บทที่ 64: ความว้าวุ่นใจของเฮ่อหย่วน
เฮ่ออวี้เสียงที่เฝ้ามองสถานการณ์ทุกอย่างอยู่เงียบๆ ค่อยๆ ละเลียดขนมซานเจี่ยวในมือ พร้อมกับเอ่ยปากเตือนน้าสาวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าแฝงไปด้วยความห่วงใย
“ถ้าน้ายังโอ้เอ้อีกแบบนี้ รางวัลเบี้ยขยันเดือนนี้คงหลุดลอยไปแน่ๆ”
“น้ารู้แล้วน่า บ่นเป็นคนแก่ไปได้” เฉินชิงบ่นอุบอิบ พลางคาบขนมไว้ในปากแล้วรีบเดินออกจากบ้านไป
เมื่อเดินทางมาถึงโรงงานเครื่องจักร เฉินชิงก็ไม่รอช้า เธอลากเก้าอี้ตัวหนึ่งไปจับจองพื้นที่ใต้ร่มไม้บริเวณชั้นล่างของอาคารสำนักงาน ก่อนจะกางหนังสือพิมพ์ออกอ่านอย่างสบายอารมณ์
หนังสือพิมพ์หนานฟางรึเป้าฉบับล่าสุดของวันนี้ยังคงมีกลิ่นหมึกจางๆ ตัวอักษรตะกั่วที่เรียงรายอยู่บนหน้ากระดาษสะท้อนกับแสงแดดยามเช้าเป็นประกายสีน้ำเงินชวนมอง พาดหัวข่าวเด่นหราบนหน้าหนึ่งคือ
“ยอดผลผลิตเหล็กกล้าทั่วประเทศทะยานสู่สถิติใหม่”
เฉินชิงตั้งอกตั้งใจอ่านทุกตัวอักษรราวกับกำลังทบทวนตำราเรียนสำหรับสอบไล่ เธอค่อยๆ ซึมซับสำบัดสำนวนและองค์ความรู้ต่างๆ ในยุคนี้ เพราะเธอตระหนักดีว่าในยามคับขัน ความรู้เหล่านี้อาจกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ช่วยให้เธอเอาตัวรอดได้
ภาพของหญิงสาวที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเปิดเผยและผ่อนคลายยิ่งกว่าบรรดาคุณลุงในบ้านพักหลวง กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในโรงงานอย่างรวดเร็ว และในเวลาไม่นาน ข่าวที่ว่าเฉินชิงจะมารับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานแข่งขันก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ปฏิกิริยาของผู้คนนั้นหลากหลาย มีทั้งความอิจฉาริษยาและความตื่นเต้นดีใจ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว พวกเขามองว่านี่คือโอกาสทองที่จะได้ชื่นชมความงามของดอกไม้ประจำโรงงานอย่างใกล้ชิดและเปิดเผย
ดังนั้น การจับจองที่นั่งแถวหน้าในวันงานจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกคนต้องทำให้สำเร็จ
หลิวฉี่หรงที่กำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจกับการก่อสร้างเวทีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาจนแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
พอหันไปเห็นภาพของเฉินชิงที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายใจเฉิบ มือข้างหนึ่งถือแตงโม ส่วนอีกข้างถือหนังสือพิมพ์ ดูไม่ออกเลยว่ามาทำงานหรือมาพักร้อนกันแน่
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาจึงตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาเธอ “เจ้าหน้าที่เฉิน มาช่วยดูเวทีของเราหน่อยสิครับ ว่ามีตรงไหนต้องแก้ไขเพิ่มเติมอีกไหม”
“ไม่มีนี่คะ” เฉินชิงตอบกลับโดยไม่ได้ละสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์
“คุณยังไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำ!” หลิวฉี่หรงแย้งเสียงดัง
“โธ่ ฉันเชื่อมั่นในฝีมือของคุณจะตายไป ในฐานะที่เพิ่งเข้ามามีส่วนร่วมในภายหลัง การไม่เข้าไปก้าวก่ายน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ฉันรู้ธรรมเนียมดีค่ะ คุณไม่ต้องกังวลว่าฉันจะรู้สึกไม่ดีหรอกนะคะ ฉันเป็นคนใจกว้าง คุยง่ายจะตาย”
เฉินชิงพูดไปพลางกัดแตงโมหวานฉ่ำคำโต
แตงโมลูกนี้เป็นของกำนัลที่ใครบางคนนำมามอบให้หัวหน้าหลินเพื่อเป็นการขอบคุณ และหัวหน้าหลินก็ได้ผ่าแบ่งให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติด้วยกัน
แม้ว่าเฉินชิงจะไม่ได้สังกัดฝ่ายสตรี แต่ด้วยทำเลที่ตั้งที่เธอนั่งอยู่ตรงทางเข้าชั้นหนึ่งพอดิบพอดี ประกอบกับสายตาที่จ้องมองไปยังวงแตงโมไม่วางตา ทำให้ทุกคนจำต้องแบ่งให้เธออย่างเสียไม่ได้
เธอได้มาทั้งหมดสองชิ้นถ้วน
ก่อนที่หลิวฉี่หรงจะปรากฏตัว เฉินชิงจัดการชิ้นแรกไปเรียบร้อยแล้ว และทันทีที่เขาเดินมาถึง ชิ้นที่สองก็ถูกจัดการจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
เปลือกแตงโมสองชิ้นที่ถูกแทะจนไม่เหลือเนื้อสีแดงวางกองอยู่ข้างๆ เฉินชิงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ สบตากับใบหน้าที่แดงก่ำของหลิวฉี่หรง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
“คุณคงจะประทับใจมากเลยสินะคะ”
ร่างกายของหลิวฉี่หรงถึงกับเซไปเล็กน้อย
เขาคงไม่ได้กำลังจะเป็นลมแดดเพราะความร้อน แต่เป็นเพราะถูกผู้หญิงคนนี้ยั่วโมโหจนเลือดขึ้นหน้าต่างหาก!
บนโลกใบนี้จะมีใครที่ไร้หัวคิดได้เท่าเธออีก เขาอุตส่าห์เดินมาหาถึงที่ แต่เธอกลับกินแตงโมสองชิ้นรวดเดียวโดยไม่คิดจะแบ่งให้เขาสักนิด!
“ผมไม่ประทับใจเลยสักนิด! ในฐานะคนในองค์กรเดียวกัน ผมไม่เคยเห็นว่าการชอบฉกฉวยผลงานของคนอื่นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเลย ตรงกันข้าม ผมว่าคนในคณะกรรมการโรงงานของเรามันเฉื่อยชาเกินไป ควรจะกระตือรือร้นให้มากกว่านี้”
“แต่ถ้าพวกเราขยันขันแข็งกันเกินไป โรงงานเครื่องจักรคงได้ปั่นป่วนกันพอดี” เฉินชิงโต้กลับตามความเป็นจริง
ความสัมพันธ์ระหว่างแผนกต่างๆ นั้นมีความละเอียดอ่อน บางแผนกต้องทำงานอย่างเต็มกำลัง ในขณะที่บางแผนก การอยู่นิ่งๆ กลับเป็นผลดีที่สุด หากคณะกรรมการโรงงานลงมาจ้ำจี้จ้ำไชกับทุกเรื่อง พนักงานในโรงงานก็คงไม่ต้องเป็นอันทำอะไรกันแล้ว
หลิวฉี่หรงตวาดกลับ “คุณมันก็แค่คนขี้เกียจ!”
“ใช่ค่ะ ใครๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นพวกไม่เอาถ่าน” เฉินชิงหาวหวอด
“คุณหลิว คุณเป็นคนขยันนี่คะ ทำไมไม่รีบไปทำงานต่อล่ะคะ”
หลิวฉี่หรงรู้สึกปวดหัวตุบๆ อาการวิงเวียนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
“คุณเป็นผู้หญิงที่ขี้เกียจที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเคยเจอมาเลย!”
