บทที่ 6: น้าจะล้างแค้นให้เอง
แผนการซ่อนผักสุดยิ่งใหญ่พังไม่เป็นท่า มีหรือที่เฮ่ออวี้เสียงจะปล่อยพวกเดนนรกนั่นไปง่ายๆ!
เขารอจังหวะที่พวกมันเดินไปเข้าส้วมสาธารณะ ก่อนจะย่องออกจากเงามืดแล้วถีบส่งท้ายไปเต็มแรง ตอนแรกกะจะสั่งสอนแค่ตัวหัวโจกคนเดียวเท่านั้น แต่เพราะพวกมันมากันตั้ง 5 คน แถมยังยืนเกาะกลุ่มกันอีก ใครจะไปคิดว่ามิตรภาพของเด็กเวรพวกนี้จะเหนียวแน่นขนาดนั้น พอหัวหน้าแก๊งร่วงลงไปในบ่อเกรอะ อีกสี่คนที่เหลือก็พร้อมใจกันโดดตามลงไปช่วยเพื่อนรัก
ช่างเป็นภาพมิตรภาพลูกผู้ชายที่น่าประทับใจเสียจริง
ในเมื่อพวกมันชอบเรียกเขากับน้องสาวว่า ‘สื่อเสี่ยวไห’(เด็กเวร) เขาก็จะสนองให้พวกมันได้เป็น สื่อเสี่ยวไห’(เด็กเหม็นขี้) สมใจอยาก!
เสียงตวาดแว้ดๆ ดังลั่นมาจากนอกบ้านพัก
“ฉันบอกให้ออกไปเล่น ไม่ใช่ให้ไปเล่นขี้!”
สภาพของเด็กชายที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากบ่อส้วมดูไม่จืด ทั้งเนื้อทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบอุจจาระ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก ในที่สุดเขาก็ปล่อยโฮออกมา
“หุบปากไปเลยนะ! เดี๋ยวขี้ก็เข้าปากหรอก!”
การกลับจากที่ทำงานมาเจอ ‘เด็กเหม็นขี้’ หนึ่งอัตรา ก็ทำให้คนเป็นแม่ปวดหัวได้เหมือนกัน
เฉินชิงได้กลิ่นเหม็นตลบอบอวลจนต้องนิ่วหน้า เธอรีบเดินไปปิดประตูห้องโถงใหญ่ ก่อนจะหันกลับมาถามหลานสาว “บอกน้าหน่อยสิ ใครมันแกล้งหนู”
“หลายคนเลยค่ะ มากัน 5 คน พวกมันชอบด่าพี่ชายตลอด แล้ววันนี้ยังมาดึงผมหนูอีก บอกว่าถ้าพี่ชายไม่ยอมเอาผักให้ จะจับหนูโกนหัวเป็นแม่ชีเลย”
หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเด็กหญิงไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ช่างดูน่าเวทนาไม่ต่างจากลูกหมาลูกแมวที่ถูกทิ้ง ใบหน้าเล็กและปลายจมูกแดงก่ำไปหมด
ภาพนั้นบีบหัวใจคนมองจนอ่อนยวบ
ในฐานะที่เคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน เฉินชิงจึงเข้าใจความรู้สึกของหลานสาวดี ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ทั้งสงสารทั้งโกรธจนแทบระเบิด
เธอนึกอยากจะคว้าตัวเฮ่ออวี้ถิงเข้ามากอดปลอบใจให้หนำใจ
แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาไว้ เฉินชิงจึงเลือกที่จะเดินเข้าครัวไปหยิบมีดปังตอเล่มใหญ่ออกมา ก่อนจะหันไปพูดกับสองพี่น้องที่ยังยืนตะลึงงัน “ไป! ไปดูกันหน่อยสิว่าหน้าไหนมันกล้ารังแกพวกเธอ สงสัยจะอยากตายกันแล้วสินะ!”
