บทที่ 59: เนื้อวัวสื่อรัก
“อันนี้ให้คุณครับ”
เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากเบื้องบนโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ทำให้เฉินชิงต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เฮ่อหย่วนกำลังยื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลส่งมาให้ตรงหน้า
“นี่มันอะไรเหรอคะ”
“เนื้อวัวแห้งน่ะ ผมเคี้ยวจนเมื่อยกรามไปหมดแล้ว ประกอบกับไม่รู้จักใครที่นี่ เลยเอามาให้คุณ” เขายื่นถุงกระดาษเข้าไปใกล้เธออีกนิด ราวกับกลัวว่าเธอจะไม่รับ
“อุ๊ย ไม่ดีมั้งคะ เกรงใจจัง”
“ตกลงจะเอารึเปล่าครับ”
“เอาค่ะ!”
เฉินชิงรีบคว้าถุงนั้นมากอดไว้แนบอกราวกับเป็นของล้ำค่า
“ขอบคุณมากนะคะ”
ในยุคสมัยที่เนื้อวัวเป็นของหายากยิ่งกว่าทองคำ ของกินเล่นราคาแพงอย่างเนื้อวัวแห้งจึงเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยแม้แต่จะนึกฝันถึง เฉินชิงอดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้
“คุณไปหาซื้อของดีแบบนี้มาจากไหนกันคะ”
“พอดีผมไปช่วยคนอื่นเขาทำธุระนิดหน่อย เขาก็เลยให้เป็นสินน้ำใจตอบแทนน่ะครับ ว่าแต่ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีธุระด่วน”
แววตาของเฮ่อหย่วนวูบไหวอย่างมีพิรุธ ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบปลีกตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ความจริงก็คือ เนื้อวัวแห้งห่อนั้นเป็นฝีมือการทำของเขาเองทั้งสิ้น
บนอาคารสำนักงาน ผู้จัดการเสิ่นซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับตบไหล่ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างแรงด้วยความตื่นเต้น
“นั่นไงล่ะ! เห็นไหมที่ฉันเคยพูดไว้ไม่มีผิด สองคนนี้เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก! ตั้งแต่แรกเห็นหน้าเฉินชิง ฉันก็รู้สึกทันทีว่าพอเธอมายืนคู่กับนักวิจัยเฮ่อแล้วมันช่างเป็นภาพที่น่ามองจริงๆ สายตาฉันยังเฉียบคมเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน”
ผู้ช่วยได้แต่ลูบไหล่ตัวเองป้อยๆ พลางนิ่งเงียบไปอย่างจนใจ
ดูเหมือนว่าช่วงนี้ผู้จัดการใหญ่จะค้นพบพรสวรรค์ใหม่ในการเป็นพ่อสื่อแม่ชักไปเสียแล้ว
เมื่อได้เห็นภาพที่น่าพึงพอใจแล้ว อารมณ์ของผู้จัดการเสิ่นก็พลอยเบิกบานไปด้วย เขาจึงไม่ได้ใส่ใจเลยว่าการที่เฉินชิงมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ใต้ถุนอาคารแบบนี้จะดูเหมือนคนอู้งานไปบ้างหรือไม่
เพราะอย่างไรเสีย เฉินชิงก็เป็นคนในความดูแลของหัวหน้าหลิว
ตราบใดที่เหล่าหลิวยังคงปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของใคร
ยิ่งเป็นคนมีความสามารถ เขายิ่งพร้อมจะให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่
กระนั้น เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง ผู้จัดการเสิ่นก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักทายหญิงสาว
“เสี่ยวเฉิน กำลังขะมักเขม้นกับการเรียนรู้อยู่เหรอ”
“ใช่แล้วค่ะท่านผู้จัดการ พอดีฉันได้รับเกียรติให้เป็นพิธีกรในงานแข่งขันประลองฝีมือของโรงงานเราค่ะ เพื่อไม่ให้ต้องไปขายหน้าต่อหน้าผู้คนนับหมื่น ฉันก็เลยต้องมาซ้อมอ่านบทจากหนังสือพิมพ์นี่แหละค่ะ”
