บทที่ 80: คำถามไม่กี่ข้อ
หากมองตามธรรมเนียมปฏิบัติของโรงงานเครื่องจักรแล้ว การที่หัวหน้าหลินจะปกป้องเหมาเจี้ยนกั๋วเอาไว้ถือเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
แต่เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างชายหญิงนั้น จะมองให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่โตจนน่าตกใจ แต่หากจะมองให้เป็นเรื่องเล็ก ก็เล็กเสียจนแทบไม่มีอะไร
เพราะการที่เยวี่ยอวี้จูไปหาเหมาเจี้ยนกั๋วคือชนวนที่นำไปสู่การหย่าร้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันหรือไม่นั้น ก็ยากที่จะหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้
หากจะมองข้ามไปก็อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
แต่ถ้าหากตั้งใจจะขุดคุ้ยให้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา ตำแหน่งหน้าที่การงานของเหมาเจี้ยนกั๋วก็คงจะต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน
ผู้จัดการเสิ่นเป็นคนหัวไว การวางแผนคำนวณใจคนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นคนที่เรียกได้ว่าแทบไม่มีข้อเสียเลย จะมีก็เพียงอย่างเดียวคือรักคนเก่งมีฝีมือ!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรที่มีความสามารถและทำงานรับใช้เขาได้
เขาพร้อมที่จะปกป้องคนเหล่านั้นยิ่งกว่าลูกในไส้ของตัวเองเสียอีก
แต่ประโยคของเฉินชิงเมื่อครู่นี้ ไม่ต่างอะไรกับการประกาศกร้าวว่า ‘ถ้าทาเลียมีชีวิตอยู่ดีไม่ได้ เหมาเจี้ยนกั๋วก็เตรียมตัวลงไปนอนในโลงพร้อมกันได้เลย’
การมีชีวิตอยู่หรือความตายของทาเลียไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงแล้วหากเหมาเจี้ยนกั๋วปราศจากตัวถ่วงอย่างทาเลียไปได้ เขาก็จะสามารถทุ่มเทให้กับการทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทว่าเฉินชิงกลับก้าวเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้
เขาเคยมีปฏิสัมพันธ์กับเฉินชิงมาแล้วสองสามครั้ง หญิงสาวคนนี้ฉลาดเป็นกรด วาจาของเธอมักจะวกวนและซ่อนเงื่อนงำเอาไว้เสมอ ทุกคำพูดล้วนมีความหมายแฝง หากไม่ระมัดระวังก็จะถูกเธอชักจูงให้หลงทางได้โดยง่าย ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูงดงามและไม่มีพิษภัยนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นบุคคลที่อันตรายอย่างยิ่ง!
ผู้จัดการเสิ่นเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “หัวหน้าทีมเฉินมีความคิดเห็นอะไรบ้าง”
“ฉันก็แค่หัวหน้าทีมตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะไปมีความคิดเห็นอะไรได้ล่ะคะ” เฉินชิงกางแขนออก ทำหน้าตาไร้เดียงสา
ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างพากันเงียบกริบ เธอออกโรงทั้งทุบทั้งด่าราวกับจะถล่มฟ้าทลายดินขนาดนั้น แล้วยังจะมาแสร้งทำเป็นอะไรกันอีก!
ผู้จัดการเสิ่นกล่าว “ไม่เป็นไรไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว เธอเองก็ไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไรที่ต้องรีบไปทำ สามารถแสดงความคิดเห็นในมุมมองของตัวเองได้เต็มที่”
เฉินชิงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมเพื่อแสดงความขอบคุณ “ขอบคุณมากค่ะท่านผู้จัดการ ในเมื่อท่านผู้จัดการเปิดโอกาสให้ฉันได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองแล้ว งั้นฉันก็ขอพูดทุกอย่างที่ใจคิดเลยแล้วกันนะคะ”
บรรยากาศโดยรอบพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
เยวี่ยอวี้จูยิ่งรู้สึกเหมือนมีสัญญาณเตือนภัยดังลั่นอยู่ในหัว
เพื่อที่จะได้กลับเข้าไปเหยียบห้องปฏิบัติการอีกครั้ง และเพื่อที่จะไม่ต้องทนฟังคำเยาะเย้ยถากถาง เธอถึงกับยอมเอาความบริสุทธิ์ของตนเองเข้าแลก และพร้อมที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่ผ่านการสมรสมาแล้ว!
