บทที่ 62: เหมาเหมา
ชีวิตวัยเด็กของเฮ่ออวี้เสียงในนิยายต้นฉบับ ถูกสรุปไว้สั้นๆ ด้วยคำว่า ‘น่าเวทนา’ มีเพียงรอยแผลเป็นและความเกรี้ยวกราดที่หยั่งรากลึกอยู่ในตัวตนของเขาเท่านั้นที่ถูกกล่าวถึง แต่หลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมกันมาหลายวัน เฉินชิงก็รู้ว่าแท้จริงแล้วเด็กคนนี้เป็นเด็กที่ฉลาดและขี้เก๊กไม่เบา
แก้มของเฮ่ออวี้เสียงร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ก่อนจะหันหลังหนีอย่างขัดเขิน
“รู้แล้วครับ น้านี่น่ารำคาญชะมัด”
เฉินชิงรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา เจ้าเด็กคนนี้น่าหมั่นไส้จนอยากจะฟาดสักทีจริงๆ
เธอเคาะนิ้วชี้ลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะเริ่มบทเรียนต่อไป
“เอาล่ะ มาถึงด่านต่อไปของเกมเราแล้ว ให้วาดรูปส่วนที่เด็กผู้ชายห้ามให้คนอื่นดูออกมานะ”
เฉินชิงรู้ดีว่าเด็กผู้ชายวัยนี้ชอบท้าแข่งกันว่าใครจะปัสสาวะได้ไกลกว่ากัน เวลาเดินตามท้องถนน เธอก็มักจะเห็นภาพเด็กผู้ชายตัวน้อยยืนเปิด...
แต่เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือการที่ผู้ปกครองบางคนเมื่อเห็นภาพนั้นกลับเอ่ยปากชม ช่างเป็นวัยที่น่าอิจฉาเสียจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด แม้แต่เรื่องการขับถ่าย
เฮ่ออวี้เสียงหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าก้มตาวาดภาพอวัยวะส่วนล่างของตัวเองอย่างเสียไม่ได้ อากาศช่วงนี้ร้อนขึ้นทุกวันจนมือเล็กๆ ของเขาเริ่มชื้นเหงื่อ
ในขณะที่เฮ่ออวี้ถิงยังคงนั่งงง เธอจึงทำตามที่น้าเพิ่งสอนไปเมื่อครู่ โดยวาดภาพจุดที่เด็กผู้หญิงต้องระมัดระวังทั้งหมดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพราะในความคิดของเธอ ชายหญิงย่อมเท่าเทียมกัน
เฉินชิงมอบรางวัลให้เฮ่ออวี้เสียงเป็นเงินอีกหนึ่งเฟิน
เด็กหญิงหลับตาลงแล้วใช้มือน้อยๆ ตบที่เปลือกตาตัวเองเบาๆ พลางปลอบใจตัวเองในใจว่าอย่าร้องไห้ น้าเป็นคุณครู ก็ต้องมีความยุติธรรมเป็นธรรมดา
เฮ้อ!
เธอแค่อยากจะฉลาดขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี
วันพรุ่งนี้เธอจะต้องตั้งใจเรียนรู้เลข ‘2’ ให้ได้
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเด็กหญิงก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เฉินชิงพยายามกลั้นยิ้ม ก่อนจะให้เฮ่ออวี้เสียงเป็นคนอธิบายภาพวาดของตัวเอง
เด็กชายถูกเรียกให้ขึ้นไปยืนบนม้านั่ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับก้นลิง ก่อนจะพูดออกมาอย่างหัวเสียว่า
“ก็แค่ห้ามให้ใครมาดูง่ายๆ เท่านั้นแหละครับ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ น้าเห็นพวกเด็กผู้ชายชอบแข่งกันจะตายว่าใครฉี่ได้ไกลกว่ากัน”
“ผมไม่เล่นอะไรแบบนั้นหรอกครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ก็ผมลองแล้ว ผมฉี่ได้ไกลที่สุดนี่ครับ”
“ลงมาจากม้านั่งเดี๋ยวนี้เลยนะ”
เฉินชิงกัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน
เฮ่ออวี้เสียงบ่นอุบอิบอย่างไม่พอใจ “ก็น้าเป็นคนสั่งให้ผมขึ้นไปเองนี่นา”
ผู้ใหญ่นี่ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
เฉินชิงเลือกที่จะเมินเสียงบ่นนั้น เธอชี้ไปที่จุดสำคัญบนภาพวาดเด็กผู้ชาย
“ตรงนี้ของเด็กผู้ชายห้ามให้คนอื่นดูเด็ดขาดนะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม ผู้ใหญ่บางคนนิสัยไม่ดี เขาอาจจะชอบให้เราดูส่วนนี้ของเขา หรืออาจจะพยายามให้เราไปจับ”