ในฐานะลูกจ้างผู้เจนจัดในแวดวงการทำงานมานานปี เฉินชิงย่อมรู้ดีว่าทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน จะต้องหาจังหวะเหมาะๆ เพื่อนำเสนอให้ผู้เป็นนายได้รับรู้เสมอ
ผู้จัดการเสิ่นพยักหน้ารับอย่างพอใจ “ดีมาก คนหนุ่มสาวต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจแบบนี้แหละ ถูกต้องแล้ว ตั้งใจฝึกซ้อมให้ดีนะ ถึงวันงานฉันกับท่านเลขาธิการพรรคจะไปมอบรางวัลให้ด้วยตัวเองเลย”
“ขอบคุณมากค่ะท่านผู้จัดการ”
เฉินชิงมองตามร่างของผู้จัดการโรงงานที่เดินจากไปจนลับสายตา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างสบายอารมณ์
เธอยังคงซ้อมอ่านบทต่อไป แต่คราวนี้มีของว่างเป็นเนื้อวัวแห้งชิ้นอร่อยแอบแกล้มไปด้วย
แม้จะไม่ค่อยได้ลิ้มลองของอร่อยราคาแพงมากนัก แต่ด้วยความที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเธอโปรดปรานเนื้อวัวแห้งเป็นพิเศษ เธอจึงพลอยได้รับอานิสงส์ถูกแบ่งให้ชิมอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าทันทีที่ได้ลิ้มลองรสเค็มปะแล่มของเกล็ดเกลือที่แตกตัวบนปลายลิ้น เฉินชิงก็รู้ได้เลยว่าเนื้อวัวแห้งชิ้นนี้คุณภาพดีไม่ธรรมดา
ยามที่เธอตั้งหน้าตั้งตาอ่านบท ทุกอย่างก็ดูราบรื่นดี แต่พอต้องหยุดพักเพื่อขบคิดความหมายที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษร ความอยากอาหารก็เริ่มเรียกร้องขึ้นมาทันที และถึงแม้จะเคยกินเนื้อวัวแห้งมานับครั้งไม่ถ้วน แต่รสชาติของเนื้อชิ้นนี้กลับอร่อยล้ำจนสามารถติดอันดับหนึ่งในสามในใจเธอได้อย่างสบายๆ
เห็นทีว่าหากวันข้างหน้าได้สนิทสนมกับเฮ่อหย่วนมากกว่านี้ คงต้องลองหาโอกาสไหว้วานให้เขาช่วยซื้อมาให้อีกสักหน่อยแล้ว
หลังจากนำเก้าอี้ไปคืนให้หลิวฉี่หรงเรียบร้อย เฉินชิงก็ออกตัววิ่งราวกับนักกีฬาร้อยเมตร มุ่งหน้าออกจากโรงงานเครื่องจักรเป็นคนแรก! ทิ้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมองตามด้วยความงุนงง
สหายเฉินชิงมีธุระด่วนอะไรกันนะ
ความจริงแล้วเฉินชิงไม่ได้มีธุระด่วนอะไรเลยสักนิด เธอแค่...อยากกลับบ้านเต็มแก่แล้วต่างหาก
เลิกงานไม่ไว สภาพจิตใจมีปัญหา!
ทันทีที่กลับถึงบ้าน เฉินชิงก็ตรงเข้าไปคว้าตัวเฮ่ออวี้ถิงที่นุ่มนิ่มเหมือนปุยนุ่นขึ้นมากอดฟัดอย่างมันเขี้ยว เด็กหญิงตัวน้อยเป็นเหมือนก้อนแป้งนุ่มๆ ที่น่ารักน่าเอ็นดู แค่ได้หอมแก้มยุ้ยๆ สักที ความเหนื่อยล้าก็มลายหายไปสิ้น
“เสี่ยวอวี้ของน้าน่ารักที่สุดในโลกเลย”
ความจั๊กจี้ทำให้เฮ่ออวี้ถิงเอียงคอหลบ แต่แก้มที่โดนซุกไซ้ก็ทำให้เธออดหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้ เด็กหญิงมีความสุขเหลือเกินที่ได้เล่นกับน้า ดวงตากลมโตสดใสโค้งลงจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เฮ่ออวี้เสียง ‘น้าเรานี่ท่าจะเพี้ยนแฮะ’
“น้าไม่ต้องไปตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วเหรอครับ”
อารมณ์เปี่ยมสุขของเฉินชิงสะดุดกึกลงทันที เธออยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ
ทำไมบนโลกใบนี้ถึงต้องมีเด็กปากเสียแบบนี้อยู่ด้วยนะ!