“เหรอคะ” เฉินชิงเหลือบตามองอย่างไม่แยแส
“แล้วยังไงต่อคะ ถ้าคุณไม่อยากทำ ฉันจะได้ไปแจ้งหัวหน้าหลิวให้หาคนอื่นมาทำแทน เมื่อวานตอนที่ฉันอาสาจะทำเอง คุณก็แสดงท่าทีเหมือนกลัวว่าฉันจะมาแย่งความดีความชอบไปเสียอย่างนั้น คำพูดคำจาแต่ละคำก็มีแต่การลองเชิง คิดว่าฉันดูไม่ออกหรือไง พอมาวันนี้ฉันเลือกที่จะไม่ยุ่ง คุณก็ยังมาหาเรื่องอีก สรุปแล้วคุณต้องการอะไรกันแน่!”
เฉินชิงตบหนังสือพิมพ์ลงบนตักแล้วลุกพรวดขึ้นยืน
เสียงที่ดังขึ้นดึงดูดสายตาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสตรีและพนักงานที่กำลังตกแต่งเวทีให้หันมามองเป็นจุดเดียว
หลิวฉี่หรงตกใจจนผงะถอยหลังไปหลายก้าว “คุณ…คุณจะทำอะไร!”
“ฉันจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ แล้วไอ้ท่าทีกับน้ำเสียงของคุณนั่นมันหมายความว่ายังไง อย่ามาทำเป็นเจ้ากี้เจ้าการหน่อยเลย ฉันไม่ใช่ลูกน้องคุณนะ!”
เฉินชิงหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาแล้วทิ้งตัวลงนั่งตามเดิม ก่อนจะเอ่ยไล่เสียงเย็น
“ไปให้พ้น”
หลิวฉี่หรงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการโรงงาน ทุกคนต่างพยายามรักษาภาพลักษณ์ของตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ เวลาไม่พอใจใคร ก็มักจะใช้วิธีพูดจาถากถาง หรือไม่ก็นินทาลับหลัง หรืออาจจะปล่อยข่าวลือให้เสียหายไปเลย แต่ไม่มีใครที่กล้าพอจะด่าทอต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ มันเป็นการหักหน้ากันอย่างรุนแรง!
“เฉินชิง คุณนี่มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ”
“เกินบ้าอะไรของคุณ!” เฉินชิงทำท่าจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่หลิวฉี่หรงกลับชิงหมุนตัวเดินหนีไปเสียก่อน
ก่อนจะจากไป เขายังไม่วายหันกลับมาทิ้งท้ายประโยคเพื่อรักษาหน้าของตัวเอง
“ผมไม่ถือสาผู้หญิง”
“ถ้าเถียงสู้ไม่ได้ก็ยอมรับมาตรงๆ อย่ามาอ้างนั่นอ้างนี่ให้ตัวเองดูดีหน่อยเลย คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงได้คิดว่าคนอย่างฉันต้องให้คุณมาออมมือให้ด้วย”
เฉินชิงแค่นเสียง ‘เชอะ’ อย่างไม่ใส่ใจ
คำพูดของเธอเสียดแทงใจหลิวฉี่หรงจนเขาแทบจะปล่อยโฮออกมา
บรรดาเจ้าหน้าที่หญิงฝ่ายสตรีต่างพากันหัวเราะคิกคัก ในขณะที่เหล่าพนักงานที่กำลังสร้างเวทีต้องพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ เพราะกลัวว่าจะไปทำลายความภาคภูมิใจที่เหลืออยู่น้อยนิดของหลิวฉี่หรง
เมื่อหลิวฉี่หรงเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขาราวกับเป็นตัวตลก ความโกรธก็ปะทุขึ้นจนแทบจะระเบิดออกมา เขาเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน มุ่งหน้าตรงไปยังห้องน้ำ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขายังไม่เคยต้องอับอายขายหน้าเท่านี้มาก่อน เขาต้องการเวลาเพื่อสงบสติอารมณ์!
แต่เรื่องนี้เขาไม่มีวันลืม และจะไม่มีวันปล่อยเฉินชิงไปง่ายๆ แน่!
เฉินชิงยังคงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไปอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน ปล่อยให้ชายหนุ่มจัดการกับความอับอายของตัวเองไป
เรื่องราวการปะทะคารมระหว่างเฉินชิงและหลิวฉี่หรงกลายเป็นข่าวร้อนที่แพร่กระจายไปทั่วโรงงานในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ชื่อเสียงด้านความห้าวหาญของเธอยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกระดับ
เฉินชิงไม่สนใจเสียงนินทาใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เธอก็เก็บของกลับบ้านตรงเวลา
เป็นคนแรกของทั้งโรงงานที่ได้กลับบ้าน!
ช่างเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจเสียนี่กระไร!
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินชิงก็ลงมือเย็บเสื้อเชิ้ตของเฮ่อหย่วนจนเสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะไหว้วานให้อวี้ถิงนำไปคืนให้ที่บ้านข้างๆ
เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งต็อกๆ ไปยังบ้านข้างเคียง แล้วยื่นเสื้อที่พับไว้อย่างดีให้กับเฮ่อหย่วน
“คุณอา เสื้อของคุณอาค่ะ”
เมื่อเฮ่อหย่วนเห็นว่าเป็นอวี้ถิงที่นำเสื้อมาให้ แววตาของเขาก็ฉายความผิดหวังออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะรับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับไว้อย่างประณีตมาไว้ในมือ
“ขอบใจนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” อวี้ถิงตอบกลับอย่างนอบน้อม
“คุณอาคะ หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“อืม”
เฮ่อหย่วนมองตามร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงจนลับสายตาไปแล้วจึงก้มลงมองเสื้อเชิ้ตในมือ สายตาของเขาจับจ้องไปยังบริเวณที่เคยมีรอยขาดเมื่อเช้า บัดนี้มันถูกซ่อมแซมด้วยฝีเข็มที่ละเอียดจนแทบจะมองไม่เห็นร่องรอย
เขาใช้นิ้วลูบไปตามแนวตะเข็บเบาๆ พลางนึกทึ่งในฝีมือของเธอ แต่เมื่อพิจารณาว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้อยู่ในฐานะเพื่อน การกระทำนี้ก็เป็นเพียงการแสดงความขอบคุณเท่านั้น เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เขาเก็บเสื้อตัวนั้นไว้อย่างดี โดยตั้งใจว่าจะนำมาสวมในวันรุ่งขึ้น
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกกางเกงตัวเก่งมาจับคู่กับเสื้อเชิ้ตตัวนี้ เมื่อได้ชุดที่ถูกใจแล้ว เขาก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมา
แต่แล้วเมื่อถึงเวลาดับไฟนอน เฮ่อหย่วนที่หลับตาลงได้เพียงครู่เดียวก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะคว้าเสื้อเชิ้ตตัวนั้นยัดกลับเข้าไปในตู้
เขาไม่ได้อัตคัดเสื้อผ้าถึงขนาดนั้นเสียหน่อย เหตุใดจึงต้องใส่เสื้อที่มีรอยปะด้วย! ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นฝีมือของคนที่ไม่คุ้นเคยอีก!
เฮ่อหย่วนกลับไปล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยความคิดที่สับสนวุ่นวาย ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเปิดไฟแล้วลุกขึ้นมานั่งประกอบพัดลมไฟฟ้าเพื่อฆ่าเวลา
กว่าจะรู้ตัวอีกที ท้องฟ้าภายนอกก็เริ่มจับแสงของวันใหม่แล้ว เฮ่อหย่วนจึงเก็บข้าวของและเตรียมตัวไปทำงาน เสื้อที่เขาสวมใส่อยู่นั้นคือตัวที่เฉินชิงเป็นคนซ่อมให้
เขาไม่ได้ใส่เพราะเห็นแก่เธอหรอกนะ แต่เป็นเพราะไม่อยากให้ของต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ต่างหาก
เมื่อเดินทางมาถึงสถาบันวิจัย เขาก็สวนกับรองหัวหน้าเหมาเจี้ยนกั๋วที่กำลังรีบร้อนจะออกไปข้างนอก พอเห็นหน้าเขา รองหัวหน้าก็รีบสั่งงานทันที
“เรื่องโครงการคุณดูแลไปก่อนนะ ที่บ้านผมมีเรื่องด่วน ผมต้องรีบไปแล้ว”
[จบบท]