บทที่ 66: เส้นทางสู่ตลาดมืด
วันเสาร์วนมาถึง เฉินชิงไม่มีความคิดจะปล่อยให้เรื่องของผู้ชายสองคนที่ไม่เห็นจะสลักสำคัญอะไรมาทำให้ตัวเองต้องหงุดหงิดใจ
อีกประเดี๋ยวเธอมีนัดจะพาเฮ่ออวี้ถิงไปหาเพื่อนเล่น ซึ่งเจ้าตัวเล็กก็ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะอยากให้ตัวเองดูน่ารักที่สุดในสายตาเพื่อน เฉินชิงจึงกำลังลงมือแปลงโฉมให้หลานสาวตัวน้อยอย่างตั้งใจ
เธอบรรจงแบ่งผมยาวสลวยของเด็กหญิงออกเป็นสองข้างอย่างเบามือ แล้วมวยขึ้นเป็นทรงซาลาเปาคู่ที่แลดูน่ารักน่าเอ็นดู ก่อนจะประดับด้วยกิ๊บดอกไม้สีชมพูหวานที่อุตส่าห์ไปเลือกซื้อมาจากสหกรณ์การค้าและการตลาด เพียงเท่านี้ ผมจุกเล็กๆ ทั้งสองข้างก็ดูโดดเด่นขึ้นมาทันตา
“แล้วเธอล่ะเฮ่ออวี้เสียง จะไปหาเพื่อนเธอด้วยกันไหม”
“ผมไม่อยากไปแล้วครับ”
น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นเรียบเฉยผิดกับท่าทีที่เคยตั้งตารอคอยก่อนหน้านี้ เฮ่ออวี้เสียงมีเพื่อนสนิทอยู่แค่คนเดียว แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธก็ทำให้ความกระตือรือร้นที่จะไปเล่นกับเพื่อนมลายหายไปสิ้น เมื่อเขาได้พบกับหงต้าจู้
เขาไม่ได้เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา แต่หงต้าจู้ต่างหากที่เข้ามาหาเขาเอง
แม้จะเติบโตขึ้นมาในถิ่นทุรกันดาร แต่การที่ญาติในเมืองยังคงเรียกหาให้มาช่วยงานอยู่เสมอ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าหงต้าจู้เป็นคนฉลาดและรู้จักเอาตัวรอดแค่ไหน
เขาไม่ได้มองว่าเฮ่ออวี้เสียงเป็นเพียงเด็กชายวัย 6 ขวบ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือเด็กคนนี้มีเงิน และที่สำคัญคือน้าสาวของเด็กคนนี้มีช่องทางทำกิน
เมื่อเห็นแววตาไม่เต็มใจของเฮ่ออวี้เสียง หงต้าจู้จึงตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อแสดงความจริงใจออกมา
“เธอจำตอนที่มาหมู่บ้านเซี่ยสุ่ยครั้งล่าสุดได้ไหม วันนั้นนอกจากพวกเธอที่มาในรถแล้ว ยังมีผู้ชายอีกคนแอบตามมาด้วย ฉันกลัวว่าเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เลยลองสะกดรอยตามไปดู ปรากฏว่าเขาไปพบกับคนชื่อหยางซิวจิ่น”
“เขาเหรอครับ” เฮ่ออวี้เสียงทวนคำพลางขมวดคิ้วมุ่น
หงต้าจู้รีบพยักหน้ารับเป็นพัลวัน “ใช่ เมื่อคืนฉันขึ้นเขาไปดูสัตว์ที่ดักไว้ บังเอิญได้ยินพวกเขาคุยกันว่าจะต้องตามหาอะไรบางอย่างให้เจอ แล้วก็ได้ยินชื่อเธอแว่วๆ ด้วย ฉันรับปากเลยนะ ถ้าเธอช่วยให้ฉันมีช่องทางหาเงิน ต่อไปไม่ว่าพวกนั้นจะขยับตัวทำอะไร ฉันจะรีบคาบข่าวมาบอกเธอเป็นคนแรก”
แม้จะยังจับต้นชนปลายความคิดของหยางซิวจิ่นไม่ถูก แต่สัญชาตญาณลึกๆ ก็ร้องเตือนเฮ่ออวี้เสียงว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนดีแน่
ในเมื่อหงต้าจู้ยอมเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อใจ และตัวเขาเองก็ต้องการคนช่วยสืบข่าวอยู่พอดี เฮ่ออวี้เสียงจึงไม่คิดจะเล่นตัวอีกต่อไป เขารับปากว่าจะหาลู่ทางทำเงินให้
