บทที่ 572: ต้อนรับปีใหม่
เช้าวันแรกของปีใหม่ ทั้งครอบครัวจึงแต่งกายพร้อมออกเดินทาง พวกเขามุ่งหน้าไปยังป้ายรถโดยสารประจำทางด้วยกัน
หลังจากที่ทุกคนขึ้นไปนั่งบนรถบัสแล้ว เสี่ยวอวี้ก็เก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ หนูน้อยเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้วถามคุณอาของเธอไม่หยุด
“คุณอาคะ ที่นั่นมีคุณอาทหาร PLA ไหมคะ”
“แล้วเครื่องบินลำใหญ่แค่ไหนเหรอคะ”
“รถถังจะระเบิดหนูไหม”
เฮ่อหย่วนต้องตอบคำถามเหล่านั้นด้วยความอดทน
“มีสิ หนูจะได้เห็นพวกเขาด้วยตาตัวเองเลย เครื่องบินลำใหญ่มาก ส่วนรถถังน่ะ ไม่มีวันระเบิดหนูแน่นอน”
“โอ้โห งั้นก็ดีเลยค่ะ หนูเคยเห็นรูปเครื่องบินกับรถถังในหนังสือเรียนด้วย มันดูน่าเกรงขามมากๆ เลย”
แววตาของเสี่ยวอวี้เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เฮ่ออวี้เสียงถามขึ้น
“เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด หรือเครื่องบินโดยสารครับ”
เฮ่อหย่วนตอบสั้นๆ
“เครื่องบินทิ้งระเบิด”
เฮ่อหย่วนเป็นเหมือนหนังสือตอบคำถามเคลื่อนที่สำหรับเด็กทั้งสอง เขาต้องคอยตอบคำถามสารพัดที่ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
ส่วนเฉินชิงเองก็อยากจะเห็นยุทโธปกรณ์ทางทหารเช่นกัน เธออยากรู้ว่ารถถังและเครื่องบิน จะมีความแตกต่างจากเทคโนโลยีในอีก 50 ปีข้างหน้ามากน้อยเพียงใด
เมื่อพวกเขาเดินทางมาเกือบจะถึงเขตของหน่วยทหาร ก็มีพลทหารคนสนิทของผู้บัญชาการการเมืองหลี่มารอรับอยู่ก่อนแล้ว ระหว่างที่เดินนำทางเข้าไป พลทหารคนสนิทก็ได้พูดคุยทักทายกับเฮ่อหย่วน
“วันนี้ผู้พันฟู่ก็มาด้วยนะครับ ท่านผู้บัญชาการการเมืองหลี่เลยบอกว่า ในเมื่อพวกคุณรู้จักกันดีอยู่แล้ว ก็จะได้ทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาไปเลย”
เฮ่อหย่วนทวนคำ
“ฟู่อันหัวน่ะเหรอ”
“ใช่ครับ เขาพาลูกชายมาด้วย คุณอาจจะยังไม่ทราบเรื่องเท่าไหร่ คือ...ลูกสะใภ้คนโตของท่านผู้บัญชาการการเมืองหลี่ ก็คือน้องสาวของผู้พันฟู่นั่นแหละครับ”
“อ้อ เรื่องนั้นผมไม่ยักรู้มาก่อน”
“คือผู้พันฟู่เขาไม่เห็นด้วยที่น้องสาวจะแต่งงานกับลูกชายคนโตของท่านผู้บัญชาการการเมืองหลี่ครับ ทั้งสองฝ่ายเคยมีเรื่องบาดหมางกันใหญ่โตมาก่อน ครั้งนี้เขามา ก็อาจจะมีการโต้เถียงกันอีก เพราะฉะนั้น…”
พลทหารคนสนิทเว้นช่วงไว้ เพียงเท่านั้นเฮ่อหย่วนก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาคุยกับผู้บัญชาการการเมืองหลี่ อีกฝ่ายได้ยินว่าเด็กๆ ที่บ้านสนใจเครื่องบินกับรถถังมาก
จึงได้เอ่ยปากชวนครอบครัวเขาให้มาเที่ยวที่บ้าน เพื่อให้เด็กๆ ได้ดูของจริง ตอนนั้นเขาก็เดาได้ว่าท่านผู้บัญชาการการเมืองหลี่คงมีเรื่องอยากให้ช่วย แต่เขาดันนึกว่าเป็นเรื่องงาน ไม่คาดคิดเลยว่ามันจะเป็นเรื่องส่วนตัว
เฮ่อหย่วนจึงตอบกลับไป
“แต่ผมกับฟู่อันหัวไม่ได้สนิทกัน”