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ทาเลียดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีและรีบร้อนที่จะหย่าขาดจากสามี
ยิ่งไปกว่านั้น ตราบใดที่เหมาเหมายังอยู่ เพื่อรักษาชีวิตของลูกชายเอาไว้ เหมาเจี้ยนกั๋วก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแต่งงานกับเธอ
ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้
แต่เฉินชิงกลับปรากฏตัวขึ้นมา!
เยวี่ยอวี้จูกัดริมฝีปากล่างของตนเองจนเป็นรอยฟัน จ้องมองเฉินชิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น “เฉินชิงเธอนี่ช่างว่างจังนะ”
“ต้องขอโทษด้วย พอดีว่าฉันเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ช่วยกรุณาเรียกฉันว่าหัวหน้าทีมเฉินด้วยค่ะ” เฉินชิงเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม
เยวี่ยอวี้จูโกรธจนแทบจะขบฟันให้แหลกละเอียด “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับหัวหน้าทีมเฉินด้วยนะคะ!”
“แหม เกรงใจจังเลยค่ะ แต่หัวหน้าห้องเองก็ต้องพยายามให้มากขึ้นหน่อยนะคะ ไม่รู้ว่าทำอีท่าไหนจากนักวิจัยถึงได้กลายมาเป็นคนงานธรรมดาไปได้ ตั้งใจเรียนให้ดีๆ นะคะ”
เฉินชิงมองใบหน้าที่บัดนี้ม่วงคล้ำด้วยความโกรธของอีกฝ่ายแล้วจึงค่อยๆ เริ่มต้นเข้าสู่ประเด็นหลัก เพราะเธอกลัวว่าหากยังไม่รีบพูด เยวี่ยอวี้จูอาจจะลมจับหมดสติไปเสียก่อน
ถ้าเป็นอย่างนั้นเรื่องราวก็คงจะไม่สนุกน่ะสิ
แววตาของเฉินชิงฉายประกายลึกล้ำออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“ฉันมีคำถามอยู่สองสามข้อที่อยากจะถามสหายเยวี่ย”
“จากกรณีที่เราเคยมีมา ผู้หญิงที่ยอมเข้าหาผู้ชายเพื่อผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงการถูกส่งไปเป็นปัญญาชนในชนบท มักจะเป็นพวกที่ตัดสินใจทำอะไรสุดโต่งได้ง่ายที่สุด แต่สหายเยวี่ยมีงานทำอยู่แล้ว แถมสถาบันวิจัยก็สว่างไสวตลอดคืน ผนังก็บางจนแทบไม่เก็บเสียง ถ้าหากถูกคุกคามจริง ทำไมถึงไม่ร้องออกมา นี่คือประเด็นที่หนึ่งค่ะ!”
“ฐานะทางบ้านของสหายเยวี่ยก็ไม่ได้ย่ำแย่ สามารถเลือกแต่งงานกับคนที่ดีกว่านี้ได้ ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่ในอดีตสหายเยวี่ยก็เคยนำผลงานของผู้อื่นมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง บางทีผลงานวิจัยชิ้นนั้นอาจจะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่พวกเรา ทุกคนจึงอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่ฉันอยากจะถามว่า ถ้าสมมติผลงานวิจัยของเราถูกพวกญี่ปุ่นขโมยไปใช้ล่ะ ทุกคนจะรู้สึกอย่างไรคะ”
สีหน้าของผู้คนที่มุงดูอยู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม!
พวกเขาอยากให้หล่อนตาย!
ผู้จัดการเสิ่นเองก็มีสีหน้าที่จริงจังขึ้นมา
เยวี่ยอวี้จูหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เธออยากจะร้องตะโกนเพื่อขัดจังหวะคำพูดของเฉินชิง
แต่มีหรือที่เฉินชิงจะยอมปล่อยให้เธอได้สมใจปรารถนา เธอกล่าวต่อไปว่า “และถ้าหากสหายเยวี่ยได้แต่งงานกับรองหัวหน้าเหมาแล้ว จะสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าจะไม่ย่างกรายเข้าไปในสถาบันวิจัยเพื่อขโมยผลงานของคนอื่นอีกเลยตลอดชีวิต นี่คือประเด็นที่สองค่ะ!”
