บทที่ 576: แขกผู้มาเยือน
ทันทีที่เฉินชิงก้าวเข้าสู่ห้องทำงาน เธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ต่างไปจากปกติ เว่ยเจี้ยนผิงกำลังยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มของเขาดูจะกว้างเป็นพิเศษจนแทบจะฉีกไปถึงใบหู
เขากำลังโค้งตัวรับรองผู้นำสองท่านที่มาเยือนด้วยท่าทีที่กระตือรือร้นออกนอกหน้า เสียงหวานหูที่เต็มไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอลอยเข้าหูเธอไม่ขาดสาย ราวกับว่าเขากำลังพยายามอย่างหนักให้ทุกคนในที่นั้นได้รับรู้ถึงความทุ่มเทในการเอาใจใส่ของเขา
ผู้นำทั้งสองท่านนั้นสวมชุดจงซานอันเป็นเอกลักษณ์ พวกเขาคือเจ้าหน้าที่จากทีมสืบสวนเฉพาะกิจที่ถูกส่งตรงมาเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย โดยมีภารกิจในการค้นหาการทุจริต การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
เฉินชิงเป็นคนประเภทที่เดินตรง นั่งตรง ทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เธอจึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลใจ หญิงสาวเดินตรงเข้าไปทักทายพวกเขาด้วยท่าทีที่เปิดเผยและมั่นใจ
"หัวหน้าทีมโจว สหายหลี่ สวัสดีค่ะ ฉันเฉินชิง เป็นผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าเซิ่งเซี่ยค่ะ"
สหายชายวัยราวห้าสิบปีผู้มีนามว่าโจวหมินอันนั่งเป็นประธานอยู่ เขาคือหัวหน้าทีมโจวผู้มาเยือน
ร่างของเขาอยู่ในชุดจงซานสีเข้มเก่าที่ผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วนจนสีซีดจาง แต่กระดุมทุกเม็ดยังคงถูกติดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ใบหน้าของเขานิ่งเรียบปราศจากอารมณ์ใดๆ มีเพียงสายตาที่แหลมคมซึ่งกวาดมองไปทั่วห้อง ประหนึ่งว่ามันสามารถเจาะทะลวงเข้าไปถึงความคิดในใจของทุกคนได้ โจวหมินอันจึงแนะนำตัวเอง
"สหายเฉินชิง สวัสดี ผมคือหัวหน้าทีมสืบสวน โจวหมินอัน"
ข้างกายเขาคือสหายอีกคนที่ดูอ่อนวัยกว่าอย่างเห็นได้ชัด อายุคงราวๆ 35-36 ปี เขาสวมแว่นตา มือหนึ่งถือสมุดบันทึก ส่วนอีกมือหนีบกระเป๋าเอกสารไว้แน่น ท่าทีของเขาดูผ่อนคลายและสงบกว่ามาก
"ผู้จัดการเฉิน สวัสดีครับ ผมคือหลี่เหอผิง"
เมื่อการแนะนำตัวของทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้น เฉินชิงก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เธอหันไปสั่งการอู๋ฉางเจียงให้ไปตามคณะผู้บริหารทั้งหมดของโรงงานมารวมตัวกันที่ห้องประชุมโดยด่วน เพื่อเริ่มการประชุมใหญ่อย่างเป็นทางการ
เฉินชิงลอบสังเกตแขกทั้งสองเงียบๆ พลางคิดในใจว่าคนเหล่านี้ช่างทุ่มเทให้กับงานของพวกเขาจริงๆ โรงงานเสื้อผ้าเซิ่งเซี่ยกำลังจะได้รับเงินสนับสนุนก้อนโตหลังจากเปิดปีใหม่
และนั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องรีบร้อนเดินทางมาถึงมณฑลกวางตุ้งตั้งแต่วันส่งท้ายปีเก่า เพียงเพื่อที่จะได้เริ่มต้นการตรวจสอบทันทีที่โรงงานเริ่มกลับมาทำงานวันแรก
ไม่นานนัก ห้องประชุมก็เริ่มเต็มไปด้วยผู้บริหารที่ทยอยกันเข้ามา เว่ยเจี้ยนผิงรีบทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี
เขาลุกขึ้นเชื้อเชิญให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองท่านไปนั่งยังตำแหน่งหัวโต๊ะ ซึ่งเป็นตำแหน่งประธานการประชุมโดยธรรมชาติ การกระทำนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่มีใครคิดจะคัดค้านอยู่แล้ว