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมีเพียงแค่การติดต่อประสานงานกันเท่านั้น และหลานๆ ของพวกเขาก็รู้จักกัน
พลทหารคนสนิทรีบกล่าว
“ไม่เป็นไรครับ แค่คุณมาด้วยก็พอแล้ว”
แค่สหายเฮ่อหย่วนปรากฏตัวที่บ้าน อย่างน้อยๆ ผู้พันฟู่ก็คงไม่กล้าถึงขั้นพังบ้านของผู้บัญชาการการเมืองหลี่ เพราะย้อนกลับไปตอนที่น้องสาวของผู้พันฟู่แต่งเข้ามาใหม่ๆ สองครอบครัวนี้เกือบจะเปิดศึกยิงกันจริงๆ มาแล้ว
ครอบครัวของเฉินชิงเดินทางมาถึงบ้านพักของผู้บัญชาการการเมืองหลี่ด้วยความรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เมื่อมาถึง ผู้บัญชาการการเมืองหลี่ก็ลุกขึ้นมาต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง
“อ้าว มากันแล้วเหรอ โอ้โห เด็กๆ พวกนี้น่ารักน่าเอ็นดูกันจริงๆ”
คุณนายหลี่ก็เดินออกมารับรองสองสามีภรรยาด้วยรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้า
“มาเที่ยวก็มาสิ ทำไมยังต้องหอบของฝากอะไรมาด้วยล่ะ”
เฉินชิงส่งยิ้ม
“อันนี้เป็นไส้กรอกตากแห้งที่พวกเราทำกันเองค่ะ อยากให้คุณป้าได้ลองชิมดู”
นับตั้งแต่ปีที่แล้ว เมนูนี้ก็กลายเป็นของประจำบ้านไปโดยปริยาย
คุณนายหลี่แสดงความประหลาดใจ
“จริงเหรอ พวกเธอสองคนมีฝีมือทำของแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย งั้นป้าขอบคุณมากนะจ๊ะ”
เธอรับของมาโดยไม่ได้มีท่าทีเกรงใจ ก่อนจะผายมือเชิญให้ทุกคนเข้ามาด้านใน เธอนึกดีใจอยู่เงียบๆ ที่ครอบครัวนี้มาก่อนเวลา ไม่อย่างนั้นคงโกลาหลมากกว่านี้แน่
“สหายเฮ่อหย่วน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
หลี่เจี้ยนปิงทักทายเฮ่อหย่วนอย่างกระฉับกระเฉง พร้อมกับยื่นมือไปจับ หลี่เจี้ยนปิงสูงเพียง 170 เซนติเมตร ทำให้เขาดูเตี้ยกว่าเฮ่อหย่วนไปถนัดตา
แต่รูปร่างของเขากลับหนาและใหญ่กว่าเฮ่อหย่วนถึงสองหรือสามเท่า เรียกได้ว่าร่างกายบึกบึนกำยำสมเป็นทหาร
เฉินชิงถึงกับลอบมองแผ่นไหล่ที่กว้างเป็นพิเศษของเขา แล้วนึกสงสัยว่า คนที่ตัวหนาขนาดนี้เวลานอนตอนกลางคืน เขาจะสามารถนอนตะแคงได้หรือเปล่า
เฮ่อหย่วนจับมือตอบ
“ครับ ไม่ได้เจอกันนาน”
“เฮ้ นี่มันวันแรกของปีใหม่นะ คุณทำตัวให้มันสดใสร่าเริงหน่อยสิ”
หลี่เจี้ยนปิงใช้มือตบลงบนไหล่ของเฮ่อหย่วน
“ผมได้ลองขับเฮลิคอปเตอร์ที่คุณปรับปรุงให้แล้วนะ รู้สึกได้เลยว่ามันเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ เมื่อก่อนผมดันคิดว่าคุณเป็นแค่พวกไอ้หน้าขาว ไม่นึกเลยว่าคุณจะมีความสามารถขนาดนี้”
“แค่กๆๆๆๆ…”
เสียงไออย่างรุนแรงดังมาจากผู้บัญชาการการเมืองหลี่ เขาแทบจะไอจนตัวโยน ลูกชายคนนี้มันจะหัดพูดอะไรที่มันเข้าหูคนอื่นบ้างไม่ได้หรือยังไง แต่หลี่เจี้ยนปิงกลับหันไปมองพ่อด้วยความเป็นห่วง
“อ้าว พ่อ เป็นอะไรไปครับ ไอเหรอ จะให้ผมไปชงน้ำเกลือมาให้จิบแก้ระคายคอไหมครับ”
“ไม่ต้อง!”
