ”
“เปล่าหรอก... คือฉันไม่ค่อยคุ้นกับการใช้เจ้านี่เท่าไหร่ ถ่านรังผึ้งมันแพงจะตาย ฉันดันทำแตกไปหลายก้อนแล้ว เลยต้องลำบากเธอมาช่วยจัดการให้หน่อย” จางตงเฟยพูดถึงถ่านที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
ถึงแม้ว่าตอนนี้ครอบครัวของเขาจะปลดหนี้สินได้หมดแล้ว แต่เขาก็ยังคงต้องพยายามเก็บเงินต่อไป เพราะแม่ของเขามักจะเจ็บปวดที่หัวเข่าทุกครั้งที่อากาศเริ่มเย็นและชื้น พ่อของเขาก็กังวลใจเรื่องนี้มาก
พี่สาวพยายามแอบให้เงินช่วยเหลือ แต่ก็ถูกพี่เขยจับได้ จนทะเลาะกันใหญ่โต จางตงเฟยจึงคิดว่าการพึ่งพาตัวเองและเก็บเงินไปทีละน้อยน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
เสี่ยวอวี้จึงแนะนำ “น้าน่าจะลองหางานอื่นทำเสริมด้วยนะ จะหวังเก็บเงินจากการประหยัดอย่างเดียวมันไม่ทันหรอก”
ขนาดตัวเธอเองยังตาดีเจอของมีค่าจากการเก็บขยะได้เลย แต่พี่ตงเฟยกลับเอาแต่อยู่ที่สถานีรับซื้อของเก่าทุกวัน นอกจากคัดแยกขยะตามหน้าที่แล้ว ก็เอาแต่พูดคุยกับผู้คนที่ผ่านไปมา
จางตงเฟยเกาหัว “ฉันก็มีงานทำเป็นหลักแหล่งแล้วนี่นา” การมีตำแหน่งเป็นพนักงานประจำก็นับว่ามั่นคงมากพอแล้วในยุคนี้ หากเขาแอบไปทำอะไรพลาดพลั้งจนตำแหน่งงานประจำนี้หลุดมือไปจะทำยังไง
เสี่ยวอวี้ขมวดคิ้วนิดๆ “ก็ได้ ที่น้าพูดมันก็มีเหตุผลของน้าเอาเถอะ นี่ก็เย็นมากแล้ว หนูต้องรีบกลับบ้านก่อนนะคะ”
“โอเค ขอบใจมากนะที่มาช่วย” จางตงเฟยเดินออกมาส่งเด็กทั้งสองคนที่หน้าประตู
ระหว่างทางกลับบ้าน อ่ายเจี่ยวหู่ก็เอ่ยถามข้อสงสัย “ทำไมเธอต้องไปยุให้น้าตงเฟยทำงานสองอย่างด้วยล่ะ ทำสองอย่างมันเหนื่อยมากเลยนะ แถมยังเสี่ยงด้วย”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...” เสี่ยวอวี้แค่รู้สึกว่าถ้าหากใครอยากจะมีเงินเก็บเยอะๆ ก็ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น
เหมือนอย่างที่พี่ชายของเธอพยายามศึกษาเครื่องพิมพ์ดีด หรือไม่ก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนภาษาอังกฤษ แม้แต่อยู่ที่โรงเรียน เขาก็ยังใช้เวลาว่างช่วยพวกพี่ๆ พิมพ์รายงานเพื่อหารายได้พิเศษ
อ่ายเจี่ยวหู่ถามต่อ “เสี่ยวอวี้ แล้วพอเธอโตขึ้น คุณน้าของเธอจะต้องหางานให้เธอทำด้วยหรือเปล่า”
“ไม่จำเป็นเลย พอฉันโตขึ้น ฉันก็ต้องไปชนบทอยู่แล้ว”
“หา เธอเนี่ยนะจะไปชนบท ที่บ้านเธอตกลงกันแล้วเหรอ” อ่ายเจี่ยวหู่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ปกติเขาเห็นน้าเฉินชิงรักเสี่ยวอวี้มาก แต่สุดท้ายกลับจะส่งเสี่ยวอวี้ไปชนบท
เสี่ยวอวี้เหลือบมองท่าทางตื่นตูมของเพื่อน “แล้วมันแปลกตรงไหนล่ะ ฉันน่ะทำงานเกษตรเก่งจะตายไป อีกอย่าง ตามกฎแล้วทุกครอบครัวก็ต้องส่งตัวแทนไปชนบทอยู่ดี ฉันเหมาะสมที่สุดแล้ว”
“เฮ้อ” อ่ายเจี่ยวหู่ถอนหายใจ
“ถ้างั้นพอพวกเราจบมัธยมต้น ก็คงจะได้ไปชนบทพร้อมกันสินะ หวังว่าพวกเราจะถูกจัดสรรให้ไปที่เดียวกันนะ อย่างน้อยจะได้คอยดูแลกันได้”