เฉินชิงเพียงปรายตามองเหตุการณ์ตรงหน้าแวบหนึ่งโดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เธอเลือกนั่งในตำแหน่งถัดลงมาทางด้านซ้ายมืออย่างเงียบๆ
ส่วนคนอื่นๆ ก็นั่งในตำแหน่งที่ลดหลั่นกันไป โชคยังดีที่คณะผู้บริหารของโรงงานยังมีไม่มากนัก ไม่อย่างนั้นคงมีบางคนที่ต้องยืนประชุมเพราะที่นั่งไม่พอ
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มหนักอึ้งขึ้นทีละน้อย ทุกคนต่างนั่งตัวตรง รู้สึกถึงความตึงเครียดที่ลอยอยู่ในอากาศ
โจวหมินอันไม่เสียเวลาอารัมภบท เขาเปิดฉากการประชุมด้วยน้ำเสียงที่เรียบสนิท แม้จะไม่ดังแต่ก็เต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเกรงขาม
"สหายเฉินชิง การมาของเราในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงภายในโรงงานของคุณ” “ตามรายงานที่เราได้รับมาจากมวลชน เริ่มจากคำถามแรก แผนการผลิตของโรงงานคุณ ดำเนินการตามตัวชี้วัดที่กรมอุตสาหกรรมเบาระดับใดสั่งการลงมา"
เฉินชิงวางมือทั้งสองประสานกันบนโต๊ะประชุมด้วยท่าทีสบายๆ เธอสบตากับเขาและตอบอย่างฉะฉาน
"รายงานหัวหน้าทีมโจว โรงงานของเราเป็นกิจการในรูปแบบSMEs ค่ะ”
“จุดเริ่มต้นของเราคือการก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อสำหรับส่งออกในงานมหรกรรมการค้ากวางเจา ดังนั้นแผนการผลิตของเราจึงยึดตามสัญญาที่ลูกค้าต่างชาติได้ทำไว้กับทางบริษัทการค้าต่างประเทศเป็นหลักค่ะ"
"นั่นหมายความว่า โรงงานของคุณไม่ได้อยู่ภายใต้แผนการผลิตแบบรวมศูนย์ของทางรัฐบาลกลางหรือของท้องถิ่น อย่างนั้นใช่ไหม"
โจวหมินอันถามย้ำ ปลายปากกาในมือเขาเคาะลงบนแผ่นกระดาษเบาๆ เป็นจังหวะ ติ๊ก ติ๊ก
เฉินชิงพยักหน้ายอมรับ
"ใช่ค่ะ แต่ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเรามีไว้เพื่อการส่งออกเท่านั้น เป้าหมายคือการหาเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ”
“วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตก็จัดซื้อด้วยเงินตราต่างประเทศซึ่งอยู่นอกโควตาของแผนจัดสรรทรัพยากร ดังนั้นจึงไม่ถือเป็นการเบียดเบียนทรัพยากรในแผนหลักของประเทศค่ะ"
"เงินตราต่างประเทศ!" โจวหมินอันทวนคำนี้เสียงหนัก
"นั่นคือประเด็นที่สองที่เราต้องการรู้ เงินตราต่างประเทศที่พวกคุณหามาได้ทั้งหมด ถูกนำส่งเข้าคลังครบถ้วนและตรงตามกำหนดเวลาไหม แล้วในส่วนที่โรงงานได้รับอนุญาตให้เก็บไว้ ถูกนำไปใช้จ่ายในเรื่องใดบ้าง”
“มีบัญชีแจกแจงรายละเอียดที่ชัดเจนไหม มีการแอบนำเงินส่วนนี้ไปจัดซื้ออุปกรณ์หรือสินค้าตัวอย่างใดๆ ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติหรือเปล่า"
คำถามเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่เฉินชิงไม่ต่างอะไรกับกระสุนปืนที่ยิงออกมาไม่หยุด ทุกประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมาล้วนแต่จี้เข้าไปยังจุดที่เปราะบางที่สุดทางการเมืองในยุคสมัยนี้
ทำเอาเหล่าผู้บริหารที่เพิ่งกลับมาจากการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวสามวันรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดใส่ จากที่ควรจะผ่อนคลายกลับกลายเป็นความตึงเครียด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ออกมา
นี่คือผู้ตรวจการที่ถูกส่งตรงมาจากเบื้องบน
ใครจะกล้าต่อปากต่อคำ!
