บทที่ 8: กลลวง
"ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย" น้ำเสียงของหลี่เหอฮวาสั่นเครือขณะปฏิเสธเสียงอ่อย
"โธ่เอ๊ย ไม่ต้องพูดหรอก ฉันมองปราดเดียวก็รู้แล้ว" ป้าผู้ดูแลบ้านพักโน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูที่แดงก่ำของหญิงสาว
ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน มีหรือจะไม่เข้าใจความคิดซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในใจ
หลี่เหอฮวากับหยางซิวจิ่นก็อายุอานามไล่เลี่ยกัน แถมยังได้พบหน้าค่าตากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฝ่ายชายเป็นถึงนักศึกษา รูปก็หล่อร่างก็สูงสง่า ยังไม่นับรวมรายได้ที่มากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว การที่เธอจะมีใจให้เขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
หลี่เหอฮวาอยากจะอธิบายใจจะขาด แต่ทุกคำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ เธอรู้สึกเหมือนร่างกายไร้เรี่ยวแรง ทรุดลงไปกับความเข้าใจผิดของผู้คนรอบข้าง
สำหรับหยางซิวจิ่นแล้ว เธอมีให้เขาเพียงความชื่นชมและยกย่องจากใจจริง เธอมองว่าตัวเองต่ำต้อยเกินกว่าจะไปยืนเคียงข้างบุรุษผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องปานนั้น สิ่งที่ทำลงไปก็เพียงเพราะไม่อยากให้เฉินชิงไปสร้างมลทินให้กับเขา
แต่สายตาของชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์กลับมองเป็นอื่น พวกเขาปักใจเชื่อไปแล้ว เมื่อพิจารณาจากท่าทีเกรี้ยวกราดราวกับหึงหวงของหลี่เหอฮวาที่มีต่อเฉินชิง คนที่รู้เรื่องราวก็คงบอกได้แค่ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่ถ้าคนไม่รู้มาเห็นเข้า คงต้องคิดว่าเป็นอริที่เคยฆ่าล้างตระกูลกันมาเป็นแน่
เพียงแค่เปิดปากก็สาดถ้อยคำหยาบคายว่าเป็นนังแพศยา ขู่ฟ่อๆ ว่าจะจับเฉินชิงถ่วงน้ำในกรงหมู
หากไม่ใช่เพราะเป็นศัตรูหัวใจแล้วไซร้ จะมีความเคียดแค้นชิงชังกันได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เมื่อได้ลิ้มรสเรื่องราวเข้มข้นจนหนำใจ วงสนทนาก็ค่อยๆ สลายตัวไปทีละคนสองคน ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านของตนไปพร้อมกับเรื่องเล่าชิ้นใหม่
เฮ่ออวี้เสียงยืนมองภาพทั้งหมดเงียบๆ คิ้วเรียวของเขายังคงขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น
วันนี้ผู้หญิงใจยักษ์คนนั้นเกิดวิกลจริตขึ้นมาหรือไง
เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ลุกขึ้นมาออกหน้าปกป้องพวกเขาทั้งสองคน
ในอดีต ต่อให้เขาจะถูกเด็กคนอื่นรังแกจนใบหน้าบวมปูดกลับมา เธอก็ไม่เคยแม้แต่จะเหลือบแล หรือว่าการกระทำของอ่ายเจี่ยวหู่ไปขัดผลประโยชน์อะไรของเธอเข้า
เด็กชายครุ่นคิดเท่าไรก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
เมื่อกลับถึงบ้านพัก เฮ่ออวี้เสียงก็เห็นเฉินชิงเดินสวนออกมาจากในครัวพอดี มือของเธอว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาของมีดพร้าเล่มที่ถือออกไปก่อนหน้า เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามขึ้น "ไหนล่ะมีดพร้า ทำไมไม่เห็นเอาไปฟันคน"
เฉินชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "มีดพร้ามันเป็นอาวุธของน้าก็จริง แต่น้าไม่ได้มีไว้ฟันคนซะหน่อย พอจะเข้าใจไหม"
เฮ่ออวี้เสียงเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นบางเฉียบ
เมื่อเห็นว่าเด็กชายไม่ซักไซ้ต่อ เฉินชิงก็ไม่คิดจะเสียเวลาอธิบาย ปล่อยให้ความสงสัยกัดกินใจของเขาไปอย่างนั้นแหละ
"เดี๋ยวก่อน"
เสียงเรียกที่แฝงความกระดากอายดังขึ้นจากด้านหลัง
เฉินชิงหันกลับไปเผชิญหน้า "ว่าไงล่ะ"
"พ่อกับแม่ของผม พวกเขา...ถูกคนอื่นวางแผนฆ่าใช่ไหม" เฮ่ออวี้เสียงเชิดคางขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของน้าสาวราวกับจะค้นหาความจริง ไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆ คลาดเคลื่อนไปจากสายตา
ภาพจำในวัยเด็กของเขายังคงชัดเจน แม่มักจะบอกเขาเสมอว่าพ่อคือบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
เฮ่ออวี้เสียงภาคภูมิใจในตัวพ่อของเขาเสมอมา ความฝันอันสูงสุดของเด็กชายคือการได้เป็นทหารหาญ รับใช้และปกป้องผืนแผ่นดินเกิด
ทว่า...พ่อของเขากลับสละชีวิตในสนามรบ และแม่ก็มาด่วนจากไป
วันคืนอันแสนสุขและอบอุ่นเหล่านั้นได้กลายเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีวันหวนคืน
หากเรื่องทั้งหมดมีคนชักใยอยู่เบื้องหลังจริงๆ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เฮ่ออวี้เสียงก็สาบานว่าจะไม่ยอมปล่อยให้คนชั่วลอยนวล
เฉินชิงลดระดับสายตาลง เธอสัมผัสได้ถึงร่างกายที่สั่นเทาของเด็กชายยามเอ่ยถึงบุพการี
แววตาอำมหิตและชิงชังต่อโลกหล้าอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวร้ายในนิยาย ค่อยๆ ฉายชัดออกมาจากนัยน์ตาสีนิลที่ตัดกับตาขาวกระจ่างใสของเด็กชาย
หัวใจของเฉินชิงกระตุกวูบ เธอใช้เวลาครุ่นคิดชั่วอึดใจ ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมายาวเหยียด เป็นการถอนหายใจที่จงใจให้ได้ยิน
"ในเมื่อเธออยากรู้ น้าก็จะเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังเอง"
ร่างกายของเฮ่ออวี้เสียงแข็งทื่อขึ้น ลมหายใจแผ่วเบาลงด้วยความตึงเครียด
ขณะที่เฮ่ออวี้ถิงซึ่งนั่งขดตัวเงียบๆ อยู่มุมห้องราวกับลูกนกหวาดกลัว ก็รีบตั้งใจเงี่ยหูฟังอย่างจดจ่อ
"เธอจำได้ใช่ไหมว่าแม่เคยให้ทองคำกับเธอไว้ชิ้นหนึ่ง"
"...อืม" เฮ่ออวี้เสียงขานรับในลำคอ พยักหน้าช้าๆ อย่างลังเล "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับทองชิ้นนั้นด้วย"
"เกี่ยวสิ เกี่ยวมากเลยด้วย เธอรู้หรือเปล่าว่าในยุคสมัยนี้ จะมีก็แต่คนบางประเภทเท่านั้นแหละที่มีทองคำไว้ในครอบครอง"
"คนประเภทไหน"
ลางสังหรณ์อันเลวร้ายบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเฮ่ออวี้เสียง
"นายทุน"
"ไม่มีทาง พ่อของผมเป็นทหาร" เฮ่ออวี้เสียงสวนกลับมาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"แล้วน้าจะโกหกเธอไปเพื่ออะไร นั่นมันทองคำทั้งแท่งนะ เธอรู้ไหมว่าตอนนี้ทองคำแค่กรัมเดียวมีค่าเท่าไหร่"