“น้า...น้าคะ”
เฮ่ออวี้ถิงเสียงสั่น เธอตกใจกับการกระทำของน้าสาว
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงกลับไม่เชื่อว่าเฉินชิงจะยอมออกหน้าปกป้องพวกเขาจริงๆ เขาจึงเอ่ยชื่อคู่อริออกไปอย่างไม่ใส่ใจ “ไอ้เสือเตี้ย ที่อยู่บ้านพักรวมหลังที่สามทางขวามือ”
ชื่ออย่าง ‘ไอ้เสือเตี้ย’ มันดูเท่เกินไปแล้ว
เขาจะทำให้ทุกคนเรียกมันว่า ‘ไอ้เด็กเหม็นขี้’ แทน!
เฉินชิงพยายามนึกภาพเด็กที่ชื่อไอ้เสือเตี้ย
พ่อของเด็กคนนั้นทำงานอยู่แผนกรักษาความปลอดภัย ถึงจะตัวสูงแค่ 150 เซนติเมตร แต่ท่อนแขนกลับล่ำสันอย่างกับถังน้ำ แค่หมัดเดียวก็น่าจะส่งเธอไปเฝ้ายมบาลได้สบายๆ!
เมื่อเห็นน้าสาวหยุดชะงัก เฮ่ออวี้เสียงก็แค่นเสียงหยัน มุมปากยกขึ้นอย่างเย้ยหยัน
สายตาดูแคลนที่ส่งมาทำให้เฉินชิงหน้าร้อนผ่าว เธอย่อตัวลงตรงหน้าเฮ่ออวี้ถิงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องห่วง น้าจะไปทวงความยุติธรรมคืนมาให้หนูเอง จะโดนน้ารังแกก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคนอื่นหน้าไหนกล้ามาแตะต้องพวกเธอ น้าจะสับมันให้เละเป็นชิ้นๆ!”
คำพูดเด็ดขาดนั้นทำให้เฮ่ออวี้ถิงยิ้มกว้างออกมา “ค่ะ”
ลึกๆ แล้วเธอกลับรู้สึกว่าน้าของเธอเปลี่ยนไป น้าคนเดิมไม่มีทางทายาให้ แถมยังย่อตัวลงมาคุยกับเธอแบบนี้แน่นอน
เฮ่ออวี้เสียงรีบดึงน้องสาวไปหลบอยู่ข้างหลัง พร้อมกับขมวดคิ้วจ้องน้าสาวเขม็ง
เฉินชิงใช้นิ้วดีดหน้าผากหลานชายเบาๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะกำมีดปังตอในมือแน่นแล้วเดินออกจากบ้านไป
การเปลี่ยนทัศนคติของเด็กคนนี้คงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ยังไงเสียก็ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง
เธออาจจะไม่รู้วิธีเป็นผู้ปกครองที่ดี แต่เธอรู้ดีว่าการเป็นเด็กที่ถูกรังแกมันรู้สึกอย่างไร
ในยามที่ถูกข่มเหง การมีผู้ใหญ่สักคนลุกขึ้นมาปกป้องคือสิ่งที่เด็กทุกคนปรารถนาอย่างสุดหัวใจ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามีความสุขแล้ว
และเมื่อถูกรังแกอีกครั้ง พวกเขาก็จะสามารถเชิดหน้าพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า “ถ้าพวกแกยังกล้ามายุ่งกับฉันอีกละก็ ฉันจะกลับไปฟ้องคนที่บ้าน!”