ผู้บัญชาการการเมืองหลี่ตวาดกลับไปพลางทำหน้าบึ้ง
เฉินชิงเลือกที่จะขยับไปนั่งลงข้างๆ ฟู่อันฮุ่ย สตรีที่ดูบอบบาง เธอมอบยิ้มบางๆ ที่เป็นมิตรให้
“สวัสดีค่ะ สหายฟู่ ฉันชื่อเฉินชิงนะคะ”
ฟู่อันฮุ่ยเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล ร่างกายยังคงดูอ่อนเพลีย แต่เธอก็ยังพยายามฝืนยิ้มและทักทายเฉินชิงกลับ
“สหายเฉินชิง สวัสดีค่ะ ฉันเคยอ่านบทความของคุณหลายชิ้นเลยค่ะ คุณเป็นสหายหญิงที่มีความสามารถมากจริงๆ ค่ะ”
“ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ”
เฉินชิงหัวเราะเบาๆ
ในระหว่างนั้น คุณนายหลี่ก็กำลังชงชาและรินชาต้อนรับแขก ทว่า ทั้งครอบครัวเพิ่งจะนั่งลงจิบชาได้เพียงครู่เดียว ฟู่อันหัวก็บุกพรวดพราดเข้ามาในบ้าน
“หลี่เจี้ยนปิง! ไอ้ชาติหมา…”
เสียงตะโกนด่าหยุดกึกกลางคัน เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับเสี่ยวอวี้ที่กำลังยืนกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย พลันเขาก็เหลือบไปเห็นเฉินชิงและเฮ่อหย่วน
เขาก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ครอบครัวนี้มันไปตามกำลังเสริมมาช่วยนี่เอง! ใบหน้าของฟู่อันหัวแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม
ในขณะเดียวกัน ฟู่ซูเยี่ยนที่มากับพ่อก็วิ่งปรี่เข้าไปหาเสี่ยวอวี้ด้วยความตื่นเต้น
“เสี่ยวอวี้ สวัสดีปีใหม่นะ! เดิมทีฉันคิดว่าวันที่สองหรือสามจะแวะไปหาเธอ ไม่นึกเลยว่าเราจะได้เจอกันตั้งแต่วันแรกเลย”
เสี่ยวอวี้กล่าวสวัสดีปีใหม่กลับไป ก่อนจะรีบลดเสียงลงเป็นกระซิบ
“นี่ ทำไมพ่อของพี่ต้องตะโกนด่าคนด้วยล่ะ”
ฟู่ซูเยี่ยนเองก็กระซิบกลับ
“ก็เพราะว่าคุณอาเขยของฉันน่ะสิ เขาทำให้คุณอาของฉันป่วย พ่อก็เลยโกรธแทน ต้องมาช่วยคุณอาจัดการเอาคืนน่ะสิ”
เสี่ยวอวี้ได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง
“หา! ใครกล้ามาแกล้งคุณอาของพี่!”
ฟู่ซูเยี่ยนชี้ตรงไปยังหลี่เจี้ยนปิง เสี่ยวอวี้หันไปจ้องเขม็งใส่ชายร่างยักษ์ แล้วหันกลับไปมองคุณอาฟู่อันฮุ่ยที่ดูบอบบางน่าสงสาร ก่อนจะหันกลับไปตวาด
“นี่คุณคะ! คุณกล้าแกล้งคนอื่นได้ยังไงคะ!”
