บทที่ 65: สงครามรักประกาศศึก
เฮ่อหย่วนยังคงอยู่ในชุดทำงานของโรงงาน ร่างสูงใหญ่ของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงเงารางๆ ในสายตาของผู้คน ก่อนที่เขาจะเลือนหายไปยังพื้นที่ทำงานส่วนตัวของเขา
ในฐานะนักวิจัยหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาประจำการ แม้จะได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการเสิ่น และเป็นที่ชื่นชมของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง แต่การถูกกีดกันจากกลุ่มเก่าก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
เอกสารขอเบิกวัสดุที่เฮ่อหย่วนยื่นเรื่องไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาทำงาน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยได้รับการอนุมัติอย่างครบถ้วนสักครั้ง
รองหัวหน้าสถาบันวิจัยเหมาซึ่งเปรียบเสมือนหัวหน้าโดยตรงของเขาก็มีสถานะที่ค่อนข้างเปราะบาง ทำให้ไม่กล้าออกตัวสนับสนุนเขาอย่างเปิดเผย
สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ทีมวิจัยของเขาไม่สามารถเริ่มต้นโครงการใดๆ ได้เลยสักอย่าง ในเมื่อคนอื่นๆ ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ เฮ่อหย่วนก็ยิ่งไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบร้อน
เขามีเป้าหมายหลักในการวิจัยอยู่สองอย่าง คือทาวเวอร์เครนซึ่งเป็นภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากเบื้องบน และรถยนต์ซึ่งเป็นความหลงใหลส่วนตัวของเขา
เมื่อการขอเบิกวัสดุใหม่ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก เฮ่อหย่วนจึงเปลี่ยนแนวทางมาเป็นการถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมแทน
เป้าหมายหลักของเขาในตอนนี้คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เขาต้องการเพิ่มอัตราส่วนการอัดให้สูงขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มกำลังขับและประสิทธิภาพในการเผาไหม้ โดยต้องควบคุมไม่ให้เกิดการจุดระเบิดที่รุนแรงจนเป็นอันตราย
สถาบันวิจัยแห่งนี้เป็นที่รวมของเหล่าผู้คนที่อุทิศตนให้กับการค้นคว้าอย่างแท้จริง หากไม่นับรวมกลุ่มคนที่มัวเมาอยู่กับการแก่งแย่งชิงอำนาจแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นอัจฉริยะที่จมดิ่งอยู่กับโลกแห่งการวิจัย
ด้วยเหตุนี้ หากไม่มีคำสั่งห้ามเป็นพิเศษ ก็จะมีคนคอยส่งเสียงเตือนให้พวกเขาไปรับประทานอาหารกลางวันเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้สุขภาพร่างกายต้องทรุดโทรมลง
โรงงานเครื่องจักรแห่งนี้นับเป็นองค์กรแรกๆ ที่ริเริ่มธรรมเนียมปฏิบัตินี้ ความเอาใจใส่ที่ผู้จัดการเสิ่นมีต่อนักวิจัยนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการดูแลลูกหลานในไส้เลยแม้แต่น้อย
ในช่วงกลางวัน เฮ่อหย่วนไม่มีเวลาพอที่จะกลับไปทำอาหารเอง เขาจึงเลือกที่จะฝากท้องไว้ที่โรงอาหารของโรงงานเช่นเดียวกับพนักงานคนอื่นๆ
ทันทีที่ร่างสูง 186 เซนติเมตรในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็คสีดำของเขาปรากฏตัวขึ้น ก็ตกเป็นเป้าสายตาของพนักงานหญิงจำนวนมากในโรงงาน ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาและรูปร่างที่สูงโปร่ง ทำให้เขาโดดเด่นเหนือใครในฝูงชน