เว่ยเจี้ยนผิงนั่งหดตัวเงียบกริบ ทำตัวลีบเล็กเหมือนนกกระทุ้มที่หวาดกลัว
อู๋ฉางเจียงรู้สึกเหมือนเลือดลมไม่เดิน หนังศีรษะของเขาชาหนึบไปทั้งหัว
ส่วนเหลยซงเยว่ สองมือกำชายผ้าที่คลุมตักของตัวเองไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ความกังวลทำให้เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมออกมาเต็มฝ่ามือ
มีเพียงเฉินชิงเท่านั้นที่ยังคงเผชิญหน้ากับการสอบสวนนี้ด้วยความอดทน
"เงินตราต่างประเทศทั้งหมดจะถูกจัดการผ่านทางบริษัทการค้าต่างประเทศค่ะ สำหรับส่วนที่โรงงานได้รับอนุญาตให้เก็บไว้ใช้สอย ก็มีการทำรายงานอย่างละเอียดส่งให้หน่วยงานบังคับบัญชาระดับสูงทราบทุกครั้ง”
“เงินส่วนนี้ส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการจัดซื้อเข็มจักรเย็บผ้าคุณภาพสูง ตีนผีชนิดพิเศษ และซิปไนลอนจากประเทศซากุระในปริมาณไม่มากนัก เนื่องจากเป็นวัสดุที่ในประเทศของเรายังไม่สามารถผลิตได้เอง”
“แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพสินค้าส่งออกของเราให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ทุกการใช้จ่ายมีเอกสารบันทึกและใบอนุมัติกำกับไว้ทั้งหมดค่ะ"
เจ้าหน้าที่ทั้งสองที่หัวโต๊ะขมวดคิ้วมุ่นขณะพลิกดูเอกสารในมือของตนเองอย่างเคร่งเครียด
เฉินชิงยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง สายตาของเธอมองตรงไปยังพวกเขาอย่างมั่นคง เมื่อเห็นท่าทีที่สงบนิ่งของผู้จัดการโรงงาน เหล่าผู้บริหารคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายความเกร็งลงได้บ้างเล็กน้อย แม้ว่าท่าทางโดยรวมจะยังคงแข็งทื่ออยู่ก็ตาม
โจวหมินอันเงยหน้าขึ้นและยิงคำถามต่อไป
"โรงงานของคุณให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพและโบนัส แล้วในด้านการเรียนรู้ทางการเมืองล่ะ”
“พวกคุณจัดการกันอย่างไร ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ 'ยึดมั่นการปฏิวัติ ส่งเสริมการผลิต' อย่างเคร่งครัดอยู่หรือไม่ หรือมีการผ่อนปรนเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นเพียงเพราะมุ่งเน้นแต่ผลกำไร"
พอพูดถึงเรื่องการศึกษาปลูกฝังอุดมการณ์ เฉินชิงก็ยอมรับในใจว่าเธอเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้น้อยมากจริงๆ
ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของเลขาธิการพรรคหรือคณะกรรมการโรงงานที่ไปดำเนินการแทน ประการต่อมา โรงงานของเธอไม่มีการให้โบนัสเป็นตัวเงิน แต่มีการให้รางวัลเป็นสิ่งของแทน
"เรามีการจัดประชุมเพื่อเรียนรู้ทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาดค่ะ ทุกเช้าวันจันทร์และช่วงบ่ายวันพุธ เราจะมีการอ่านหนังสือพิมพ์และศึกษาเอกสารสำคัญร่วมกัน"
แม้จะตอบไปเช่นนั้น แต่เฉินชิงก็รู้ดีแก่ใจว่า หากนำไปเทียบกับความกระตือรือร้นที่เหล่าคนงานมีให้กับการพูดคุยเรื่องโบนัส (ในรูปแบบสิ่งของ) และคำสั่งซื้อล็อตใหม่ๆ แล้ว บรรยากาศในการเรียนรู้ทางการเมืองนั้นจืดชืดและห่างไกลกันลิบลับ
การตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินต่อไปอีกสองวันเต็ม ขั้นตอนหลักๆ ก็คือการตรวจสอบบัญชี การประชุมเพิ่มเติม และการแยกย้ายกันไปพูดคุยกับคนงานและเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ เป็นการส่วนตัว
บรรยากาศภายในโรงงานจึงเริ่มมีความตึงเครียดและความอึดอัดคุกรุ่นขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าเสียงเครื่องจักรจะยังคงดังต่อเนื่อง แต่เสียงพูดคุยซุบซิบระหว่างคนงานก็เริ่มมีให้ได้ยินหนาหูมากขึ้น
เฉินชิงประเมินสถานการณ์แล้วว่า งานนี้เธอคงไม่รอดจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุด ก็คงต้องเตรียมตัวสำหรับการกล่าววิจารณ์ตนเองในที่ประชุม
เหตุผลก็เพราะการปลูกฝังอุดมการณ์ให้กับคนงานในโรงงานของเธอนั้น ยังถือว่าตามหลังโรงงานอื่นๆ อยู่มากโข ประเด็นเรื่องเงินตราต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาหัวหน้าแผนกต่างๆ ก็มุ่งเน้นแต่การผลิต เว่ยเจี้ยนผิงก็ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง โชคดีที่ยังมีเหลยซงเยว่คอยช่วยประคับประคองทุกอย่างไว้
เหลยซงเยว่ทำหน้าที่ของเธอได้ดีมาก แต่แนวคิดที่เธอพยายามเผยแพร่นั้นยังคงต้องการเวลาในการซึมซับให้ฝังรากลึกลงไปในจิตใจของคนงาน
ทุกอย่างเป็นเพราะเวลายังน้อยเกินไปจริงๆ
มันช่วยไม่ได้เลย
หลังจากนี้เป็นต้นไป เธอคงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครสามารถหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นจุดอ่อนโจมตีเธอได้อีก
เฉินชิงยกมือนวดขมับเบาๆ เธอไม่กลัวการตรวจสอบบัญชีแม้แต่น้อย แต่ความรู้สึกที่เหมือนถูกจ้องมองทุกฝีก้าวนี้มันทำให้เธออึดอัดจนแทบทนไม่ไหว พอคิดได้ดังนั้นเธอก็ตัดสินใจ ช่างมันเถอะ เลิกงานกลับบ้านดีกว่า!