ปกติแล้วหลี่เจี้ยนปิงที่โดนพี่เขยด่า เขายังสามารถตะโกนเถียงกลับไปได้ ถ้าเถียงกันจนเหนื่อยแล้ว อย่างมากก็แค่แลกหมัดกันสักตั้ง แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับเด็กน้อยน่ารัก เขาก็ถึงกับไปไม่เป็น ทำได้เพียงยกมือขึ้นเกาหัวตัวเอง
“เอ่อ...ฉันเปล่านะ…”
ฟู่อันฮุ่ยที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวอวี้จ๊ะ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ เขาไม่ได้แกล้งอาเลย เป็นเพราะร่างกายของอาอ่อนแอเกินไปเองต่างหากจ้ะ”
ความคิดที่จะผดุงความยุติธรรมของเสี่ยวอวี้พลันหายไป
“อ้าว จริงเหรอคะ แล้ว...ทำไมคุณอาถึงป่วยล่ะคะ”
ฟู่อันฮุ่ยฝืนยิ้มขมขื่น
“คือ...ลูกของอาน่ะ...เขาไม่อยู่แล้ว... อาก็เลยเสียใจมาก ร่างกายมันก็เลยไม่ค่อยดี พักหลังๆ ก็เลยต้องไปโรงพยาบาลจ้ะ”
ฟู่อันหัวที่ยืนฟังอยู่ทนไม่ไหว
“มันก็ไม่ใช่เพราะว่าเธออยู่ที่นี่แล้วต้องเจอแต่เรื่องอัดอั้นตันใจตลอดหรือไง”
“พี่เตือนเธอแล้วใช่ไหม ว่าถ้าเธอแต่งงานมาไกลขนาดนี้ มันก็เหมือนน้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้ ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก แล้วดูผู้ชายที่เธอเลือกสิ ไอ้ผู้ชายคนนี้มันไม่มีสมองเลย!”
หลี่เจี้ยนปิงไม่ยอม ตะโกนสวนกลับ
“แกกล้าด่าใครว่าไม่มีสมองหา! อย่ามาทำตัวเกินไปหน่อยเลย อย่าคิดว่าตอนนี้ที่บ้านมีเด็กๆ อยู่ แล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรแกนะ!”
บรรยากาศภายในบ้านเริ่มตึงเครียด สงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายปะทุขึ้นพร้อมระเบิด
“แงๆๆๆ…”
เสียงร้องไห้จ้าของผิงผิงดังแทรกขึ้นมา
เสี่ยวอวี้ชักจะเริ่มโกรธ
“ถ้าพวกคุณอยากทะเลาะกันนัก ก็เชิญออกไปทะเลาะกันข้างนอกสิคะ อย่ามารบกวนเด็กๆ”
ผู้บัญชาการการเมืองหลี่พยักหน้าสนับสนุน
“นั่นสิ นี่มันวันแรกของปีใหม่นะ พวกแกจะมาทำให้เด็กๆ ตกใจกลัวได้ยังไง โดยเฉพาะพวกแกสองคนที่เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ถ้าเกิดไปทำให้เด็กเขาฝันร้าย เขาร้องไห้ไม่หยุด ฉันจะไปคิดบัญชีกับพวกแก”
ฟู่อันหัว “...”
คนที่นี่ทั้งหมดมันจงใจรุมเขา! ฟู่อันหัวหันไปมองสภาพของน้องสาวที่ผอมลงไปมาก เขาก็นึกทั้งเกลียดทั้งโมโหที่น้องสาวของตัวเองไม่รักดี น้องสาวของเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ไม่ว่าจะเป็นดนตรี วาดภาพ หรือศิลปะ เธอก็ทำได้ดีทุกอย่าง
เป็นคุณหนูในห้องหอโดยแท้ แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้มาแต่งงานกับผู้ชายสมองกลวงแบบนี้ แถมยังกล้าแข็งข้อกับเขาเพื่อผู้ชายคนนี้อีก!
ฟู่อันหัวย้ายตัวเองไปนั่งลงข้างเฮ่อหย่วน ก่อนจะพูดออกมาอย่างหัวเสีย
“คุณมาเข้าข้างพวกเขาทำไมกัน ช่างเถอะ คุณไม่มีน้องสาว พูดไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก”
“เฮ่ออวี้เสียง เธอมานี่สิ เธอลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งเสี่ยวอวี้ไปแต่งงานกับผู้ชายสมองทึบ แล้วยังแต่งไปไกลบ้านอีก เธอจะรู้สึกยังไง”
[จบบท]