ช่วงพลบค่ำ ควันจากเตาหุงข้าวลอยอ้อยอิ่ง เสียงกระทบกันของถ้วยชามจากแต่ละบ้านสร้างบรรยากาศที่แสนธรรมดา แต่การปรากฏตัวของเฉินชิงที่มาพร้อมกับมีดปังตอในมือ ก็ได้ทำลายความสงบสุขนั้นลง พร้อมกับดึงดูดทุกสายตาให้หันมามองเป็นจุดเดียว
เฮ่ออวี้ถิงรีบวิ่งตามน้าไปด้วยขาสั้นๆ ของเธอ
“เสี่ยวอวี้! ระวังหกล้มนะ คางยังเจ็บอยู่ไม่ใช่เหรอ” เฮ่ออวี้เสียงตะโกนไล่หลัง
“รู้แล้วค่า” เด็กหญิงขานรับเสียงใส แต่ฝีเท้ากลับไม่ได้ช้าลงเลย
ชาวบ้านละแวกนั้นเมื่อเห็นท่าทีเอาเรื่องของเฉินชิง ก็พากันอุ้มถ้วยข้าวของตัวเองเดินตามออกมาจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังบ้านพักรวมหลังที่สามกันอย่างพร้อมเพรียง
เมื่อเฉินชิงไปถึงที่หมาย ก็พบว่าไอ้เสือเตี้ยกำลังถูกแม่ของมันใช้สายยางฉีดน้ำไล่คราบสกปรกออกจากตัวอยู่
ไอ้เสือเตี้ยอายุ 8 ขวบแล้ว ถือว่าเป็นเด็กโตที่เริ่มรักสวยรักงาม การต้องเดินฝ่าวงล้อมของเพื่อนบ้านกลับมาจากส้วมสาธารณะในสภาพน่าสมเพชก็ว่าอับอายพอแล้ว นี่ยังต้องมาถูกฉีดน้ำล้างตัวโชว์สายตาประชาชีอีก เด็กชายจึงไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป เขาแหกปากร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่น
เฮ่ออวี้เสียงเบ้ปาก ‘อ่อนแอชะมัด’
หลี่เหอฮวา แม่ของไอ้เสือเตี้ย หันมาตวาดใส่ผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “พวกเธอมาทำอะไรกันที่นี่”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เฉินชิงเป็นหนึ่งเดียว
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก “พี่หลี่ ลูกชายเธอขโมยผักของที่บ้านฉันไป”
“พูดจาเหลวไหล! ของโสโครกจากบ้านเธอ ใครมันจะไปอยากได้” หลี่เหอฮวาแสดงท่าทีรังเกียจเฉินชิงอย่างเปิดเผย ในฐานะผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัว เธอมองว่าเฉินชิงคือความอัปยศของผู้หญิงทั้งปวง
ผู้หญิงอะไร วันๆ เอาแต่รักสนุก ไม่รู้จักพอ!
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความแค้นส่วนตัว เมื่อหลายปีก่อนตอนที่พี่สาวของเฉินชิงเสียชีวิต ครอบครัวของเธอซึ่งมีสมาชิกถึง 6 คนต้องอยู่อย่างแออัดในบ้านขนาด 30 ตารางเมตร เธอจึงบากหน้าไปขออาศัยอยู่กับเฉินชิงชั่วคราว แต่กลับถูกไล่ออกมาอย่างไม่ไยดี
แค้นนี้เธอไม่มีวันลืม!
“ฉันไม่อยากเสียเวลาเถียงกับเธอ” เฉินชิงเอ่ยเสียงเย็น “แค่ไปถามลูกชายเธอดู ว่าวันนี้เขาพาเพื่อนอีกสี่คนไปดักรังแกหลานฉันหรือเปล่า!”
ไอ้เสือเตี้ยมีท่าทีเลิ่กลั่กและพยายามหลบสายตา แต่ก็ถูกน้ำจากสายยางฉีดเข้าที่ใบหน้าจนสำลัก
เฉินชิงเหลือบมองเด็กชายแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “หลานฉันสองคนไปซื้อคะน้ามาสองจิน ถั่วฝักยาวอีกสองจิน แถมยังมีกระเทียมกับพริกจากสหกรณ์การค้าและการตลาดอีก แต่ตอนนี้ของหายไปเกินครึ่ง”
“ใครจะไปรู้! บางทีพวกเธออาจจะแอบกินกันเองแล้วมาโยนความผิดให้ลูกฉันก็ได้!” หลี่เหอฮวาแยกเขี้ยว “ผู้หญิงสำส่อนที่วันๆ เอาแต่ไล่จับผู้ชายอย่างแก จะผันตัวไปเป็นขโมยขโจรมันก็ไม่แปลกหรอก!”
บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบ
เป็นความจริงที่ชาวบ้านหลายคนก็นินทาเฉินชิงลับหลังว่าเป็นนางแมวยั่วสวาทที่อาศัยรูปโฉมงดงามเพื่อความสุขสบายของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่เผชิญหน้าตรงๆ เพราะไม่อยากมีปัญหา
ดูเหมือนว่าวันนี้หลี่เหอฮวาจะโกรธจนเลือดขึ้นหน้าจริงๆ
เฉินชิงเองก็ยืนนิ่งราวกับถูกสาป
เมื่อเห็นว่าตนเป็นฝ่ายคุมเกมได้ หลี่เหอฮวาก็ยิ่งได้ใจ “จะว่าไปนะ นังแพศยาอย่างแกน่ะ สมควรโดนจับถ่วงน้ำให้ตายๆ ไปซะ!”
คำพูดนั้นช่างบาดหูจนชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มรู้สึกไม่ดี แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกหน้าปกป้องเฉินชิง เพราะสิ่งที่เธอทำมาตลอดมันก็เกินกว่าที่คนทั่วไปจะยอมรับได้จริงๆ
ไม่ว่าจะเรื่องงานที่ไม่เอาไหน หรือการทารุณกรรมหลานๆ ที่เป็นถึงทายาทของผู้เสียสละเพื่อชาติ ไหนจะการแต่งตัวที่สวยเด่นเกินหน้าเกินตา ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในยุคนี้เลยสักนิด
“นี่เธอกำลังอิจฉาฉันอยู่เหรอ” เฉินชิงถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“หา?” หลี่เหอฮวาอุทาน
“อิจฉาที่ฉันสวยกว่า อิจฉาที่หลานๆ ของฉันฉลาดกว่าลูกชายโง่ๆ ของเธอ อิจฉาที่หน้าที่การงานของฉันดีกว่า อิจฉาที่ฉันมีบ้านหลังใหญ่กว่า หรืออิจฉาที่ฉันมีคนมาตามจีบไม่ขาดสาย”
“แกพูดบ้าอะไรของแก!!!”
หลี่เหอฮวาหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เธอเผลอบีบสายยางในมือจนแบนราบ ส่งผลให้กระแสน้ำที่พุ่งออกมาแรงขึ้นจนฉีดเข้าใส่ร่างของลูกชายเต็มๆ
ไอ้เสือเตี้ยเจ็บจนร้องเสียงหลง
เฉินชิงหัวเราะในลำคอ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่อง รอยยิ้มของเธองดงามเจิดจ้า แต่ก็แฝงไปด้วยอันตรายราวกับนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ “ฉันพูดผิดตรงไหนเหรอ”
ภาพนั้นงดงามจนสะกดสายตาของทุกคนให้ตกอยู่ในภวังค์
“ผิดสิ!” หลี่เหอฮวาพยายามคุมสติ
“งั้นทำไมเธอถึงต้องยุยงให้ลูกชายตัวเองไปรังแกทายาทของผู้เสียสละด้วยล่ะ อ้อ จริงสิ ฉันเคยได้ยินมาว่าเธอเกลียดสามีตัวเองจะตายไป เพราะรังเกียจที่เขาตัวเตี้ย ลูกที่เกิดมาก็เลยไม่เคยอยู่ในสายตา”
“ถ้าฉันไปแจ้งความว่าลูกชายเธอรังแกหลานฉัน เขาก็จะถูกจับเข้าคุก ทีนี้เธอก็จะมีเหตุผลดีๆ ในการขอหย่าแล้วสินะ เธอดูอิจฉาฉันมากเลยนี่ แถมยังชอบพูดถึงหัวหน้าหยางให้ฉันได้ยินอยู่เรื่อย... นี่เธอแอบชอบหัวหน้าหยางซิวจิ่นอยู่ใช่ไหมล่ะ”
[จบบท]