เสี่ยวอวี้ต้องหันกลับมามองอ่ายเจี่ยวหู่อย่างจริงจัง เธอเพิ่งสังเกตว่าเขาดูผอมลงนิดหน่อย และที่น่าแปลกคือ เมื่อก่อนอ่ายเจี่ยวหู่เป็นเด็กที่คิดอะไรง่ายๆ แต่ตอนนี้กลับเริ่มคิดถึงเรื่องอนาคตเป็นแล้ว
“นายเป็นอะไรไปเหรอ”
อ่ายเจี่ยวหู่ตอบด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ฉันแอบได้ยินแม่เลี้ยงคุยกับพ่อ เธอบอกว่าจะไม่ให้ลูกสาวของเธอไปชนบท แต่จะให้ฉันไปแทนในอนาคต ยิ่งตอนนี้เธอกำลังท้อง พ่อของฉันก็เลยตามใจเธอทุกอย่าง ท่านก็เลยรับปากตกลงกับแม่เลี้ยงไปแล้วว่าจะส่งฉันไป”
เสี่ยวอวี้รู้สึกเห็นใจเพื่อน “ไม่เป็นไรหรอกน่า ถ้าเผื่อนายต้องไปจริงๆ แล้วเกิดทำงานหนักไม่ไหวขึ้นมา ฉันจะคอยช่วยนายเอง”
อ่ายเจี่ยวหู่ซึ่งอายุมากกว่าเสี่ยวอวี้ 4 ปี ส่ายหน้า เขายังไม่ถึงขั้นต้องไปพึ่งพาแรงงานจากน้องสาววัย 7 ขวบหรอก “ช่างมันเถอะ ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว ฉันก็จะรีบกลับบ้านไปกินมื้อค่ำวันสิ้นปีเหมือนกัน”
“โอเค งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ” เสี่ยวอวี้โบกมือลาเพื่อน แล้วรีบวิ่งกลับเข้าบ้าน
“คุณน้าคะ หนูกลับมาแล้วค่ะ”
“กลับมาได้จังหวะพอดีเลย ตอนนี้น้องๆ ของหนูกำลังหลับ มามะ น้าจะพาหนูไปอาบน้ำก่อน” แม้ปกติเฉินชิงจะปล่อยให้เสี่ยวอวี้อาบน้ำเอง แต่เมื่อถึงวันปีใหม่ เธอก็อยากดูแลให้หลานสาวสะอาดเป็นพิเศษ
เสี่ยวอวี้จึงถูกคุณน้าลากตัวไปขัดถูจนหอมฟุ้ง ก่อนจะได้สวมชุดกีฬาหสีแดงสดที่เธออยากได้มานาน ด้านในชุดกีฬายังมีสเวตเตอร์ขนแกะเนื้อบาง และเสื้อแขนยาวซ้อนไว้อีกชั้น แม้จะเป็นเสื้อผ้าเนื้อบาง 3 ชั้น แต่ก็เพียงพอสำหรับอากาศในช่วงปีใหม่แล้ว
“หนูจะใส่ชุดนี้ขึ้นแสดงให้ทุกคนดูเลย แล้วจะบอกพวกชาวบ้านด้วยว่า นี่คือเสื้อผ้าจากโรงงานเสื้อผ้ากีฬาเซิ่งเซี่ย” เสี่ยวอวี้ประกาศอย่างอารมณ์ดี พลางหมุนตัวโชว์ชุดใหม่
เฉินชิงมองแล้วก็ยิ้มขำ เธอเดินไปหยิบตลับครีมไข่มุกมาแต้ม 5 จุดเล็กๆ ลงบนใบหน้าเนียนของหลานสาว ก่อนจะใช้นิ้วลูบไล้เกลี่ยครีมอย่างแผ่วเบา
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ต้องขอบคุณสหายเสี่ยวอวี้ตัวน้อยของเราแล้วล่ะ ที่ช่วยน้าโฆษณาให้ด้วยนะ”
เสี่ยวอวี้เม้มปากยิ้มอย่างเขินอาย แก้มทั้งสองข้างของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ ดูราวกับผลแอปเปิ้ลสีชมพู เฉินชิงยิ้มจนตาโค้ง เธอช่วยจัดทรงผมให้หลานสาวอีกเล็กน้อย แล้วจึงติดกิ๊บหนีบผมให้ ดูเป็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส
เมื่อเสี่ยวอวี้แต่งตัวเสร็จ เธอก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยยกอาหารออกมาจัดโต๊ะ มื้อเย็นวันสิ้นปีค่ำคืนนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกับข้าว 7 อย่าง และน้ำแกงอีก 1 ถ้วยใหญ่ จัดวางจนเต็มโต๊ะกลมกลางบ้าน
