บทที่ 67: ทาเลีย
เสียงใสๆ ที่เจือความดีใจของเหมาเหมาดังขึ้นมาว่า ‘อวี้ถิง!’ ทำให้เฉินชิงต้องหันไปมองตามเสียงนั้น เธอเห็นเด็กชายตัวน้อยกำลังวิ่งออกมาจากทางฝั่งบันได
เด็กคนนี้เป็นลูกครึ่ง ทำให้สีตาของเขาดูพิเศษกว่าใคร เป็นสีเทาอมฟ้าที่ใสราวกับแก้ว ผิวขาวสว่างจนแสบตา สันจมูกโด่งคมคายตั้งแต่ยังเล็ก แม้ริมฝีปากจะบาง แต่ก็หยักเป็นรูปตัวเอ็มอย่างที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝัน สวยราวกับเทพบุตรตัวน้อยที่หลุดออกมาจากในนิทาน
เฉินชิงถึงกับตาเป็นประกาย เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมอวี้ถิงถึงได้ชอบเหมาเหมานัก ก็ขนาดเธอเองยังชอบเลย! แล้วจะมีใครบ้างที่ไม่หลงใหลเด็กที่น่ารักขนาดนี้
เหมาเหมาวิ่งเข้าไปหา ส่วนอวี้ถิงก็ดิ้นรนจะลงจากแขนของน้าสาว เมื่อเท้าแตะถึงพื้น เด็กทั้งสองก็โผเข้ากอดกันกลม กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างดีใจสุดขีด
เฮ่ออวี้เสียงทำได้เพียงกอดอกยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย! เหมาเหมาเป็นเด็กที่มีนิสัยร่าเริงสดใสโดยธรรมชาติ แต่การที่ต้องถูกขังอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ นานเป็นปี ทำให้การได้เจอเพื่อนเล่นในวันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา เขาทำท่าจะจุ๊บแก้มอวี้ถิงด้วยความดีใจ
แต่อวี้ถิงกลับใช้ฝ่ามือน้อยๆ ดันหน้าเขาออกไป
เหมาเหมาเอามือลูบหน้าตัวเอง มองเพื่อนอย่างตกตะลึง
“หนูจุ๊บแก้มพี่ไม่ได้แล้วค่ะ” อวี้ถิงบอก
“ทำไมล่ะ” เหมาเหมาถามเสียงอ่อย
“เพราะหนูต้องเป็นเด็กดี เด็กดีเขาไม่จุ๊บแก้มใครมั่วซั่วนะ” อวี้ถิงตอบด้วยเหตุผลที่ท่องจำมาอย่างดี
เหมาเหมาคอตกรับคำว่า ‘โอ้’ อย่างแผ่วเบา
ท่าทางหงอยๆ ของเด็กน้อยน่าสงสารจับใจ เฉินชิงอดไม่ได้ที่จะลูบผมหยิกฟูของเขาเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ ไม่จุ๊บแก้มกันก็เป็นเพื่อนรักกันได้จ้ะ”
พูดก็พูดเถอะ ใบหน้าที่ทั้งขาวเนียนทั้งสวยปานนั้น ขนาดเธอเองยังอยากจะขโมยหอมสักฟอดเลย
รสนิยมของหลานสาวเธอนี่ไม่เลวจริงๆ! เฮ่ออวี้เสียงมองน้าสาวด้วยสายตาเหมือนปลาตาย
เขามั่นใจแล้วว่าน้าของเขาเป็นพวกบ้าเด็ก! เหมาเหมาเป็นเด็กที่โกรธง่ายหายเร็ว พอโดนเฉินชิงปลอบนิดหน่อยก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม
คราวนี้เขาเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เฮ่ออวี้เสียง เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วยื่นปากจูจุ๊บไปหอมแก้มเด็กหนุ่มฟอดใหญ่
“น้องอวี้เสียง คิดถึงพี่ไหม พี่คิดถึงนายมากเลยนะ!”
“ต้องเรียกพี่สิ!!!”
เฮ่ออวี้เสียงรีบเช็ดน้ำลายบนแก้มพลางย้ำสถานะ
“แต่นายเตี้ยกว่าพี่อีกนะ!”
เหมาเหมาลองเทียบความสูงของทั้งสองคนให้ดู แม้ตามอายุแล้วเฮ่ออวี้เสียงจะแก่กว่า แต่ด้วยยีนเด่นของพ่อกับแม่ ทำให้เหมาเหมาสูงกว่าเฮ่ออวี้เสียงอยู่ช่วงตัว
เฮ่ออวี้เสียงนึกเสียดายที่ไม่ได้ทำพื้นเสริมส้นรองเท้ามาใช้ส่วนตัว เขาผลักเหมาเหมาออกไปเบาๆ
“นายนี่มันน่ารำคาญชะมัด”
“เฮะๆ”
เหมาเหมาได้แต่เกาหัวแก้เก้อแล้วฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
เหมาเจี้ยนกั๋วที่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสของลูกชายอีกครั้งในรอบปีก็รู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังอยู่ที่บ้านพักรวม เขาแทบไม่เคยเลิกงานตรงเวลาและไม่เคยสนใจเรื่องซุบซิบของใคร ทำให้เขาไม่รู้จักเฉินชิง จึงเอ่ยถามอย่างสุภาพว่า
“คุณคือ...”