แผ่นรองส้นในท้องตลาดตอนนี้มีราคาตั้งแต่สองเหมาห้าไปจนถึงสี่เหมาห้า ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่ใช้ แต่โดยมากแล้วชาวบ้านทั่วไปมักจะนำเศษผ้าเก่ามาทากาวแปะทับกันหลายๆ ชั้นเพื่อทำพื้นรองเท้าเอง น้อยคนนักที่จะยอมควักเงินซื้อของสำเร็จรูป
เฮ่ออวี้เสียงเสนอขายแผ่นรองส้นเพิ่มความสูงให้ในราคาห้าเหมา เพื่อให้หงต้าจู้สามารถนำไปขายต่อได้ในราคาเจ็ดเหมา
หงต้าจู้มารับของไปขายเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำกำไรได้ถึงสองหยวน หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เดือนหนึ่งเขาก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงหกหยวน ซึ่งมากพอจะยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวได้อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับต้องอดตาย
ความรู้สึกขอบคุณที่เขามีต่อเฮ่ออวี้เสียงนั้นท่วมท้นอยู่ในใจ
ก่อนจะเริ่มทำธุรกิจร่วมกัน เฮ่ออวี้เสียงได้ร่างสัญญาขึ้นมาฉบับหนึ่ง ระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าหากหงต้าจู้ถูกจับได้ ในช่วงเวลาหกเดือนที่ติดคุก เขาจะส่งเงินช่วยเหลือให้เดือนละห้าหยวน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หงต้าจู้ปากโป้งทรยศ นอกจากจะไม่ได้เงินสักเฟินแล้ว ครอบครัวของเขาก็จะได้เจอกับการเอาคืนจากน้าของเขาอย่างแน่นอน และเมื่อใดก็ตามที่ข้อตกลงนี้สิ้นสุดลง สัญญาฉบับนี้จะถูกทำลายทิ้งทันที
หงต้าจู้จรดนิ้วโป้งลงบนหมึกก่อนจะประทับลงบนกระดาษและเซ็นชื่อกำกับโดยไม่ลังเล
ทันทีที่ได้แผ่นรองส้นเพิ่มความสูงมาไว้ในมือ เขาก็รีบรุดออกไปขายด้วยความหวัง เขาคุ้นเคยกับตลาดมืดเป็นอย่างดี เพราะก่อนจะเข้ามาหาญาติในเมืองทุกครั้ง เขามักจะนำสัตว์ป่าที่ล่าได้มาขายเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัว ที่บ้านมีลูกเล็กๆ ถึงสามคน ภรรยาก็สุขภาพไม่สู้ดีนัก ทำงานหนักก็ไม่ได้ ส่วนแม่ก็ต้องการเงินเป็นค่ายาอยู่ตลอดเวลา ต่อให้ลำบากแค่ไหนเขาก็ไม่เคยคิดจะขายลูกกิน ดังนั้นในฐานะเสาหลักของบ้าน เขาจึงต้องยอมทำทุกอย่าง
ตอนแรกหงต้าจู้คาดว่าสินค้าใหม่อย่างแผ่นรองส้นเพิ่มความสูงอาจจะต้องใช้เวลาในการหาลูกค้า แต่ผิดคาด มันกลับขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว เขาจึงรีบกลับมาส่งข่าวดีให้เฮ่ออวี้เสียง
“ของหมดแล้ว คนอยากได้กันเยอะมาก”
เฮ่ออวี้เสียงจ่ายส่วนแบ่งให้เขาเรียบร้อย ก่อนจะเก็บเงินหกหยวนห้าเหมาเข้ากระเป๋าตัวเอง
“วัสดุมันไม่ได้หาง่ายๆ นะครับ ต่อไปลุงไม่ต้องมาหาผมแล้ว ผมจะพาไปที่หนึ่ง หลังจากนี้ผมจะเอาของไปซ่อนไว้ตรงนั้น พอขายได้เงินมาก็ให้เอาไปวางไว้ที่เดียวกัน”
