บทที่ 78: กอดที่ไม่คาดฝัน
ในยุคนี้เตารีดมีให้เลือกใช้แค่สองแบบ แบบแรกคือเตารีดเหล็กที่ใช้ถ่านร้อนๆ วางไว้ข้างใน ส่วนอีกแบบคือเตารีดเหล็กหล่อตันๆ ที่ต้องนำไปอังไฟให้ร้อน
คนในเมืองส่วนใหญ่มักจะหาซื้อหรือสั่งทำเตารีดเหล็กหล่อไว้ใช้เอง แต่สำหรับชาวบ้านในชนบทแล้ว เครื่องมือเหล็กทุกชิ้นล้วนต้องรอให้ทางคอมมูนส่วนรวมเป็นผู้ผลิตและจัดสรรให้
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ล้วนแต่สร้างความยุ่งยากไม่ต่างกัน
ต้องคอยก่อไฟจากเตาถ่านหรือฟืนเพื่อทำให้มันร้อนอยู่เสมอ แถมระหว่างที่รีดผ้าก็ต้องคอยยกกลับไปอังไฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ช่างแตกต่างจากเตารีดไฟฟ้าแบบพ่นไอน้ำที่ต่างประเทศเริ่มมีใช้กันมาตั้งแต่ยุค 50 ลิบลับ
หากเพียงแค่มีข้อมูลทางเทคนิคอยู่ในมือ เฮ่อหย่วนมั่นใจว่าเขาสามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อมูลจากต่างประเทศกลับถูกปิดกั้นอย่างเข้มงวด ประกอบกับสถานะของเขาที่ค่อนข้างอ่อนไหว การจะไปสืบเสาะหาข้อมูลด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เฮ่อหย่วนก็ตัดสินใจแน่วแน่
ต้องเรียนรู้ให้ได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่รอช้าที่จะลงมือทำทันที
หลักการทำงานของระบบไอน้ำเขาเคยศึกษามาบ้างแล้ว หัวใจสำคัญที่เหลืออยู่คือการทำความเข้าใจศาสตร์แห่งพลังงานความร้อนและอิเล็กทรอนิกส์ให้ถ่องแท้
โชคดีที่ในโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ยังมีตำรับตำราเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง เฮ่อหย่วนจึงใช้เวลาช่วงสิบนาทีก่อนเข้างานเร่งค้นหาหนังสือที่ต้องการจนครบ แล้วตั้งใจว่าจะนำกลับไปศึกษาต่อที่บ้าน
เมื่อเหมาเจี้ยนกั๋วรู้ข่าวว่าเฮ่อหย่วนขอยืมหนังสือเกี่ยวกับพลังงานความร้อนและอิเล็กทรอนิกส์ไปทั้งชุด เขาก็รีบมาหาถึงที่ทำงาน
“มีอะไรคืบหน้าใหม่ๆ เหรอ”
นับตั้งแต่เฮ่อหย่วนย้ายเข้ามา หลายโครงการที่เคยหยุดนิ่งไม่ขยับไปไหนต่างก็มีความก้าวหน้าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้เหมาเจี้ยนกั๋วอดไม่ได้ที่จะคอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของนักวิจัยหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษ
“ก็แค่สนใจน่ะครับ” เฮ่อหย่วนตอบเรียบๆ
เหมาเจี้ยนกั๋วมีท่าทีครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย “เอาเป็นว่าถ้านายต้องการอะไรก็บอกฉันได้ทุกเมื่อนะ ผู้จัดการเสิ่นกำชับกับฉันมาแล้ว ไม่ว่านายจะต้องการอะไร ทางโรงงานจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่”
“ครับ”
เฮ่อหย่วนตอบรับก่อนจะสวมหน้ากากป้องกันแสงกลับเข้าที่เดิม
ภาพของสถาบันวิจัยในความคิดของคนส่วนใหญ่อาจจะดูสวยหรู แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากชื่อตำแหน่งที่ฟังดูโก้และเงินเดือนที่สูงกว่าคนอื่นเล็กน้อย สถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับแผนกการผลิตในโรงงานเลย
ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เฮ่อหย่วนต้องทำงานวันละสิบเอ็ดชั่วโมง มีวันหยุดเพียงหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และบางครั้งเขาก็ยังสมัครใจทำงานล่วงเวลาอีกด้วย