แต่เมื่อนึกถึงกองงานที่รออยู่ ประกอบกับได้พักผ่อนมาเต็มที่ในช่วงบ่ายแล้ว เธอจึงตัดใจวางหลานสาวลง ก่อนจะยื่นเนื้อวัวแห้งให้หนึ่งชิ้นเป็นการปลอบขวัญ
“นี่อะไรคะ” เฮ่ออวี้ถิงรับมาพลิกดูด้วยความสงสัย เนื้อชิ้นแข็งๆ แห้งๆ ในมือทำให้เธอเดาว่า “เนื้อรมควันเหรอคะ”
“ไม่ใช่จ้ะ เนื้อรมควันต้องเอาไปทำอาหารก่อน แต่นี่เป็นเนื้อวัวแห้งที่กินได้เลย ลองชิมดูนะ” ว่าแล้วเฉินชิงก็ไม่ลืมที่จะยัดเนื้ออีกชิ้นเข้าปากหลานชายตัวแสบ
“เอ้า ของเธอก็มี เดี๋ยวจะร้องไห้ขี้มูกโป่งหาว่าน้าลำเอียงอีก”
“ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะครับ!”
เฮ่ออวี้เสียงปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ก็ยอมเคี้ยวเนื้อวัวแห้งในปากอย่างขัดเคือง
รสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมของเนื้อที่อบอวลไปทั่วโพรงจมูก ทำให้ความหงุดหงิดของเด็กชายมลายหายไปในพริบตา เมื่อเห็นว่าน้าสาวเดินเข้าห้องไปแล้ว เขาก็ค่อยๆ แอบฉีกเนื้อวัวแห้งส่วนหนึ่งออกมาเก็บไว้ในกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ
เนื้อวัวแห้งชิ้นนี้คงจะเก็บไว้ได้นาน เขาจะเก็บมันไว้ให้น้องสาวกินเพื่อบำรุงร่างกาย
เด็กผู้หญิงจะผอมแห้งแรงน้อยไม่ได้
“เสี่ยวอวี้ มานี่เร็ว พี่จะสอนเขียนหนังสือ”
เพื่อไม่ให้น้องสาวต้องโดนรังแกที่โรงเรียน เธอจำเป็นต้องเรียนข้ามชั้นไปอยู่ป.1 เฮ่ออวี้เสียงจึงกังวลว่าผลการเรียนของเธอจะไม่ดีและถูกเพื่อนล้อ เขาจึงต้องพยายามหาทุกโอกาสเพื่อสอนการบ้านให้เธอ
สำหรับตัวเขาเอง การนับเลขหรืออ่านเขียนตัวอักษรพื้นฐานนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย
แต่น้องสาวของเขากลับตรงกันข้าม แค่เลข 1 ถึง 10 เธอยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่สมองน้อยๆ ของเธอกลับจดจำเรื่องซุบซิบนินทาของชาวบ้านได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภรรยาบ้านโน้นแอบกิ๊กกับสามีบ้านนี้ ดูท่าว่าสมองของเธอคงจะติดเชื้อความขี้สงสัยมาจากน้าเป็นแน่
“น้องสัญญากับพี่แล้วนะว่าจะตั้งใจเรียน”
แต่พอเริ่มเรียนเขียนเลข ‘1’ ได้ไม่ทันไร เฮ่ออวี้ถิงก็เปลี่ยนเรื่องทันที “พี่คะ เราต้องไปตักน้ำแล้วนะคะ น้ำของนักวิจัยเฮ่อเป็นความรับผิดชอบของเรานะ”
“พี่จ้างคนอื่นทำแทนแล้ว”
“อะไรนะคะ”
“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง”