ขณะที่เธอกำลังเดินออกไปนั้น หลี่เหอผิงก็ก้าวเท้าตามออกมาเดินข้างๆ
"ผู้จัดการเฉิน ผมต้องขอบอกว่าความสามารถของคุณน่าประทับใจจริงๆ การที่สามารถคว้าคำสั่งซื้อขนาดใหญ่จากต่างประเทศมาได้ แถมยังบริหารโรงงานให้เติบโตเฟื่องฟูได้ภายในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"
เฉินชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างถ่อมตนและระมัดระวังคำพูด
"สหายหลี่ คุณชมฉันเกินไปแล้วค่ะ ความสำเร็จนี้ต้องยกให้กับการสนับสนุนของผู้นำระดับสูง และความทุ่มเทของสหายคนงานทุกคนในโรงงานค่ะ"
หลี่เหอผิงยิ้มบางๆ แล้วบทสนทนาก็เปลี่ยนทิศทางไปเล็กน้อย
"แต่ถึงอย่างนั้น วิธีการก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ การพึ่งพาตลาดเงินตราต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะเป็นแผนการที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งยังมีความเสี่ยงสูง”
“คุณเคยคิดบ้างไหมว่า จะทำอย่างไรให้... กิจการของคุณสามารถปรับตัวให้เข้ากับกรอบระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น"
คำพูดของเขาฟังดูคล้ายเป็นคำเตือน แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการหยั่งเชิงกลายๆ
เฉินชิงนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อยลง
"สหายหลี่พูดถูกค่ะ ฉันจะนำเรื่องนี้กลับไปคิดทบทวนอย่างจริงจัง"
หลี่เหอผิงพยักหน้ารับรู้ช้าๆ แล้วจึงผ่อนฝีเท้าของตัวเองให้ช้าลง
เฉินชิงเดินต่อไปยังโรงจอดจักรยาน ในขณะที่ก้าวเดิน สมองของเธอก็เริ่มทำงาน คิดถึงความเป็นไปได้ในการ 'การเปลี่ยนจากส่งออกเป็นขายในประเทศ'
แต่ยุคทองของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจเพิ่งจะเริ่มต้น และมันจะดำเนินต่อไปอีกเกือบ 20 ปี
หากเธอไม่รีบฉวยโอกาสนี้โหนกระแสลมตะวันออกเพื่อทะยานขึ้นไป มัวแต่คิดจะเป็นผู้จัดการโรงงานที่อยู่อย่างปลอดภัยไปวันๆ ชีวิตแบบนั้นมันจะมีความหมายอะไรกัน
แน่นอนว่าการเปลี่ยนมาผลิตเพื่อขายในประเทศเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันควรจะเกิดขึ้นหลังจากยุคการปฏิรูปและการเปิดประเทศเริ่มต้นขึ้นแล้วต่างหาก!
ในตอนนี้ สิ่งที่โรงงานเสื้อผ้าต้องการมากที่สุดคือความรู้สึกถึงความเร่งด่วน และแรงผลักดันอันมหาศาลที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้า
ทั้งตัวคนงาน
และตัวเธอเองด้วยเช่นกัน
นั่นเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้พวกเธอก้าวไปได้สูงขึ้น และไกลยิ่งขึ้นไปอีก
เฉินชิงกระโดดขึ้นคร่อมจักรยาน สองเท้าของเธอออกแรงปั่นอย่างเต็มที่ ส่งร่างของเธอพุ่งทะยานไปข้างหน้า มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟ
[จบบท]