ทว่าผลตอบแทนที่ได้รับก็ถือว่าคุ้มค่า เงินเดือนของเขาสูงถึงเจ็ดสิบเก้าหยวนต่อเดือน แถมยังมีตั๋วปันส่วนต่างๆ ให้เบิกใช้ได้ตามความต้องการ
สวัสดิการดีเยี่ยมทีเดียว
เหมาเจี้ยนกั๋วเห็นว่าเขาเริ่มง่วนกับงานแล้วจึงไม่อยากรบกวน ได้แต่ทอดสายตามองเข้าไปในห้องวิจัยด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความหมายบางอย่าง
ใบหน้าของเสี่ยวหย่วนนี่มันจริงๆ เลย
ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิดที่เยวี่ยอวี้จูจะคลั่งไคล้เขาได้ถึงขนาดนั้น
ทั้งๆ ที่เป็นหน้ากากป้องกันแสงแบบเดียวกันกับที่คนอื่นใส่ แต่เมื่อมันมาอยู่บนใบหน้าของเขา กลับดูเหมือนว่ามันได้มอบเสน่ห์อันลึกลับชั้นใหม่ให้กับผู้สวมใส่
เงาแสงสีแดงเข้มที่สะท้อนจากหน้ากากขับให้โครงหน้าของเขาดูยิ่งคมคายและเย็นชาขึ้นไปอีก
เฮ่อหย่วนนั้นหล่อเหลาเกินใคร แต่คนอื่นๆ ในทีมก็ใช่ว่าจะขี้เหร่
“มีอะไรอีกหรือเปล่าครับ” เฮ่อหย่วนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความรำคาญ
เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตาเรียวสวยที่แสนจะเย็นชากลับทำให้หัวใจของคนมองสั่นไหวได้อย่างน่าประหลาด
วันนี้เขาอยู่ในชุดทำงานชิ้นเดียวสีเทาธรรมดาๆ แต่ด้วยรูปร่างที่โดดเด่น ทั้งช่วงไหล่ที่กว้าง เอวที่สอบ และเรียวขาที่ยาวกว่าคนทั่วไป ทำให้เขาดูดีมีสเน่ห์กว่าคนอื่นหลายเท่าตัว
“เสี่ยวหย่วน ฉันว่าอีกไม่นานนายคงจะได้ตำแหน่งหนุ่มหล่อที่สุดในโรงงานของเราไปครองแน่ๆ” เหมาเจี้ยนกั๋วเอ่ยแซว
ใบหน้าแบบนี้ รูปร่างอย่างนี้ ขนาดเขาเป็นผู้ชายด้วยกันมองแล้วยังอดอิจฉาไม่ได้!
เฮ่อหย่วนดึงหน้ากากลงมาปิดหน้าอีกครั้ง โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อคำพูดไร้สาระของอีกฝ่าย
สำหรับเขาแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรให้เลย มีแต่จะนำพาความยุ่งยากมาให้ทั้งสิ้น!
แต่ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว…
เฉินชิงชอบใบหน้าของเขา
นั่นก็พอจะนับเป็นข้อดีได้อยู่นิดหน่อยกระมัง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจ เหมาเจี้ยนกั๋วก็ได้แต่ยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อ
สำหรับคนที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างเฮ่อหย่วน การมีหน้าตาที่หล่อเหลาขนาดนี้คงทำให้เขาถูกเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ว่าได้ดิบได้ดีเพราะใช้เส้นสายของผู้หญิง
น่าสงสารชะมัด!
ฮ่าๆๆ
ใครใช้ให้เขาเกิดมาหล่อจนน่าหมั่นไส้กันล่ะ
เหมาเจี้ยนกั๋วไม่ได้รบกวนเขาต่อ เขาเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง
ช่วงนี้เขากับหัวหน้าสถาบันวิจัยกำลังชิงไหวชิงพริบกันอย่างดุเดือด เขาจึงต้องเข้มงวดกับทาเลียมากขึ้นเป็นพิเศษ
จากที่เคยปล่อยให้เธอเดินเล่นได้ตามโถงทางเดิน ตอนนี้เพราะกลัวคนจะเอาไปนินทาเสียหาย เขาจึงจำต้องขอให้เธออยู่แต่ในห้องพัก ไม่กี่วันที่ผ่านมาทาเลียจึงทั้งทะเลาะและลงไม้ลงมือกับเขาทุกวัน เธอยื่นคำขาดว่าจะหย่าและกลับประเทศของเธอให้ได้!