เฉินชิงเห็นเขาได้อย่างชัดเจนในทันทีที่เขาก้าวเข้ามา เมื่อเห็นว่าเขามองมาทางนี้ เธอก็ยิ้มและทักทายเขาอย่างเป็นมิตร แต่แล้วรอยยิ้มของเธอก็ต้องจางลง เมื่อเขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่เห็นเธอเสียอย่างนั้น ท่าทีเย็นชาของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า
ภาพความทรงจำที่เขาเคยพูดว่าพวกเขาไม่ใช่เพื่อนกันแวบเข้ามาในหัว เฉินชิงจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำให้ตัวเองต้องอับอายไปมากกว่านี้ ในเมื่อเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการข้องแวะกับเธอ ต่อไปเธอก็แค่พยายามหลีกเลี่ยงเขาให้มากที่สุดก็พอ
เฉินชิงซึ่งต่อแถวเป็นคนแรกๆ ได้ทานอาหารจนอิ่มเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เธอกำลังจะเดินออกจากโรงอาหาร หยางซิวจิ่นก็เข้ามาเดินขนาบข้างเธออย่างรวดเร็วราวกับปลาสเตอร์ยาที่แกะไม่ออก
“เสี่ยวชิง ผมขอรบกวนอะไรสักอย่างได้ไหมครับ”
“ไม่ได้ค่ะ”
“แต่อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ในสถานะเจ้าหนี้กับลูกหนี้นะครับ คุณยังเป็นหนี้ผมอยู่...”
“มีเรื่องอะไรก็รีบพูดมาเถอะค่ะ” เฉินชิงฝืนยิ้มออกมาบางๆ ขณะที่ในใจก่นด่าเจ้าของร่างเดิมและหยางซิวจิ่นไปหลายตลบ
หยางซิวจิ่นสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ เขาจึงรีบลดท่าทีแข็งกร้าวลงแล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงอ้อนวอน
“เรื่องนี้มันคอขาดบาดตายสำหรับลูกสาวผมจริงๆ นะครับ คุณก็รู้ว่าญาติพี่น้องฝั่งผมพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย ส่วนครอบครัวของอดีตภรรยาก็ตั้งแง่รังเกียจเสี่ยวเหอ ช่วงนี้ผมจำเป็นต้องเดินทางไปต่างถิ่น ไม่รู้จะฝากลูกไว้กับใครจริงๆ คนเดียวที่ผมไว้ใจได้ก็มีแค่คุณเท่านั้น”
เฉินชิงสวนกลับเรียบๆ “ฉันชอบตีเด็ก กลัวว่าพอกลับมาจากการเดินทาง คุณอาจจะต้องไปรับลูกที่โรงพยาบาลแทน”
หยางซิวจิ่นหัวเราะ “แต่อย่างน้อยคุณก็ไม่มีวันทำร้ายเธออย่างแน่นอน ผมเชื่อมั่นในตัวคุณ”
“คุณคงสติไม่ดีไปแล้วล่ะค่ะ...”
“ผมไปแค่ 5 วันเท่านั้น ผมจะหักหนี้ให้คุณวันละ 2 หยวนเป็นการตอบแทน คุณสบายใจได้เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก ผมจะไม่เอาความคุณเด็ดขาด ส่วนเรื่องอาหารการกินของเธอ ผมจะเตรียมไว้ให้พร้อม ถ้าคุณยังไม่วางใจ ผมสามารถเขียนหนังสือสัญญาให้คุณได้เลย”
พูดจบ หยางซิวจิ่นก็หยิบหนังสือสัญญาที่เตรียมไว้อย่างดีออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมการทุกอย่างมาอย่างรอบคอบ
เฉินชิงปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่ชอบลูกสาวของคุณ ต่อให้เสนอเงินมากกว่านี้ฉันก็ไม่รับฝาก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางซิวจิ่นแข็งค้างไปชั่วครู่
“ทำไมล่ะครับ เสี่ยวเหอของผมออกจะน่ารักและเชื่อฟัง”
เฉินชิงย้อนถาม “ถ้าน่ารักและเชื่อฟังขนาดนั้น ทำไมคุณไม่พาไปด้วยกันล่ะคะ หรือว่าจริงๆ แล้ว...หัวหน้าหยางไม่ได้รักลูกสาวอย่างที่ใครๆ เขาลือกัน”
ริมฝีปากสีแดงสดของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยประกายท้าทาย
ลูกกระเดือกของหยางซิวจิ่นขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ เขาเกือบจะตกหลุมพรางเสน่ห์อันร้ายกาจที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของเธอ
เฉินชิงไม่รอให้เขาได้พูดอะไรต่อ เธอเดินผ่านร่างของเขาไป มุ่งตรงไปยังอาคารสำนักงาน