เด็กชายพาหงต้าจู้ไปยังด้านหลังของห้องน้ำสาธารณะซึ่งเป็นที่เดียวกับที่อ่ายเจี่ยวหู่เคยประสบอุบัติเหตุตกลงไปในบ่อส้วม หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ห้องน้ำก็ถูกทิ้งร้างเพราะชาวบ้านต่างกลัวว่าจะโชคร้ายเหมือนอ่ายเจี่ยวหู่ ทำให้บริเวณนี้เงียบสงัดและมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งจนไม่มีใครอยากเฉียดเข้ามาใกล้
ทันทีที่ก้าวมาถึงด้านหลังห้องน้ำ กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ลอยมาปะทะจมูกก็ทำให้หงต้าจู้ถึงกับหน้าเหยเก เขารู้สึกทึ่งในความรอบคอบของเด็กชายคนนี้อย่างบอกไม่ถูก
“เธอวางใจได้เลย ฉันเป็นคนรักษาสัจจะยิ่งชีพ”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ”
หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าชายคนนี้มีภาระต้องดูแลทั้งแม่และลูกๆ และพร้อมที่จะทำงานหนักสู้ชีวิตเพื่อครอบครัว เฮ่ออวี้เสียงก็คงไม่เลือกเขามาเป็นหุ้นส่วนด้วย
เมื่อตกลงเรื่องสถานที่นัดพบกันเรียบร้อย ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป หงต้าจู้กำเงินสองหยวนหกเหมาที่เพิ่งได้มาไปซื้อยาให้แม่และซื้อข้าวสารกรอกหม้อ
ส่วนเฮ่ออวี้เสียงก็กลับมาขะมักเขม้นกับการรวบรวมเศษผ้าของน้าสาวอีกครั้ง ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เรื่องการผลิตแผ่นรองส้นเพิ่มความสูงจนไม่อยากจะออกไปวิ่งเล่นที่ไหนอีกแล้ว
เพื่อนฝูงน่ะหรือ จะมีหรือไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไร
เงินสดในกระเป๋าต่างหากที่สำคัญที่สุด
หลังจากแบ่งรายได้ให้น้าไปครึ่งหนึ่ง เขาก็เหลือเงินอยู่สามหยวนสองเหมาห้าเฟิน เมื่อรวมกับเงินเก็บก้อนเดิมก็เป็นสี่หยวนสองเหมาหนึ่งเฟิน หนทางสู่ความร่ำรวยยังคงอีกยาวไกลนัก
เฮ่ออวี้เสียงวางแผนจะแวะไปดูลาดเลาที่สถานีรับซื้อของเก่า เผื่อจะเจอวัสดุอะไรที่พอจะนำมาดัดแปลงทำแผ่นรองส้นได้บ้าง
เฉินชิงเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของหลานชายแล้วก็อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วดีดหน้าผากมนไปหนึ่งที
“นี่เธอจะบ้าเงินไปถึงไหนกัน ไม่ได้นัดส่งของกันอีกทีสิบวันข้างหน้าหรอกเหรอ จะรีบร้อนไปทำไมกัน”
เฮ่ออวี้เสียงลูบหน้าผากป้อยๆ
“ก็ถ้าคนอื่นเห็นว่าของนี่ขายดี เดี๋ยวก็ทำเลียนแบบกันหมดสิครับ ถึงตอนนั้นผมก็อดได้เงินพอดี”
“เงินประเภทนี้ ห้ามหามาเยอะเกินไป”
เฉินชิงได้ส่วนแบ่งถึงครึ่งหนึ่ง เธอจึงจำเป็นต้องจำกัดวงเงินที่เฮ่ออวี้เสียงหามาได้ให้อยู่ในระดับที่เธอสามารถควบคุมความเสี่ยงได้
คำพูดของน้าทำให้เฮ่ออวี้เสียงหมดปัญญาที่จะโต้แย้ง เขาทำได้เพียงเดินตามเธอออกไปเงียบๆ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งขัดใจจนดวงตากลมโตแทบจะเหล่เข้าหากันด้วยความโมโห
สุดท้ายเขาก็ทนเก็บความอัดอั้นไว้ไม่ไหว เดินเข้าไปกระซิบข้างหูเฉินชิง
“น้าก็แค่ไม่อยากให้ผมหาเงินได้เยอะใช่ไหมล่ะ”
“นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของน้า”
“อ้าว แล้วมันเป็นปัญหาของผมเหรอครับ”
“ใช่!”