หัวหน้าพ่อครัวยังคงเป็นเฮ่อหย่วน โดยมีเฮ่ออวี้เสียงรับหน้าที่เป็นลูกมือ สองอาหลานทำงานเข้าขากันดี ทำให้ใช้เวลาไม่นาน อาหารทั้งหมดก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟจนครบ
เฉินชิงมองอาหารที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ก่อนจะเริ่มตักน้ำแกงร้อนๆ แจกจ่ายให้ทุกคนก่อน เฮ่อหย่วนกำลังจะยื่นมือไปรับชามซุปเพื่อส่งให้เสี่ยวอวี้
แต่เสียงร้องไห้ของลูกแฝดก็ดังแว่วออกมาจากในห้องนอนเสียก่อน เขาจึงรีบลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปอุ้มลูกๆ ออกมาตามสัญชาตญาณ
เฉินชิงจึงยื่นชามซุปไก่ไปวางลงตรงหน้าของเสี่ยวอวี้แทน “นี่เป็นซุปไก่แก่ที่อาเขาตุ๋นไว้หลายชั่วโมงเลยนะ มันยังร้อนอยู่ ก่อนดื่มก็เป่าให้เย็นหน่อยล่ะ เดี๋ยวจะลวกลิ้นเอา”
“รับทราบค่ะ” เสี่ยวอวี้รับคำแข็งขัน ก่อนจะเริ่มก้มลงเป่าซุป แล้วค่อยๆ ซดอย่างระมัดระวัง เฮ่ออวี้เสียงเองก็รับชามซุปไก่ของตัวเองมา แล้วค่อยๆ ละเลียดดื่มช้าๆ
เฉินชิงตักน้ำแกงส่วนของตัวเองและของเฮ่อหย่วนเตรียมไว้ จากนั้นเธอก็เดินตามเข้าไปช่วยเฮ่อหย่วนย้ายเตียงเด็ก ทั้งสองคนช่วยกันยกเตียงเด็กออกมาวางไว้กลางห้องโถง เพื่อให้เจ้าตัวเล็กทั้งสองคนได้ยินเสียงพูดคุยรอบข้าง และรู้สึกปลอดภัย
เสี่ยวอวี้ที่กำลังเอร็ดอร่อยกับซุปไก่ หันมาถาม “คุณน้าคะ แล้วพรุ่งนี้เช้าพวกเราจะไปเที่ยวที่ไหนกันเหรอ”
“อาของหนูบอกว่า พรุ่งนี้เขาจะพาพวกเธอไปเยี่ยมชมที่กองทัพน่ะสิ จะได้ไปดูเครื่องบินของจริง ไปดูรถถังด้วย ตื่นเต้นไหมจ๊ะ” เฉินชิงแกล้งเชิดคางขึ้น เมื่อเห็นแววตาที่ลุกวาวของเด็กๆ เธอก็ยิ้ม
“จะบอกให้นะ น้าเองก็ตั้งตารอเหมือนกัน”
ความจริงแล้ว เฮ่อหย่วนไปกองทัพในนามของการเข้าไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ซึ่งนั่นก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะสามารถพาเด็กทั้งสองคนไปเปิดหูเปิดตาดูสิ่งของที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนได้
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับ “ผมก็ตั้งตารอครับ”
เสี่ยวอวี้รีบยกมือขึ้นสูง “หนูก็เหมือนกันค่ะ ตื่นเต้นที่สุดเลย”
ในบรรดาอาชีพทั้งหมด อาชีพที่เธอชื่นชมมากที่สุดก็คือทหาร การที่พรุ่งนี้จะได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในค่ายทหารจริงๆ แค่คิดเสี่ยวอวี้ก็มีความสุขจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่แล้ว
เฮ่ออวี้เสียงถามรายละเอียด “แล้วเราจะนั่งรถโดยสารประจำทางไปกันเหรอครับ”
เฮ่อหย่วนตอบกลับมา “เราจะนั่งรถโดยสารไปลงที่จุดที่นัดกันไว้ จากนั้นก็จะมีคนขับรถมารับพวกเราต่อไป”
เฮ่ออวี้เสียงพยักหน้ารับอย่างพยายามรักษามาดขรึม แต่ดวงตาเรียวยาวที่ปกติมักจะดูเรียบเฉยก็กลับทอประกายสว่างไสวขึ้นมา เขายกมุมปากเป็นรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะแกล้งทำเสียงเข้ม แล้วคีบขาไก่ชิ้นโตไปวางในชามของน้องสาว