เงินอาจเป็นสิ่งสำคัญ แต่เธอก็ไม่โง่พอที่จะชักนำหมาป่าเข้าบ้านเพียงเพื่อเงินแค่ 10 หยวน
สมองของเฉินชิงประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธออ่านเกมของหยางซิวจิ่นออกทะลุปรุโปร่ง หากเธอยอมรับฝากเด็กไว้ที่บ้าน ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเขาย่อมต้องแพร่สะพัดไปทั่วโรงงานอย่างแน่นอน
และเมื่อถึงตอนนั้น หากหยางอี้เหอไปป่าวประกาศกับใครต่อใครว่า ‘หนูอยากได้แม่เลี้ยง หนูชอบน้าเฉินชิงที่สุด นอกจากน้าแล้วหนูไม่เอาใครทั้งนั้น’
สถานการณ์ก็จะยิ่งบีบคั้นให้เธอต้องจนมุม หากเธอเกิดใจอ่อนสงสารเด็กขึ้นมาแม้เพียงนิดเดียว เรื่องราวระหว่างเธอกับหยางซิวจิ่นก็คงจะลงเอยอย่างที่เขาต้องการ
สุนัขจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ช่างวางแผนได้แยบยลนัก
ณ โรงอาหารของโรงงานเครื่องจักร
ประตูโรงอาหารเปิดอ้าซ่า ปล่อยให้ไอร้อนและกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ พัดลมไฟฟ้าเก่าคร่ำคร่าหลายตัวที่แขวนอยู่บนผนังหมุนเอื่อยๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ก็แทบไม่ช่วยบรรเทาความร้อนอบอ้าวได้เลย
โต๊ะยาวทุกตัวในโรงอาหารถูกจับจองจนเต็ม แต่เรื่องน่าแปลกก็คือ หยางซิวจิ่นกลับเลือกที่นั่งฝั่งตรงข้ามของเฮ่อหย่วนอย่างจงใจ
“นักวิจัยเฮ่อ จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะขอนั่งตรงนี้”
เฮ่อหย่วนเงยหน้าขึ้นจากจานข้าว สายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยแรงกดดันจับจ้องไปยังร่างของหยางซิวจิ่น
ภาพรอยยิ้มสดใสของเฉินชิงที่มอบให้เขาเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในความคิด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความรู้สึก
“เป็นสิครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางซิวจิ่นชะงักงัน
“พอดีว่าผมหาที่นั่งอื่นไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงต้องมานั่งตรงนี้”
ว่าแล้วเขาก็ทรุดตัวลงนั่งโดยไม่รอคำอนุญาต
เฮ่อหย่วนลดสายตาลง ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
หยางซิวจิ่นเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเรื่องของเฉินชิงขึ้นมาอีกครั้ง
“ได้ยินมาว่าช่วงนี้เสี่ยวชิงสร้างความเดือดร้อนให้คุณอยู่ไม่น้อยเลยสินะครับ เธอยังเด็ก นิสัยก็ค่อนข้างวู่วามไปหน่อย หากมีเรื่องไหนที่ล่วงเกินคุณไป ผมต้องขออภัยแทนเธอด้วย”
คำพูดที่แสดงความเป็นผู้ปกครองอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้คนรอบข้างที่ได้ยินต่างก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเขากำลังประกาศความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
หางตาของเฮ่อหย่วนหรี่ลงเล็กน้อย ฉายแววเย็นชาและอำมหิต
“ถ้าผมจำไม่ผิด สหายเฉินชิงเคยประกาศต่อหน้าคนทั้งโรงงานแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคุณมีเพียงแค่เรื่องหนี้สินเท่านั้น ตอนนี้หัวหน้าหยางกำลังทำอะไรอยู่ คิดจะทำลายชื่อเสียงของสตรีอย่างงั้นเหรอครับ”
หยางซิวจิ่นแก้ต่าง “เราแค่สนิทกันเป็นพิเศษเท่านั้น ในฐานะเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานาน การแสดงความห่วงใยกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นอย่างที่นักวิจัยเฮ่อกล่าวหาหรอกครับ”
เพื่อน...