ในยุคที่ค่าแรงของกรรมกรอยู่ที่ประมาณ 30 หยวนต่อเดือน ทองคำหนึ่งกรัมกลับมีราคาสูงถึง 16 หยวน
เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเด็กชาย เฉินชิงก็รู้ว่าเขาเริ่มคล้อยตามแล้ว เธอจึงรวบรวมทักษะการเล่าเรื่องทั้งหมดที่มี แล้วเริ่มปั้นเรื่องต่อไป "แต่เธอวางใจได้เลย การตายของพ่อเธอน่ะเป็นการสละชีพเพื่อชาติอย่างแน่นอน เพียงแต่การที่คนในครอบครัวของเราต้องมาตายจากไปทีละคนๆ มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ที่น้ากล้าพูดเรื่องนี้ ก็เพราะเมื่อสองวันก่อน น้าเองก็เกือบจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาแล้ว"
ดวงตาของเฮ่ออวี้เสียงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
ผู้หญิงคนนี้...เกือบตายงั้นเหรอ
เฮ่ออวี้ถิงที่หลบอยู่มุมห้องถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน "น้าคะ น้าเป็นอะไรไปคะ"
"น้าไม่เป็นไรแล้ว โชคดีที่รอดมาได้ ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา น้าจงใจทำตัวร้ายกาจกับพวกเธอ คอยหาเรื่องหลอกเอาทองคำ แต่พวกเธอก็ยังยึดมั่นในคำสอนของแม่ได้อย่างดีเยี่ยม น้าพอใจมากจริงๆ"
เฉินชิงปั้นสีหน้าเปี่ยมสุขและภาคภูมิใจ
เฮ่ออวี้ถิงหวาดกลัวจนตัวสั่น เธอจินตนาการไปว่าน้าสาวอาจจะหายตัวไปได้ทุกเมื่อ ความกลัวถาโถมเข้าใส่จนทานทนไม่ไหว หยาดน้ำตาเม็ดโตๆ ไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย แต่กระนั้นเธอก็ยังยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้แน่น เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นไห้ไปรบกวนการสนทนา
ภาพเด็กน้อยที่ร้องไห้ปานจะขาดใจทำให้เฉินชิงรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ
เธอตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องดูแลเด็กสองคนนี้ให้ดีที่สุดในอนาคต ดังนั้นการหาเหตุผลดีๆ มากลบเกลื่อนพฤติกรรมเลวร้ายของเจ้าของร่างเดิมจึงเป็นสิ่งจำเป็น
แต่เมื่อเห็นเด็กน้อยร้องไห้ด้วยความเสียใจถึงเพียงนั้น เฉินชิงก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปประคองใบหน้าเล็กๆ แล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยคราบน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา
เด็กคนนี้ช่างเหมือนเธอยิ่งนัก
ภายนอกดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ภายในกลับซ่อนความกล้าหาญเอาไว้ แม้จะขี้แงและอ่อนไหวง่ายไปบ้างก็ตาม
เธอรวบตัวเด็กหญิงเข้ามากอดไว้แนบอก ลูบแผ่นหลังเล็กๆ เบาๆ เพื่อปลอบประโลม "ไม่เป็นไรนะคนดี ตอนนี้น้าก็ยังอยู่ตรงนี้ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย"
มือเล็กๆ ของเฮ่ออวี้ถิงกำชายเสื้อบนไหล่ของน้าสาวไว้แน่น เสียงสะอื้นยังคงดังลอดออกมาจากไรฟัน "พวกเขา...อยากได้เงินใช่ไหมคะ"
เฉินชิงแสร้งทำน้ำเสียงลึกลับ "จะว่าอย่างนั้นก็ได้ หรือไม่ใช่ก็ได้"
"มันหมายความว่ายังไงกันแน่" เฮ่ออวี้เสียงตวาดลั่นด้วยความขัดใจ