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเฉินชิง เป็นคุณน้าของเด็กๆ ค่ะ พอดีสองคนนี้เขาอยากมาเล่นกับเหมาเหมา ฉันก็เลยถือโอกาสพามา ไม่ได้บอกล่วงหน้า ไม่ทราบว่าจะเสียมารยาทไปหรือเปล่าคะ”
“ไม่ครับ ไม่เลย”
เหมาเจี้ยนกั๋วรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน ปกติแล้วบ้านของเขาแทบไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาเลยนอกจากเพื่อนร่วมงานที่เป็นนักวิจัย
เขาจึงรีบเชิญทุกคนเข้าบ้านด้วยความยินดี
ภายในบ้านสว่างกำลังดี จัดเป็นสัดส่วนสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ซึ่งกว้างขวางพอสำหรับครอบครัวสามคน แต่บรรยากาศกลับดูหม่นหมองเพราะมีดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรยอยู่ดอกหนึ่ง
เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ผมสีทองของเธอดูเหมือนจะเรืองแสงได้ในที่สว่าง แต่ข้อมือกลับมีผ้าพันแผลพันอยู่หลายชั้น สายตาที่ทอดมองออกไปข้างนอกนั้นช่างว่างเปล่า เหมือนใจไม่ได้อยู่ที่นี่
แต่พอได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ แววตาของเธอก็ไหวระริกเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามอง เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ดวงตาสีฟ้าบริสุทธิ์ของเธอก็สั่นไหว
“สหายเฉิน”
แม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอก็พูดภาษาจีนได้คล่องแคล่ว เฉินชิงยิ้มพลางพยักหน้าให้
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ทาเลีย”
“ไม่ได้เจอกันนานเลย” ทาเลียลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “เธอมาที่นี่ได้ยังไง”
“เด็กๆ เขาอยากมาเล่นกับเหมาเหมาน่ะสิ ฉันก็เลยอยากจะแวะมาคุยกับเธอด้วย ไม่ทราบว่าเธอจะสะดวกไหม” เฉินชิงถามอย่างเกรงใจ
ทาเลียน้ำตาคลอเบ้า พยักหน้ารับรัวๆ
“สะดวกสิ ยินดีต้อนรับเสมอ นั่งก่อนสิ”
“จ้ะ” เฉินชิงส่งถุงขนมให้เหมาเหมา แล้วจึงทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ เธอ
เหมาเจี้ยนกั๋วแม้จะไม่รู้จักเฉินชิง แต่เมื่อเห็นว่าภรรยารู้จักแถมยังดูมีความสุขมาก เขาก็ไม่อยากรบกวน ปล่อยให้ผู้หญิงสองคนได้คุยกันตามสบาย
เหตุผลที่เขาอยู่บ้านในวันนี้ก็เพราะทาเลียเพิ่งพยายามฆ่าตัวตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เขากลัวว่าเธอจะคิดสั้นอีกจึงต้องคอยอยู่ดูแล แต่ภาระหน้าที่ก็ไม่อาจละเลยได้ เขาจึงนัดให้เฮ่อหย่วนมาคุยเรื่องงานที่บ้านแทน
เกือบปีแล้วที่พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ บรรยากาศเงียบเหงามาโดยตลอด เพราะการถูกจำกัดบริเวณทำให้แม่ลูกที่เคยสดใสร่าเริงต้องเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ แต่วันนี้บ้านกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เฉินชิงเข้าใจดีถึงสถานการณ์ที่น่าอึดอัดของทาเลีย เธอจึงเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เลือกที่จะเล่าเรื่องความทุกข์ใจของตัวเองที่มักจะถูกคนในโรงงานเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ เพื่อหวังจะดึงอารมณ์ของทาเลียให้คล้อยตาม
แล้วมันก็ได้ผล ทาเลียที่ได้ฟังก็เหมือนถูกจุดประกาย เธอแสดงความคิดเห็นอย่างออกรส
ตอนแรกเฉินชิงแค่ตั้งใจจะกระตุ้นอารมณ์ของเธอ แต่ไม่นึกเลยว่าทั้งสองจะคุยกันถูกคอขนาดนี้ เธอพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของทาเลียไม่หยุด
ดวงตาของทาเลียเป็นประกายขึ้นมาทันที
“สหายเฉิน เธอต้องไม่อ่อนแอเด็ดขาดนะ ถ้าเจอเรื่องอะไรที่ไม่พอใจก็ต้องสู้กลับ!”