“คำถามสุดท้าย จริงๆ แล้วฉันก็แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าทาเลียไม่ได้ด่าไม่ได้ตีเธอสักคำ รองหัวหน้าเหมาก็ยอมถูกส่งไปประจำการที่อื่นเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แล้วเธอจะร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตายไปเพื่ออะไร เธอไม่ควรจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างพวกเขาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองหรอกหรือ หรือว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนวางแผนใส่ร้ายรองหัวหน้าเหมา เพื่อที่จะได้ฉวยโอกาสนี้แต่งงานกับเขากันแน่”
น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย แต่สำหรับเยวี่ยอวี้จูแล้ว มันกลับเป็นเหมือนคำพิพากษาที่ทำให้เธออยากจะล้มลงหมดสติไปตรงนั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
คำพูดของเธอราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางวง ทำให้สมองที่กำลังสับสนของทุกคนพลันสว่างวาบขึ้นมา
จริงอย่างที่เฉินชิงว่า
ถ้าหากถูกบังคับขืนใจ ทำไมถึงไม่ขัดขืน
สถาบันวิจัยเป็นสถานที่ทดลองที่มีความสำคัญและต้องการการรักษาความลับอย่างเข้มงวด แต่โครงสร้างของอาคารทางตอนใต้ทุกหลังล้วนมีผนังที่บางจนแทบไม่สามารถเก็บเสียงได้ เพียงแค่เธอร้องตะโกนออกมา คนที่อยู่รอบข้างก็ย่อมต้องได้ยิน แล้วทำไมเธอถึงเลือกที่จะเงียบ
ในอดีตเธอเคยขโมยผลงานของคนอื่นมาแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้เมื่อได้แต่งงานกับรองหัวหน้าเหมา เธอกำลังวางแผนที่จะกลับเข้าไปในสถาบันวิจัยอีกครั้งใช่หรือไม่
เดิมทีผลงานวิจัยที่เธอเสนอมานั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม และเจ้าของผลงานตัวจริงก็ยอมให้อภัยเยวี่ยอวี้จู หลังจากที่ทางโรงงานเครื่องจักรได้ชดเชยค่าเสียหายให้หลายต่อหลายครั้ง
ประกอบกับตัวเธอเองก็มีความสามารถอยู่บ้าง ตอนที่ทำงานในสถาบันวิจัยก็แสดงให้เห็นถึงความขยันหมั่นเพียรและเอาจริงเอาจัง จึงทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเรื่องในอดีตนั้นมีเพียงเล็กน้อย
แต่เมื่อได้ยินว่าเธอใช้ผลงานของผู้อื่นเพื่อความก้าวหน้าของตนเองแล้ว ความรู้สึกไม่พอใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมา มันไม่ต่างอะไรกับการที่ผลงานวิจัยของพวกเขาถูกพวกญี่ปุ่นขโมยไปใช้ ทำให้ทุกคนโกรธจนแทบอยากจะกระอักเลือดออกมา!!