“ผมมีปัญหาตรงไหน”
“ปัญหาของเธอคือความสามารถยังไม่ถึงขั้น ถ้าเธอเก่งพอ เธอควรจะหาเงินจำนวนมากได้อย่างสง่าผ่าเผย ทำให้น้าสามารถใช้เงินของเธอได้อย่างเปิดเผย ไม่ใช่ทำตัวลับๆ ล่อๆ แล้วยังต้องให้น้ามานั่งกังวลใจเป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับแกด้วย”
น้ำเสียงของเฉินชิงนั้นราบเรียบหากแต่เฉียบคมทุกถ้อยคำ
มันเหมือนน้ำเย็นจัดถังใหญ่ที่สาดโครมลงมาดับความภาคภูมิใจที่หาเงินได้ถึงสามหยวนสองเหมาห้าของเฮ่ออวี้เสียงจนมอดสนิท
เฮ่ออวี้ถิงที่ซบหน้าอยู่บนไหล่น้าสาว มือเล็กๆ กอดตุ๊กตาไว้แน่น เอ่ยปากเรียกพี่ชายที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
“พี่จ๋า รีบๆ หน่อยสิคะ หนูอยากไปหาพี่เหมาเหมาแล้ว”
“จะเรียกทำไมนักหนา พี่บอกแล้วไงว่าไม่อยากไปเจอเขา” เฮ่ออวี้เสียงตวาดกลับอย่างหัวเสีย
“อ้อเหรอคะ งั้นพี่ก็กลับบ้านไปคนเดียวเลย” เฮ่ออวี้ถิงตอบกลับเสียงเรียบ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วหลับตาลง ไม่คิดจะสนใจพี่ชายอีกต่อไป
เฮ่ออวี้เสียงยืนกระทืบเท้าด้วยความขัดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงดังปังแล้วเดินตามหลังน้ากับน้องสาวไป
มุมปากของเฉินชิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
เจ้าเด็กขี้โมโหเอ๊ย
ทั้งสามคนแวะที่สหกรณ์การค้าและการตลาดเป็นที่แรก เฉินชิงซื้อลูกอมรสผลไม้ราคาห้าเหมาติดมือไปด้วย ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังบ้านสไตล์ตะวันตกหลังใหญ่
ตัวอาคารนั้นมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบวิกตอเรีย แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นตัวอักษรสีแดงฉานที่พ่นไว้บนกำแพงอย่างโดดเด่น ‘ความรู้ต้องรับใช้กรรมกร ชาวนา และทหาร’!
เมื่อเข้าไปด้านใน พวกเขาก็ได้สอบถามจนรู้ที่อยู่ของครอบครัวเหมาเหมา แล้วจึงเดินขึ้นบันไดเวียนที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบน ราวบันไดเหล็กดัดถูกพันทับด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา และทุกๆ ระยะห้าขั้นก็จะมีป้ายคำขวัญทางการเมืองติดอยู่เป็นระยะ เช่น ‘จงอย่าได้ลืมการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นอันขาด’
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ตัวอักษรเต็มไปหมด
บรรยากาศที่เคร่งขรึมนี้ทำให้เฉินชิงรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากมอบความทรงจำในวัยเด็กที่สมบูรณ์ให้กับหลานๆ ต่อให้ตายเธอก็ไม่มีวันย่างเท้าเข้ามาในที่แบบนี้เด็ดขาด
“พี่เหมาเหมา!” เสียงใสๆ ของเฮ่ออวี้ถิงดังขึ้นอย่างเปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจ
[จบบท]