นักวิจัยเฮ่อให้ค่าจ้างเขาวันละหนึ่งเหมา เขาจึงไปจ้างเด็กคนอื่นต่อในราคาชั่วโมงละห้าเฟิน
เด็กสองคนนั้นจะรับหน้าที่ตักน้ำให้ทั้งสองบ้าน แม้จะไม่ได้กำไร แต่เขาก็ได้เวลาว่างเพิ่มขึ้นมาแทน
เมื่ออ่ายเจี่ยวหู่และเพื่อนสนิทร่างผอมของเขามาเคาะประตูบ้าน เฮ่ออวี้ถิงก็รีบวิ่งไปหลบหลังพี่ชายทันที “พี่คะ ก็อ่ายเจี่ยวหู่นี่เคยหาเรื่องชกต่อยกับเราไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่ยังให้เขามาทำงานให้เราอีกล่ะ”
“เพราะเขาแรงเยอะ”
ถึงอ่ายเจี่ยวหู่จะหน้าตาไม่ดีและสมองทึบไปหน่อย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีร่างกายที่แข็งแรงกำยำ
การมีอ่ายเจี่ยวหู่มาช่วยตักน้ำ ทำให้บ้านของพวกเขามีน้ำใช้เหลือเฟืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การปรากฏตัวของอ่ายเจี่ยวหู่ทำให้เฉินชิงถึงกับตกใจ
เมื่อเห็นเด็กชายเดินตัวปลิวออกจากบ้านไปพร้อมกับถังไม้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเดินออกมาถาม “เฮ่ออวี้เสียง นี่มันเรื่องอะไรกัน”
“ผมจ้างพวกเขามาทำงานครับ”
เฮ่ออวี้เสียงตอบแบบขอไปที ก่อนจะใช้กิ่งไม้เคาะหัวน้องสาวเบาๆ “อย่ามัวแต่วอกแวกสิ ในสมองของเธอควรจะจดจำแต่เรื่องที่มีสาระได้แล้ว!”
“ค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงรับคำเสียงอ่อย พลางก้มหน้าก้มตานั่งยองๆ มองเลข ‘2’ บนพื้นดิน
เฮ่ออวี้เสียงเอ่ยถาม “เลข ‘2’ หน้าตาเหมือนอะไร”
“เหมือนไส้เดือน ของโปรดของเจ้าไก่ไงคะ!”
“ผิด! เหมือนเป็ดต่างหาก!”
“แต่แถวนี้ไม่มีสระน้ำเลยนะคะ หนูไม่เคยเห็นเป็ดสักตัว” เฮ่ออวี้ถิงเท้าคาง จินตนาการถึงรูปร่างของเป็ด “จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ได้กินเนื้อเป็ด มันอร่อยมากเลยค่ะ”
“เฮ่ออวี้ถิง!” เฮ่ออวี้เสียงแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา
น้องสาวของเขาไม่เคยตั้งใจเรียนเลยสักนิด
เฮ่ออวี้ถิงมองสัญลักษณ์ประหลาดตรงหน้าด้วยสีหน้าเหี่ยวเฉา เธอใช้มือเล็กๆ ทั้งสองข้างพยายามถ่างเปลือกตาให้เปิดกว้าง จ้องเขม็งไปที่มัน ราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยให้ภาพของเลข ‘2’ ฝังลึกลงไปในความทรงจำได้
เฉินชิงที่ยืนมองอยู่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน เธอจึงตัดสินใจกลับเข้าไปทำงานของตัวเองต่อ แต่แล้วเพียงไม่นาน แม่ของอ่ายเจี่ยวหู่ก็บุกมาอาละวาดถึงหน้าบ้านของพวกเขา
[จบบท]