แต่เหมาเจี้ยนกั๋วไม่ยินยอม
สภาพของเขาตอนนี้จึงเต็มไปด้วยรอยเล็บข่วน จนต้องใส่เสื้อแขนยาวปิดบังไว้แม้ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว
หากไม่ใช่เพราะเฉินชิงมีบ้านพักส่วนตัวเป็นของตัวเองแล้วล่ะก็ เหมาเจี้ยนกั๋วก็อยากจะใช้เส้นสายทั้งหมดที่มี ย้ายเธอมาอยู่บ้านข้างๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!
เพราะทาเลียจะสงบลงและมีท่าทีเป็นปกติก็ต่อเมื่อได้พบกับเฉินชิงเท่านั้น ในวันนั้นเธอถึงจะยอมละเว้นเขาไว้สักวัน
ส่วนวันอื่นๆ น่ะเหรอ…เหอะ!
เธอคงอยากให้เขาตายๆ ไปเสียด้วยซ้ำ จะได้พาลูกกลับประเทศได้อย่างสบายใจ
เหมาเจี้ยนกั๋วกลัดกลุ้มทั้งเรื่องในบ้านและเรื่องนอกบ้าน
ก๊อก…ก๊อก…ก๊อก…
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาจึงลุกไปเปิด
บานพับประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับกำลังถอนหายใจยาว
เมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่หน้าประตู เหมาเจี้ยนกั๋วก็เอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ
“อวี้จู”
“รองหัวหน้าเหมา” เยวี่ยอวี้จูขานรับ ขอบตาของเธอแดงก่ำ
“เป็นอะไรไป เข้ามาก่อนสิ” เหมาเจี้ยนกั๋วค่อนข้างจะเอ็นดูเธออยู่ไม่น้อย จากสหายหญิงที่เคยขยันขันแข็งและซื่อตรง กลับต้องมาเดินทางผิดไป ช่างน่าเสียดาย
เขาเดินนำเข้าไปในห้อง เยวี่ยอวี้จูก้มหน้าเดินตามอย่างเชื่องช้า แต่ในจังหวะที่ประตูปิดลง เธอกลับใช้ปลายเท้าเกี่ยวบานประตูให้ปิดสนิท
“อ้าว เธอปิดประตูทำไม” เหมาเจี้ยนกั๋วที่กำลังจะหันไปชงชาเอ่ยถามอย่างสงสัย
เมื่อหันกลับมา เขาก็เห็นเรือนร่างในชุดทำงานผ้าสีน้ำเงินซีดจางที่พอดีตัวจนเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของหญิงสาว ปกเสื้อของเธอถูกปลดกระดุมออกสองเม็ดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
“ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับรองหัวหน้าเป็นการส่วนตัวค่ะ” เยวี่ยอวี้จูกัดริมฝีปาก น้ำเสียงนุ่มนวลของเธอสั่นเครือเล็กน้อย แววตาที่มองมายังเขานั้นเต็มไปด้วยความอับจนหนทางและปรารถนาอย่างแรงกล้า
ความรู้สึกสงสารแล่นเข้ามาในหัวใจของเหมาเจี้ยนกั๋ว เขาส่งสัญญาณให้เธอนั่งลง
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอ”
“รองหัวหน้าคะ คุณก็รู้ว่าเรื่องคราวก่อนฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลย เอกสารฉบับนั้นมันวางอยู่ตรงหน้า แล้วก็ไม่มีใครมาเอามันไปเสียที เพื่อประโยชน์ของโรงงาน ฉันเลยต้องนำมันมาใช้ก่อน ทำไมผลลัพธ์มันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะคะ”
เยวี่ยอวี้จูยกมือขึ้นปิดหน้าร่ำไห้สะอึกสะอื้น
เหมาเจี้ยนกั๋วทำตัวไม่ถูก