ลึกๆ แล้วเขาทั้งเกลียดทั้งชังผู้หญิงคนนี้ แต่ก็ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าเธอคือญาติคนสุดท้ายที่พวกเขามี
หากไม่มีเธอ บ้านหลังนี้ก็คงถูกยึด พวกเขาสองพี่น้องจะต้องระเหเร่ร่อนไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และที่นั่น เขากับน้องสาวจะต้องถูกจับแยกจากกันอย่างไม่ต้องสงสัย
น้องสาวของเขาเป็นเด็กผู้หญิง ทั้งยังจิตใจดีงามราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ หากต้องไปอยู่ในที่แบบนั้น คงไม่แคล้วต้องถูกรังแกจนเจ็บช้ำ
แค่เพียงจินตนาการถึงภาพนั้น เฮ่ออวี้เสียงก็รู้สึกเหมือนใจจะขาด
เฉินชิงแอบบริภาษในใจ 'ไอ้เด็กแสบเอ๊ย'
เธอยังคงกอดปลอบเฮ่ออวี้ถิงไว้ พร้อมกับอธิบายต่อไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกมันได้ยินข่าวลือมาว่าบ้านเรามีสมบัติซ่อนอยู่ แต่ก็ยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ อีกอย่างสถานะของทุกคนในครอบครัวเราก็ขาวสะอาดไร้ที่ติ พวกมันเลยทำอะไรอุกอาจไม่ได้”
“สิ่งที่ทำได้คือคอยหาเรื่องบีบคั้นเราไปเรื่อยๆ เพื่อรอดูว่าพอถึงตาจนแล้ว เราจะยอมเอาสมบัติออกมาใช้ไหม ถ้าเราเอาออกมาเมื่อไหร่ พวกมันก็จะลงมือชิงไปทันที เพราะฉะนั้น จำเอาไว้ให้ดี ถ้ายังไม่ถึงที่สุดจริงๆ ห้ามเอาทองก้อนนั้นออกมาเด็ดขาด เข้าใจนะ"
"ก็แค่ทองก้อนเล็กๆ เองนี่นา ทำไมต้องทำเรื่องให้มันใหญ่โตขนาดนี้ด้วย"
เฮ่ออวี้เสียงยังคงไม่เข้าใจ แต่สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขากำลังร้องเตือนว่าเรื่องราวทั้งหมดมันไม่สมเหตุสมผล
"เธอเคยเห็นทองก้อนนั้นแล้วเหรอ" เฉินชิงลองหยั่งเชิงถาม ขณะที่หัวใจของเธอเต้นระรัว
เธอกำลังเดิมพันครั้งใหญ่
เดิมพันว่าที่ซ่อนสมบัตินั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่เด็กชายจะไปถึงได้ในตอนนี้
เฮ่ออวี้เสียงถูกสายตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองจนรู้สึกอึดอัด เขาเสมองไปทางอื่นแล้วตอบเสียงห้วน
"ยัง"
เฉินชิงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าเหมือนกับว่า 'น้ารู้อยู่แล้ว'
"น้าว่าแล้ว และพวกคนชั่วนั่นก็คงได้แต่คาดเดาเหมือนกัน เธอยังเด็กนัก คงไม่เข้าใจหรอกว่าความโลภของคนเรามันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา น้าถึงต้องแกล้งทำตัวฟุ่มเฟือย ใช้เงินมือเติบ ถึงขนาดต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาเลยด้วยซ้ำ"
"นี่ยังไปกู้เงินมาอีกเหรอ เงินเก็บที่บ้านมีตั้งมากมายยังไม่พอให้ผลาญอีกหรือไง" เฮ่ออวี้เสียงตะคอกกลับด้วยความโมโห
เงินเก็บก้อนสุดท้ายของคุณตาคุณยายและแม่ของเขาอยู่ในมือของผู้หญิงคนนี้ทั้งหมด ไหนจะเงินเดือนของเธออีก นี่มันผ่านไปแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น เธอถึงกับต้องไปสร้างหนี้สินเพื่อใช้ชีวิตเชียวหรือ
"ชิ! นั่นเขาเรียกว่ากลยุทธ์รับมือศัตรูต่างหาก" เฉินชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
"เหอะ" เฮ่ออวี้เสียงแค่นหัวเราะในลำคอ
[จบบท]