คำคำนี้วนเวียนอยู่ในความคิดของเฮ่อหย่วน
“ก็คงจะจริงครับ...เพื่อนข้างเดียว ก็ยังนับว่าเป็นเพื่อนได้เหมือนกัน”
“คุณกำลังจะบอกอะไรครับ” สีหน้าของหยางซิวจิ่นเริ่มเปลี่ยนเป็นทะมึนขึ้นเรื่อยๆ
นับตั้งแต่ที่เฮ่อหย่วนปรากฏตัวขึ้น เฉินชิงก็เริ่มตีตัวออกห่างจากเขา ทั้งที่ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังจะพัฒนาไปถึงขั้นแต่งงานอยู่แล้วเชียว แต่จู่ๆ เฉินชิงก็กลับไปหลงใหลในตัวเฮ่อหย่วน ทำให้ช่องว่างระหว่างเธอกับเขายิ่งถ่างกว้างออกไปอีก
เฮ่อหย่วนกล่าวเรียบๆ “ไม่มีอะไรมากครับ แค่หวังว่าหัวหน้าหยางจะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว และทำอะไรอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมามากกว่านี้”
คำพูดของเขามีความหมายแฝงซ้อนอยู่ถึงสองชั้น
หัวใจของหยางซิวจิ่นกระตุกวูบ “นักวิจัยเฮ่อนี่เป็นคนน่าสนใจจริงๆ ผมอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
ทั้งที่อาหารบนถาดของเขายังแทบไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พากันงุนงง แต่ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่านี่คือสถานการณ์ที่บุรุษสองคนกำลังแย่งชิงสตรีเพียงหนึ่งเดียว
แต่เมื่อนึกถึงท่าทีเย็นชาที่นักวิจัยเฮ่อแสดงออกต่อเฉินชิงก่อนหน้านี้ มันก็ดูไม่เหมือนกับอาการของคนที่กำลังตกหลุมรักเลยสักนิด
ทุกคนต่างก็สับสนวุ่นวายใจไปตามๆ กัน
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของข่าวลือที่แพร่สะพัดไปไกลเกินกว่าความเป็นจริง
กว่าที่เฉินชิงจะได้ยินข่าวลือเรื่องที่ว่ามีผู้ชายสองคนกำลังแย่งชิงตัวเธอนั้น เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงวันเสาร์
เมื่อได้รู้ว่าตัวละครหลักในเรื่องคือหยางซิวจิ่นและเฮ่อหย่วน เธอก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
เธออุ้มเฮ่ออวี้ถิงขึ้นมาบนตัก พลางหยิกแก้มกลมๆ ของนักข่าวกิตติมศักดิ์ตัวน้อยเบาๆ
“ไหนลองเล่าให้น้าฟังสิ ว่าคนข้างนอกเขาพูดถึงน้ากันว่ายังไงบ้าง”
นักข่าวกิตติมศักดิ์ตัวน้อยทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจ
“พวกนั้นเป็นคนไม่ดีทั้งนั้นเลยค่ะ คุณน้าอย่าไปฟังที่พวกเขาพูดนะคะ”
“ได้เลยจ้ะ น้าจะไม่ฟังพวกเขาเด็ดขาด แล้วคนเก่งของน้าก็ไม่ต้องโกรธแล้วนะ เข้าใจไหมจ้ะ”
[จบบท]