“กินเข้าไปเยอะๆ เลย”
เสี่ยวอวี้ที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มป่อง หันไปมองพี่ชายด้วยความงุนงง ดวงตาคู่โตของเธอกะพริบปริบๆ อย่างใสซื่อ
เฮ่ออวี้เสียงอธิบายต่อ “ก็กินเข้าไปเยอะๆ นั่นแหละ เติมพลังไว้ เผื่อว่าพรุ่งนี้ไปถึงที่นั่นแล้วมีคนอยากดูเธอแสดงวรยุทธ์ขึ้นมาล่ะ”
เสี่ยวอวี้ได้ยินแบบนั้นก็คิดตาม เออ จริงด้วย เธอก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารในชามของตัวเองต่อทันทีอย่างขะมักเขม้น เธอจะต้องกินให้อิ่ม จะได้มีแรงเยอะๆ ไว้โชว์
หลังจากเด็กทั้งสองคนจัดการมื้อค่ำจนอิ่มแล้ว พวกเขาก็รีบหยิบประทัดที่เตรียมไว้ออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ข้างนอกทันที ปกติเฮ่ออวี้เสียงไม่ใช่เด็กที่ชอบความวุ่นวาย แต่ดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ เขาจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เสียงประทัดดังเปรี๊ยะปร๊ะ ประกายไฟดวงเล็กๆ ที่สว่างวาบขึ้นในความมืดมิด แม้จะเป็นเพียงแสงสว่างชั่ววูบ แต่มันก็ช่างเจิดจ้า และนำพาความสุขมาสู่หัวใจของเด็กๆ
“พี่เสียงสุดหล่อ ได้โปรดเถอะนะ แบ่งประทัดลูกข่างให้ฉันเล่นหน่อยได้ไหม” อ่ายเจี่ยวหู่โผล่มาจากไหนไม่รู้ เขาวิ่งเข้ามาพนมมือไหว้ปลกๆ
เฮ่ออวี้เสียงส่ายหัวอย่างระอา เพียงเพื่อประทัดลูกข่าง อ่ายเจี่ยวหู่ก็กล้าเอ่ยปากเรียกเขาด้วยคำแปลกๆ ได้ทุกอย่าง เขาจึงหยิบประทัดลูกข่างขึ้นมาหนึ่งกำใหญ่ แล้วยัดใส่มือของอ่ายเจี่ยวหู่
“อ่ะ เอาไป มีให้แค่นี้แหละ”
“โอ้โห เฮ่ออวี้เสียง นายนี่มันคนดีจริงๆ” อ่ายเจี่ยวหู่ตาโต เขารีบตะโกนเรียกเหล่าสมุนของเขาให้มารวมตัวกันเล่นประทัดที่เพิ่งได้มาใหม่ทันที
เฮ่ออวี้เสียงรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับเทพกุมารโปรยทรัพย์ ที่ต้องคอยแจกจ่ายประทัดให้กับเด็กคนนั้นคนนี้ไม่หยุด
หลังจากที่พวกเขาจุดประทัดในมือจนหมดเกลี้ยง สองพี่น้องก็พากันเดินกลับเข้าบ้าน
ในค่ำคืนวันสิ้นปีนี้ ทั้งเฮ่ออวี้เสียงและเสี่ยวอวี้ต่างก็วางแผนกันว่าจะอยู่เฝ้ารอข้ามปีใหม่ไปด้วยกัน แต่ร่างกายของเด็กน้อยทั้งสองต้านทานความง่วงไม่ไหว
ทั้งคู่พยายามฝืนนั่งเฝ้ารอจนศีรษะเริ่มผงกขึ้นลง ในที่สุด ทั้งสองคนก็เผลอฟุบหลับไปตอน 4 ทุ่มกว่าๆ
เฮ่อหย่วนและเฉินชิงสบตากันแล้วก็ยิ้มออกมา ทั้งสองคนต่างช้อนอุ้มเด็กทั้งสองคนขึ้นมาแนบอก แล้วค่อยๆ พากลับไปส่งนอนในห้องนอนของพวกเขา
หลังจากส่งเด็กๆ เข้านอนเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็พากันออกมานั่งเงียบๆ ที่เก้าอี้ยาวบริเวณลานหน้าบ้าน เพื่อเฝ้ารอเวลาข้ามปีด้วยกัน
ท้องฟ้าในคืนวันสิ้นปีนั้นมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวเล็กๆ ทั้งสองคนจึงขยับตัวเข้ามานั่งเบียดชิดกัน แบ่งปันไออุ่นให้แก่กัน พลางเฝ้ารอวินาทีที่ปีใหม่จะมาเยือนอย่างเงียบสงบ
[จบบท]