คำถามสุดท้ายนั้นยิ่งแยบยลยิ่งกว่า
หากเธอถูกใส่ร้ายจริงๆ ก็ควรที่จะต้องลุกขึ้นมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองไม่ใช่หรือ
ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างลองจินตนาการว่าหากตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ก็ไม่มีใครคิดว่าตนเองจะทำเหมือนเยวี่ยอวี้จู ที่เอาแต่ร่ำไห้คร่ำครวญ และยังยอมตกลงปลงใจกับผู้ชายที่บังคับขืนใจตนเอง
ในใจของพวกเธอเริ่มรู้สึกขึ้นมาอย่างคลุมเครือว่า ทาเลียอาจจะเป็นคนดีกว่าที่คิด
เธอกล้าที่จะลงมือกับสามีของตัวเอง แต่กลับไม่แตะต้องผู้หญิงคนอื่นเลยสักนิด
ผู้จัดการเสิ่นเอ่ยขึ้น “สหายเยวี่ย เธอลองอธิบายมาสิ”
เขาคาดการณ์ไม่ผิดเลยจริงๆ ทันทีที่เฉินชิงปรากฏตัว สถานการณ์ทั้งหมดก็พลิกผันไปในชั่วพริบตา เดิมทีเหมาเจี้ยนกั๋วและทาเลียที่ดูเหมือนจะเป็นผู้กระทำผิด บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่ถูกกระทำ
แผ่นหลังของเยวี่ยอวี้จูเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“ฉันเปล่านะ ฉันไม่ได้ทำ…”
เธอพยายามที่จะรวบรวมสติเพื่ออธิบายและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่กลับถูกอาการไออย่างรุนแรงเข้าจู่โจมจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางม่านน้ำตาที่พร่ามัว เธอเห็นเฉินชิงกำลังยืนมองลงมายังเธอด้วยสายตาที่เย็นชา จึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดลุกขึ้นพรวดพราด เหวี่ยงแขนทั้งสองข้างออกไปหมายจะผลักให้เธอล้มลง
เฉินชิงคว้าข้อมือของเธอไว้ได้ทัน ก่อนจะสะบัดออกไปอย่างแรง
“เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดแล้ว สหายเยวี่ยจงใจใส่ร้ายสหายชายที่แต่งงานแล้ว ทำลายครอบครัวของคนอื่น เทียบเท่ากับความผิดฐานมีสัมพันธ์ชู้สาวที่ไม่เหมาะสม ตามกฎระเบียบแล้ว ต้องจัดการประชุมวิพากษ์วิจารณ์ แล้วส่งตัวไปใช้แรงงานที่เป่ยต้าฮวง!”
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกสายตาที่จับจ้องไปยังเฉินชิงล้วนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แม้แต่ผู้จัดการเสิ่นเองก็คาดไม่ถึงว่าเธอจะเด็ดขาดและเหี้ยมโหดได้ถึงเพียงนี้!
แต่เมื่อพิจารณาตามกฎระเบียบของโรงงานแล้ว บทลงโทษนั้นก็สมควรแล้วจริงๆ
หยางซิวจิ่นที่พยายามเบียดเสียดผู้คนจนมาอยู่ด้านหน้าได้สำเร็จ มองเฉินชิงด้วยแววตาที่ลุกโชน ในยามที่เธอพิพากษาตัดสินชะตาชีวิตของผู้อื่นด้วยความเยือกเย็นนั้น ช่างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดใจอย่างถึงที่สุด
น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียคนที่พอจะมีประโยชน์ไปอีกหนึ่งคน
แต่ช่างเถอะ คนโง่เง่าเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วความจริงก็ต้องถูกเปิดโปง ตายไปเสียก็ดีแล้ว
หัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาเพื่อควบคุมตัวเยวี่ยอวี้จูไปส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
เยวี่ยอวี้จูดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับเลือด
“เฉินชิง นังสารเลว ฉันขอสาปแช่งให้แกตายอย่างทรมาน! ให้โดนผู้ชายเป็นพันเป็นหมื่นคนรุมย่ำยี แกจะต้องตายอย่างน่าสมเพชที่สุด!”
“อย่างนั้นเหรอ” เฉินชิงเพียงแค่ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง
“แค่เธอตายก่อนฉันก็พอแล้ว”
เยวี่ยอวี้จูกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง สายตาของเธอสอดส่ายไปทั่วเพื่อขอความช่วยเหลือและไปหยุดอยู่ที่หยางซิวจิ่น แต่เขากลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ความหวังสุดท้ายของเยวี่ยอวี้จูพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
“ปล่อยฉันนะ ฉันถูกใส่ร้าย เฉินชิง เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนะ…”
“ใช่สิ เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ฉันรู้สึกขอบคุณเธอมากเลยรู้ไหม” เฉินชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แววตากลับเป็นประกายลึกล้ำ
“ไม่รู้ว่าหัวหน้าห้องยังจำคำพูดประโยคหนึ่งได้หรือเปล่า”
เยวี่ยอวี้จูเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “ประโยคอะไร”
เฉินชิงโน้มตัวเข้าไปใกล้ กระซิบที่ข้างหูของเธอเบาๆ
“ข้าวราดน้ำชาหาใช่อร่อยที่สุด แต่เกมคนเล่นคนนี่สิ สนุกกว่าอะไรทั้งหมด”
[จบบท]