ภรรยาของเขาไม่ใช่คนที่จะมาร้องไห้ฟูมฟาย เวลาเธอโกรธหรือมีเรื่องไม่พอใจ เธอมักจะระบายออกด้วยการทุบตีเขาอย่างบ้าคลั่งหรือไม่ก็ทำร้ายตัวเอง เขาจึงไม่มีประสบการณ์ในการปลอบใจผู้หญิงที่กำลังร้องไห้เลยแม้แต่น้อย
“เรื่องที่แล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ ตอนนี้เธอก็ยังได้ทำงานอยู่ในแผนกการผลิตนี่ ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน ขอแค่เราได้ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ได้เปล่งประกายในหน้าที่ของตัวเอง ก็ถือว่าเป็นสหายที่ดีแล้ว”
เสียงร้องไห้ของเยวี่ยอวี้จูหยุดชะงักไปชั่วครู่ เธอปาดน้ำตาแล้วฝืนยิ้มอย่างขมขื่น
“คุณไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขาพูดถึงฉันยังไงบ้าง ไหนจะเรื่องวันแข่งขันนั่นอีก…ช่างมันเถอะค่ะ เฉินชิงเธอเป็นดาวเด่นของโรงงานนี่คะ เป็นที่รักของทุกคนอยู่แล้ว ไม่เหมือนฉันหรอก”
เหมาเจี้ยนกั๋วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง!
เรื่องของเฉินชิงนี่เขาก็โดนมากับตัวเหมือนกัน!
เขานึกสงสัยอยู่บ่อยครั้งว่าถ้าภรรยาของเขาเป็นฮ่องเต้ นางคงจะถีบเขากระเด็นออกจากวัง แล้วยกบัลลังก์มังกรให้เฉินชิงไปครองแน่ๆ
ความโกรธแค้นวูบขึ้นมาในใจของเยวี่ยอวี้จู
ใครๆ ก็พูดกันว่ารองหัวหน้าเหมารักภรรยาจะตาย แต่ดูท่าแล้วก็คงไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่ากัน พอรู้ว่าเฉินชิงสวย ก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเหมือนกัน
เหอะ ผู้ชาย!
ก็เลวเหมือนกันหมดนั่นแหละ!
เธอสงบสติอารมณ์แล้วยื่นเอกสารในมือให้เขา
“นี่เป็นงานวิจัยชิ้นใหม่ของฉันค่ะ ฉันรับประกันได้เลยว่านี่เป็นผลงานของฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันอยากกลับไปทำงานที่สถาบันวิจัยจริงๆ หวังว่ารองหัวหน้าจะช่วยฉันนะคะ”
“ฉันจะพิจารณาดูอย่างละเอียด”
“ขอบคุณค่ะ”
เยวี่ยอวี้จูลุกขึ้นยืน
เหมาเจี้ยนกั๋วจึงลุกขึ้นเพื่อจะเดินไปส่งเธอ
เยวี่ยอวี้จูก้มหน้าหลบสายตา แต่ในใจกลับคอยสังเกตจังหวะการก้าวเดินของเขา เมื่อเขาทำท่าจะก้าวไปข้างหน้า เธอก็แกล้งหันตัวแล้วเซถลาไปเล็กน้อย จนร่างทั้งร่างปะทะเข้ากับอ้อมแขนของเขา
แม้จะมีเสื้อผ้ากั้นกลาง แต่เหมาเจี้ยนกั๋วก็ยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นและความสั่นสะท้านจากเรือนร่างของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน เขาตกใจจนเตรียมจะผละออก
เยวี่ยอวี้จูร้องอุทานเบาๆ พร้อมกับคว้าชายเสื้อของเขาไว้ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของเหมาเจี้ยนกั๋ว เธอก็แสร้งทำเป็นตกใจ
“รองหัวหน้าคะ คุณจะทำอะไร…”
หญิงสาวกระซิบส่งลมหายใจร้อนผ่าวเข้าที่ข้างหูของเขา มือที่คลายออกจากเสื้อของเขาก็เลื่อนไปสัมผัสที่สันมือหยาบกร้านของเขาแผ่วเบา เสียงของเธอสั่นเครือ
“ขอโทษนะคะ ในใจฉันมีคนอื่นอยู่แล้ว คุณอย่าบอกเขาได้ไหมคะ”
[จบบท]