“พวกเขาอาจจะไม่พูดตรงๆ แต่จะชวนเราเล่นเกมแปลกๆ อย่างเช่น เกมถอดเสื้อผ้า เกมแกล้งหลับ หรือเกมลูบคลำ เกมพวกนี้เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดนะ คนที่ชวนเราเล่นแบบนี้คือคนไม่ดี เข้าใจกันไหม”
เฮ่ออวี้ถิงยกมือขึ้นสูง
“เด็กหญิงเฮ่ออวี้ถิงมีอะไรจะถามคะ” เฉินชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“หนูอยากถามว่า ทำไมเด็กผู้หญิงถึงไม่มีจู๋ล่ะคะ”
เฮ่ออวี้เสียงก้มหน้าลงทันที น้องสาวของเขากำลังพูดเรื่องอะไรออกมากันแน่
เฉินชิงเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลานชายก็ถึงกับปล่อยก๊ากออกมาเสียงดังจนตัวงอ ยิ่งเธอหัวเราะหนักเท่าไหร่ คอของเฮ่ออวี้เสียงก็ยิ่งหดสั้นลงเรื่อยๆ จนแทบจะจมหายไปกับบ่า
แม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่เฮ่ออวี้ถิงก็หัวเราะคิกคักตามไปด้วยอย่างน่าเอ็นดู
เฉินชิงหัวเราะจนน้ำตาเล็ด เธอใช้ปลายนิ้วเช็ดหยดน้ำที่หางตา ก่อนจะหันมาตอบคำถามสุดไร้เดียงสาของหลานสาว
เธอลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กหญิงเบาๆ พลางเอ่ยชม
“เสี่ยวอวี้ช่างสังเกตจังเลยนะจ๊ะ ร่างกายของเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงมีความแตกต่างกันจริงๆ นั่นแหละ”
ดวงตาของเด็กหญิงทอประกายแห่งความภาคภูมิใจ ดูสิ เธอก็เป็นเด็กฉลาดเหมือนกันนะ
เฉินชิงพยายามเลือกใช้คำที่เข้าใจง่ายที่สุดเพื่ออธิบาย
“เพราะเด็กทุกคนคือสมบัติล้ำค่าของพ่อกับแม่ยังไงล่ะจ๊ะ แต่ละคนเลยถูกสร้างขึ้นมาให้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร เหมือนกับกระต่ายที่มีหูยาวๆ หรือสุนัขที่มีอุ้งเท้านุ่มฟู สิ่งเหล่านี้คือฐานทัพลับสุดยอดที่เป็นของเราโดยเฉพาะ”
เธอต้องขอบคุณหนังสือภาพสองเล่มที่เคยได้รับจากเพื่อนสนิท ครั้งหนึ่งเธอเคยไปเดินห้างกับเพื่อนแล้วแวะพักดื่มกาแฟที่ร้านหนังสือ เพื่อนคนนั้นรู้ว่าเธอไม่เคยมีแฟนและยังพลาดบทเรียนชีววิทยาเรื่องเพศศึกษาไป จึงแกล้งยัดหนังสือภาพสองเล่มใส่มือเธอราวกับว่าเธอในวัยยี่สิบสามยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง
ทุกครั้งที่นึกถึงความทรงจำนั้น หัวใจของเฉินชิงก็อบอุ่นขึ้นมาเสมอ
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ” เด็กหญิงพยักหน้าหงึกหงัก
“ก็เหมือนกับที่พี่เหมาเหมามีตาสีฟ้านั่นเอง”
“ใครเหรอจ๊ะ”
บทสนทนาของเด็กน้อยเปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็วจนเฉินชิงตามแทบไม่ทัน
“เป็นเพื่อนที่สถานรับเลี้ยงเด็กของผมเองครับ” เฮ่ออวี้เสียงเป็นฝ่ายตอบ
“เมื่อก่อนเราเคยเล่นด้วยกันบ่อยๆ ที่บ้านพักรวม แต่พอพ่อของเขาได้เลื่อนตำแหน่ง ครอบครัวเขาก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านสไตล์ตะวันตก แม่ของเขาเป็นชาวต่างชาติเลยไม่ค่อยได้ออกจากบ้าน พวกเราก็เลยไม่ได้เจอกันนานมากแล้วครับ”
เฉินชิงพยายามค้นหาในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ก่อนจะนึกถึงภาพเด็กชายลูกครึ่งหน้าตาน่ารักแต่แสนซนคนหนึ่งได้ลางๆ
เขาเป็นลูกครึ่ง โดยมีแม่เป็นชาวโซเวียต หรือที่คนแถบนี้เรียกกันติดปากว่า ‘เหล่าเหมา’ ส่วนพ่อของเขาก็นามสกุลเหมาพอดี ตอนตั้งชื่อก็เลยกลายเป็น ‘เหมาเหมา’ ไปโดยปริยาย
เป็นชื่อที่น่ารักน่าเอ็นดู
ทว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดถึงขีดสุด จนรัฐบาลต้องประกาศนโยบาย “ขุดอุโมงค์ให้ลึก สะสมเสบียงให้มาก” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงคราม การที่พ่อของเหมาเหมาไม่ถูกส่งตัวไปใช้แรงงานในชนบทก็นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว
ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะผู้จัดการเสิ่นเป็นคนที่รักและหวงแหนคนเก่งเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อรู้ว่าพ่อของเหมาเหมาเป็นนักวิจัยที่มีความสามารถ เขาจึงวิ่งเต้นอย่างสุดกำลังเพื่อปกป้องชายคนนั้นไว้
แต่ถึงผู้จัดการเสิ่นจะยิ่งใหญ่เพียงใด ครอบครัวของเหมาเหมาก็ต้องอยู่อย่างเงียบเชียบ โดยเฉพาะแม่ของเขาที่เป็นชาวโซเวียต ยิ่งจำเป็นต้องเก็บตัวและหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนให้มากที่สุด
เฉินชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ
“หนูคิดถึงพี่เหมาเหมาจังเลยค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงเท้าคางพูดขึ้นมาลอยๆ
“ห้ามคิดถึง” พี่ชายสวนกลับทันควัน
“ทำไมล่ะคะ ก็สมองมันไม่ยอมเชื่อฟังนี่นา”
“ก็เขาชอบมาจุ๊บแก้มน้องนี่” เฮ่ออวี้เสียงพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
เฉินชิงหูผึ่งขึ้นมาทันที “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาก็เป็นเด็กไม่ดีเลยนะ”
แก้มของเด็กหญิงแดงระเรื่อ “แต่หนูก็จุ๊บแก้มพี่เหมาเหมาเหมือนกันนะคะ พี่เขาเป็นเด็กที่หล่อที่สุดเลย คุณแม่เคยบอกว่าเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงจุ๊บกันแล้วจะมีลูก แล้วทำไมหนูถึงยังไม่มีลูกกับพี่เหมาเหมาล่ะคะ”
เฉินชิงแทบจะลมจับ
เฮ่ออวี้เสียงอยากจะเอาหัวโขกกำแพง
ทำไมน้องสาวของเขาถึงสามารถพูดเรื่องน่าตกใจเช่นนี้ออกมาด้วยใบหน้าที่ใสซื่อบริสุทธิ์ได้ถึงเพียงนี้
เฉินชิงต้องรีบปรับโหมดมาให้ความรู้เรื่องการตั้งครรภ์อย่างเร่งด่วน ก่อนจะกำชับเสียงเข้ม “จำไว้นะ ห้ามทำเรื่องที่จะทำให้มีลูกก่อนอายุครบยี่สิบปีเด็ดขาด”
“ค่ะ” เด็กหญิงรับคำอย่างว่าง่าย
“แน่ใจนะ” เฉินชิงถามย้ำอย่างไม่ไว้ใจ
“แน่ใจค่ะ คุณแม่บอกว่าต้องเชื่อฟังคุณน้าถึงจะเป็นเด็กดี หนูจะเชื่อฟังค่ะ” เฮ่ออวี้ถิงรับรองอย่างแข็งขัน
เฉินชิงรู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก
“ถ้างั้น… ถ้าหนูสัญญากับน้าว่าจะไม่จุ๊บกับพี่เหมาเหมาอีก สุดสัปดาห์นี้น้าจะยอมพาไปเล่นกับเขาเป็นการตอบแทน ดีไหม”
การขังเด็กสองคนไว้แต่ในบ้านไม่ใช่เรื่องดีเลย ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เหมาเหมาเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของหลานทั้งสอง เฉินชิงอยากให้พวกเขามีความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กกับเพื่อนบ้าง
ส่วนประเด็นเรื่องสถานะที่ละเอียดอ่อนน่ะหรือ ครอบครัวของเธอมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเกินใคร ทั้งฐานะทายาทวีรชนผู้พลีชีพ ทายาทของวีรบุรุษสองคนจากโรงงานเครื่องจักร ทั้งยังเป็นสมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการโรงงาน หากนับย้อนไปสิบแปดชั่วโคตรก็จะพบว่าเป็นตระกูลชาวนาผู้ยากไร้ เรียกได้ว่ามีรากฐานที่ถูกต้องและดีงามอย่างแท้จริง
“จริงเหรอคะ” ดวงตาของเด็กหญิงเป็นประกายวาววับ
เฮ่ออวี้เสียงเองก็มีท่าทีตั้งตารอไม่ต่างกัน
เฉินชิงพยักหน้าเป็นการยืนยัน
เด็กทั้งสองคนส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ “เย่!!”
เฉินชิงมองภาพนั้นพลางอมยิ้มบางๆ คืนนั้นเมื่อล้มตัวลงนอน เธอยังรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองไม่หาย
ภารกิจสอนเพศศึกษาให้เด็กๆ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ทว่า… ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนลืมเรื่องสำคัญอะไรไปอย่างหนึ่งนะ
ณ บ้านพักที่อยู่ติดกัน เฮ่อหย่วนนั่งอยู่บนเก้าอี้ จ้องมองบานประตูที่ปราศจากร่องรอยการมาเยือนของใครด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
[จบบท]