เฉินชิงเห็นด้วยอย่างสุดใจ จากนั้นบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องสัพเพเหระตามประสาผู้หญิง
ทาเลียคุยอย่างมีความสุขจนลืมเวลา
เหมาเจี้ยนกั๋วคอยรินน้ำให้พวกเธอเป็นระยะด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าภรรยาจะพูดมากจนเจ็บคอ
เฉินชิงเหลือบมองแก้วน้ำที่ถูกยื่นไปตรงหน้าทาเลียอย่างใส่ใจ เธอรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ก็เป็นคนดีคนหนึ่ง น่าเสียดายที่ยุคสมัยนี้อาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับเขา
แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบกับบุคคลที่ไม่คาดฝัน
เฮ่อหย่วนเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะบังเอิญเจอเฉินชิงที่นี่
เฉินชิงถึงกับกลอกตาแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นทันที
เฮ่อหย่วน “…”
ช่างมันเถอะ ยังไงพวกเขาก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว
อวี้ถิงกับเฮ่ออวี้เสียงพอเห็นเฮ่อหย่วนก็ยกมือไหว้เรียกคุณอาอย่างนอบน้อม
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับ
“แล้วพวกเธอมาทำอะไรกันที่นี่”
“วันนี้คุณน้าหยุดงานค่ะ ก็เลยพาพวกเรามาเที่ยวเล่น”
อวี้ถิงกับพี่ชายทั้งสองคนนั่งขัดสมาธิเล่นลูกแก้วกันอยู่บนพื้น
เฮ่อหย่วนพยักหน้ารับรู้
“อืม งั้นก็เล่นกันให้สนุกนะ”
พูดจบเขาก็ยื่นกระป๋องนมมอลต์สกัดที่เตรียมมาให้ทาเลีย
“ขอรบกวนด้วยนะครับ”
ทาเลียแค่พยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างไว้ตัว
เธอชอบให้บ้านมีคนเยอะๆ แต่ไม่ชอบพวกนักวิจัย! สำหรับเธอแล้ว การมีนักวิจัยอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในคุกที่กลายเป็นที่ทำงานไปในตัว มันไม่เหมือนบ้านเลยสักนิด! เฮ่อหย่วนหันไปมองเหมาเจี้ยนกั๋ว
เหมาเจี้ยนกั๋วยิ้มอย่างขอโทษ ก่อนจะเชิญเขาเข้าไปคุยรายละเอียดเรื่องงานในห้องหนังสือ
ทาเลียสังเกตเห็นท่าทีของเฉินชิงที่จงใจเมินเฮ่อหย่วนตั้งแต่เขาปรากฏตัว เธอลืมใบหน้าเฉยชาเมื่อครู่ไปหมดสิ้น แล้วเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น
“พวกเธอรู้จักกันเหรอ”
“ไม่รู้จัก! ไม่สนิท!” เฉินชิงจงใจพูดเสียงดังกว่าปกติเล็กน้อย
ทาเลียพยักหน้าอย่างเข้าใจ
อ้อ รู้จักกัน แถมยังสนิทกันมากด้วย!
“นักวิจัยคนนี้ฉันไม่เคยเห็นหน้าเลย เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะไปถามตาแก่เหมามาให้นะ แล้วจะเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นใครมาจากไหน”
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวังขณะมองมาที่เฉินชิง
เธอหวังว่าเฉินชิงจะกลับมาที่นี่อีก
จริงๆ แล้วเฉินชิงไม่ได้อยากรู้เรื่องของเฮ่อหย่วนเลยสักนิด จะไปอยากรู้ทำไมในเมื่อไม่ได้สนิทกันสักหน่อย
แต่เมื่อเห็นสภาพของทาเลียที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก และความหวังที่อยากให้เธอกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ
เฉินชิงไม่ใช่คนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยใครพร่ำเพรื่อ แต่การได้คุยกับทาเลียก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแย่ ตรงกันข้าม ตั้งแต่มาอยู่ในยุค 70 นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เม้าท์มอยเรื่องซุบซิบกับผู้หญิงด้วยกัน เธอก็อยากจะมีเพื่อนเป็นของตัวเองบ้างเหมือนกัน
เพื่อมิตรภาพแล้วกัน ยอมสละเฮ่อหย่วนสักหน่อยคงไม่เป็นไร
เธอจึงพยักหน้าตกลงในที่สุด
ทาเลียดีใจจนออกนอกหน้า รีบชวนต่อ
“แล้วนี่เธอจะอยู่กินข้าวเที่ยงที่บ้านฉันเลยไหม”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่รบกวนดีกว่า เดี๋ยวพอสัก 11 โมงพวกเราก็จะกลับแล้ว”
ในยุค 70 การไปกินข้าวบ้านคนอื่นถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทอย่างยิ่ง ซึ่งเฉินชิงก็เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติข้อนี้ดี
[จบบท]